ข่าว

คะแนนนิยม‘บิ๊กตู่’เหนือ‘ปู-มาร์ค’หนุนอยู่ต่อ2ปี

คะแนนนิยม‘บิ๊กตู่’เหนือ‘ปู-มาร์ค’หนุนอยู่ต่อ2ปี

10 ก.ย. 2558

มาสเตอร์โพลล์เผย คะแนนนิยม‘บิ๊กตู่’เหนือ‘ปู-มาร์ค’ ปชช.พร้อมหนุนให้อยู่ต่ออีก2ปี 'วิษณุ'ชี้ปัญหาทำระบบราชการสะดุด

            10ก.ย.2558 ดร.นพดล กรรณิกา หัวหน้าโครงการโพลล์ความสุข ชมรมนักวิจัยไทยเพื่อความสุขชุมชน (Thai Researchers in Community Happiness Association, TRICHA) เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจมาสเตอร์โพลล์(Master Poll) เรื่อง ความสุขของแกนนำชุมชนต่อ 3 รัฐบาล 3 นายกรัฐมนตรี: กรณีศึกษาตัวอย่างแกนนำชุมชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 576 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการในวันที่ 1 – 9 กันยายน 2558 ผลสำรวจพบว่า

            ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 97.4 ติดตามข่าวสารของบ้านเมืองผ่านสื่อต่างๆ มีเพียงร้อยละ 2.6 เท่านั้นที่ไม่ได้ติดตาม

            เมื่อสอบถามถึงความสุขต่อการแก้ปัญหาบ้านเมืองด้านต่างๆ โดยรัฐบาล 3 รัฐบาล พบว่า ความสุขต่อการแก้ปัญหาบ้านเมืองโดยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้คะแนนสูงสุดในทุกด้านมากกว่ารัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาได้อันดับสูงสุดหรือร้อยละ 80.7 ได้แก่ การเดินทางปลอดภัยไม่มีม็อบมาคุกคามประชาชนในการสัญจรไปมา แตกต่างไปจากช่วงที่มีการชุมนุมประท้วงขัดแย้งทางการเมือง อันดับสองหรือร้อยละ 63.6 ได้แก่ ด้านการส่งเสริมความรักความสามัคคีของคนในชาติ อันดับสาม หรือร้อยละ 62.1 ได้แก่ การจัดระเบียบสังคม ให้สงบสุข และรองๆ ลงไปคือ การจับกุมผู้ก่อความไม่สงบมาดำเนินคดีได้ ความโปร่งใส ซื่อสัตย์ วางใจได้ของรัฐบาล การแก้ปัญหาด้านสาธารณสุข การแก้ปัญหาด้านการศึกษา และการแก้ปัญหาปากท้อง ค่าครองชีพ แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ตามลำดับ

            โดยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้คะแนนความสุขโดยรวมสูงสุดอยู่ที่ร้อยละ 58.5 รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ได้ร้อยละ 17.3 และรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ได้ร้อยละ 14.9 ตามลำดับ

            เมื่อถามถึง ความเป็นผู้นำของ 3 นายกรัฐมนตรี พบว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีคะแนนด้านความเป็นผู้นำสูงกว่านายกรัฐมนตรีคนอื่นในทุกด้าน โดยอันดับแรกหรือร้อยละ 82.4 ระบุไม่แสวงหาผลประโยชน์ ไม่ต้องหาเงินเข้าพรรคการเมือง อันดับสอง หรือร้อยละ 64.9 ระบุกล้าคิด กล้าตัดสินใจ กล้าทำ อันดับที่สาม หรือร้อยละ 64.5 ระบุเสียสละเพื่อชาติบ้านเมือง และรองๆ ลงไปคือ ปกป้องรักษาผลประโยชน์ชาติและของประชาชนทุกกลุ่มเท่าเทียม ซื่อสัตย์สุจริต สื่อสารกับประชาชนชัดเจน เข้าใจง่าย รู้จริง มีