
รายชื่อกรธ.โผล่สุรชัยแทงกั๊กร่วมเป็น
รายชื่อกรธ.โผล่สุรชัยแทงกั๊กร่วมเป็น แนะนำฉบับปี50และส่วนดีมายกร่างใหม่ ชัยวัฒน์ชี้ปัญหาไทยคือหลอกตนเอง
10ก.ย.58 2558 ที่รัฐสภานายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ 1 ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวทาบทามให้ร่วมเป็นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)ว่า ยังไม่ได้รับการติดต่อใดๆทั้งสิ้น สื่อเป็นคนแต่งตั้งให้ โดยที่ตนก็ไม่ทราบว่าสื่อนำชื่อตนมานำเสนอได้อย่างไร เพราะขณะนี้ตนมีตำแหน่งเป็นรองประธานสนช.และประธานคณะกรรมาธิการสามัญพิจารณาศึกษา เสนอแนะ และรวบรวมความเห็นเพื่อการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญของ สนช.อยู่ด้วย ซึ่งตนคิดว่า คนอื่นน่าจะมีความรู้ความสามารถและมีความเหมาะสมที่จะเข้าไปทำหน้าที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญมากกกว่าตน สำหรับตนคงทำหน้าที่แค่นำความเห็นเกี่ยวกับผลการศึกษาของ สนช.ไปประสานกับผู้ที่เกี่ยวข้องจะความเหมาะสม
ทั้งนี้ ตนคิดว่าคุณสมบัติของคนที่จะเข้ามาเป็นกรรมการร่างฯนั้น ถ้าได้คนที่มีประสบการณ์ต่อการร่างรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ฉบับปี 2540 , 2550 และ ฉบับที่ไม่ผ่านสปช.ก็จะเป็นประโยชน์ เพราะการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญจะต้องใช้ทฤษฎีกฎหมาย หรือทฤษฎีทางการปกครอง เพียงอย่างเดียวคงไม่สามารถได้รัฐธรรมนูญที่ดีและมีความเหมาะสมกับสังคมไทย เพราะแต่ละความคิดทางทฤษฎีก็มีหลากหลาย และแต่ละทฤษฎีก็มีความเหมาะในสภาพสังคมของแต่ละประเทศด้วย
ดังนั้น คนที่จะเป็นกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญนอกจากจะมีประสบการณ์ในเรื่องกฎหมาย การเมืองการปกครอง ก็น่าจะต้องได้คนที่มีประสบการณ์ตรงในเรื่องของการจัดทำรัฐธรรมนูญในอดีตด้วย รวมทั้งต้องผ่านการศึกษาสภาพปัญหาทางการเมือง สภาพปัญหาการบังคับใช้รัฐธรรมนูญในอดีตมาด้วย เพราะประสบการณ์เหล่านี้จะเป็นวัตถุดิบทางด้านความคิดที่จะออกแบบรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่เพื่อให้ประเทศไทยได้รัฐธรรมนูญฉบับดีที่สุด
เมื่อถามว่า การร่างรัฐธรรมนูญหยิบยกรัฐธรรมนูญฉบับใดมาเป็นแนวทางในการยกร่าง นายสุรชัย กล่าวว่า ถ้าจะให้เห็นภาพการพัฒนาหรือการต่อยอด ควรนำรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายที่บังคับใช้ คือ ฉบับปี 2550 มาต่อยอดความคิด ซึ่งรัฐธรรมนูญดังกล่าว ตนก็ร่วมเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร.ด้วย ซึ่งตอนนั้นก็ได้นำรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2540 มาต่อยอดเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ดังนั้น การยกร่างฉบับใหม่จึงควรนำรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 มาต่อยอดและพัฒนา สิ่งใดที่ดีก็ควรคงไว้ แต่ส่วนใดที่ร่างแล้วคิดว่าดี แต่เมื่อบังคับใช้แล้วไม่ดี หรือไม่สามารถนำไปสู่เป้าหมายและเจตนารมย์ก็ควรนำมาปรับปรุง พร้อมกับนำความคิดใหม่ๆในร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่ผ่านสปช.มาปรับปรุงเข้ามาในร่างรัฐธรรมนูญที่จะยกร่างขึ้นใหม่ด้วย
‘ชัยวัฒน์’ชี้ปัญหาไทยคือ‘หลอกตนเอง’
คณะนิเทศน์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดงาน ครบรอบ 50 ปี และในงานได้มีการปาฐกถาโดย “นายชัยวัฒน์ สถาอานันท์” อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในหัวข้อ การจัดการความจริง- ความลวงในสื่อกับศานติภาวะของสังคมไทย"
โดยเขาได้ระบุว่าความสำคัญระหว่างนิเทศศาตร์กับความจริงถือว่าเป็นผลผลิตของการสร้างชุมชน ซึ่งในภาควิชาสสังคมศาสตร์ ในศตวรรษที่ 20 ถึง ปัจจุบันได้ให้เหตุผล เกี่ยวกับความจริงว่าเป็นความเข้าใจในอำนาจของคำหรือการเปลี่ยนแปลง ในอำนาจของภาษา หากจะอธิบายความจริง ผ่านถ้อยคำ อาจทำให้เกิดปััญหาที่ว่าจะเผชิญความจริงได้อย่างไร เพราะการสื่อสารผู้พูดมักจะเลือกคำมาพูด แต่ผู้ฟังจะเข้าใจอย่างไรเป็นเรื่องของผู้ฟัง ซึ่งถือว่าเป็นธรรมชาติ ที่ผู้พูดไม่สามารถทำให้คนเข้าใจอย่างที่คำพูดได้ ดังนั้นการสื่อสารจึงมีความสัมพันธ์กับความจริง
ในประเทศไทยมีปัญหากับการจัดการทั้งทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งคน ทั้งเรื่องที่ดิน หรือ 21 อรหันต์ ที่จะเข้ามาทำงาน แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นมักจะมีกระบวนการจัดการกับความจริง ซึ่งทีผ่านมาการจัดการกับความจริงเกิดขึ้นมาตลอด ทั้งเรื่องความจริงทางการค้า ความขัดแย้งทางการเมือง การสงคราม สิ่งแรกที่มักจะถูกจัดการก็คือความจริง แต่ในปัจจุบันปัญหาของความขัดแย้งที่รุนแรงท่ามกลลางสังคมที่แตกแยกเป็นส่วนๆ ตนก็ไม่ทราบว่าาความจริงอยู่ตรงไหน
“นอกจากนั้นปัญหาโลกทางการเมืองเหตุผลข้ออ้างมากจะนำมาถูกจัดการกับความจริงซึ่งทำให้เกิดความสับสนว่าเหตุที่นำมาอ้างนั้นเป็นความจริงหรือไม่ เช่นการยึดอำนาจล้วนมีปรากฏการณ์ มีเหตุผล มีข้ออ้างจนทำให้ ประเด็นต่างๆนั้นกลายเป็นความจริงทั้งที่จะจริงหรือไม่ก็ยังไม่ชัดเจน” นายชัยวัฒน์ และว่า
ขอยกตัวอย่างว่าในภ่าวะสงครามที่มีการใส่ร้ายป้ายสี มีโฆษณาชวนเชื่อ แต่โจทย์ที่นำมากล่าวอ้างมักจะถูกผลิตออกมา ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องแยกประเด็นของข้อเท็จจริง ออกจากความจริง ทั้งนี้ข้อเท็จจริงจะหมายถึงการโยงกับประสาทสัมผัส แต่ความจริงจะมีนัยยะทางสังคมมากกว่าเพราะการรับรู้ ตามเหตุผลของแต่ละบุคคล ซึ่งในข้อเท็จจริง หรือความเป็นจริง เมื่อมาถึงบุคคลเดียวกันเมื่อมาถึงช่วงเวลาที่ต่างกัน ความหมายก็จะไม่เหมือนกันคล้ายกับปรากฏการณ์ของฝนตกที่บางคนบอกว่าให้คงวามชุ่มฉ่พ แต่ในบางเวลาก็ถูกมองว่าสร้างความเปียกแฉะ
การมีอยู่กับการไม่มีอยู่พึงพิจารณาไตร่ตรงเช่น การเมืองมักมีตัวแทน แต่อาจจะไม่ใช่ตัวจริง ซึ่งตัวแทนที่เราเห็นเขาอาจไม่ใช่ตัวจริง วันนี้หากพูดถึงจำนวน และสิทธิของคนที่สามารถลงคะแนนประชามติได้ จะมีอยู่ประมาณ 40 ล้านคน แต่ปัญหาคือการมีตัวแทนก็จะมีอยู่เท่าที่รัฐธรรมนูญกำหนด
ตรงนี้มีข้อถกเถียงในเรื่องของคนที่จะมาทำประชามติ โดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯได้ชี้แจงว่า ผลโหวตต้องดูจากคนที่มาลงคะแนน ไม่ได้ดูจากคนที่มีสิทธิ ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้น เรื่องความเป็นตัวแทนในประเทศไทยยังมีปัญหา ทั้งนี้ในทางการเมืองของระบบตัวแทน ที่ผ่านมาย่อมมีเป้าหมาย แต่การจะนำไปสู่เป้าหมายทางสังคมย่อมขึ้นอยู่กับตัวแปร โดยปัจจุบันเราต้องยอมรับว่าสังคมแบ่งเป็นสองขั้ว และแต่ละขั้วก็มีตัวแทนและตัวจริงอยู่จริง ซึ่งสังคมไทย ในประเด็นเรื่องตัวแทนในระบบการเมือง มีประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ การเมืองมักจะสร้างประวัติศาสตร์ขึ้นมาใหม่ เพื่อมากลบประวัติศาสตร์ในส่วนอื่นๆเช่นประวัติศาสตร์ของท้องถิ่น ดังนั้นประเด็นดังกล่าวจึงเป็นที่มาของการขัดแย้งที่เกิดขึ้นและกลายเป็นปัญหาใหญ่ เช่นในพื้นที่ภาคใต้ ดังนั้นสังคมที่มีตัวแทนมักมีความจริงที่ต่างกัน เป็นความต่างที่ดำรงอยู่ไม่ใช่ ซึ่งถือเป็นธรรมชาติฐานะตัวแทนของความจริง
“ในปี 2540 มีผู้พยายามจัดการกับความจริงด้วยสันติวิธีแต่ก็ถูกนำไปไว้บนหิ้ง ซึ่งกรณีที่เกิดขึ้นถือเป็นการจัดการความจริงอีกรูปแบบหนึ่ง อย่างไรก็ตามความจริงในเชิงข้อเท็จจริงจะมีลักษณะเป็นเผด็จการจะทำให้สังคมต้องตั้งคำถามว่าความจริงอยู่ที่ไหน และในสังคมทางการเมืองมักจะมีการทำลายข้อเท็จจริงด้วยการเขัียนประวัติศาสตร์ใหม่หรือการสร้างภาพพจน์หรือการโกหก ซึ่งการโกหกทางการเมืองที่นำไปสุ่การรับรู้ของสาธารณะถือว่าเป็นการลบประวัติศาตร์ของบุคคลออกไป ทั้งนี้การใช้ความพยายามเพื่อให้กลุ่มคนเงียบก็ถือเป็นการจัดการความจริงอีกรูปแบบ”
สิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นปัญหาและส่งผลกระทบตามมาได้ แต่จะมีผลอะไรตามมาต้องช่วยกันพิจารณา ซึ่งการศึกษาเรื่องการโกหกยุคใหม่ ที่เกี่ยวกับการซ่อนจะมีผลน้อยกว่าการทำลายเรื่อง ส่วนตัวมองว่าผู้ที่ทำหน้าที่บอกความจริงถือเป็นตัวกลางของคนสองฝ่าย โดยงานวิจัยสามารถที่จะบ่งบอกได้ว่าความรุนแรงอยู่ตรงไหนและวิธีการจัดการกับความจริงการ การที่บอกว่าสังคมไทยมีความรุนแรงแม้จะมีผลกระทบแต่ก็จะนำไปสู่จุดเคลื่อนของการเปลี่ยนแปลงได้ แต่ปัญหาในประเทศไทยก็คือ “การหลอกตนเอง”
ในปี 2553 มีรายงานที่ศึกษาเรื่องข้อเท็จจริงของการใช้ความรุนแรงในการชุมนุมจำนวน 3 ฉบับ ซึ่งในรายงานมีข้อมูลที่เลือกจะบอกรายละเอียดไม่เหมือนกัน ทำให้เห็นว่าแม้การศึกษาความจริงก็ยังมีความลับ มีข้อมูลไม่ตรงแม้จะเป็นเหตุการณ์เดียวกัน เรื่องเดียวกันในสถานการณ์เดียวกัน จึงทำให้ไม่แน่ใจงว่าความจริงอยู่ตรงไหน ทุกครั้งที่มีเหตุการณ์รุนแรงทางการเมืองจะมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตัวละครที่หลากหลาย ทำให้ความเป็นจริงมีหลายชั้น
อย่างไรก็ตามเมื่อถามเรื่องมุมมองทางการเมืองต่อสถานการณ์ความขัดแย้ง นายชัยวัฒน์ กล่าวว่าขณะนี้สังคมไทยกำลังเผชิญหน้าอยู่กับความอันตรายเนื่องจากความซับซ้อนชของความขัดแย้งที่จะนำพาประเด็นไปสู่การไม่สามารถที่จะประสานสัมพันธ์หรือประสานประโยชน์ของบุคคลในฝ่ายต่างๆได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากังวลใจ โดยตนมองถึงตัวปัญหามากกว่าตัวบุคคล ดังน้ั้นสิ่งที่สาธารณะต้องติดตามในข้อมูลที่มีความซับซ้อนนั้นต้องมองให้เห็น ถึงความขัดแย้ง ที่อาจจะมองไม่เห็นอย่างชัดเจนในปัจจุบัน
“ประเทศไทยอาจจะเข้าสุ่จุดอันตรายหากเพราะด้วยความศับซ้อนของข้อมูลที่ไม่ยอมเปิดเผยออกมา และนำมาซึ่งการไม่สานสัมพันธ์ของหลายฝ่าย และในที่สุดอาจะไม่มีทางออก”



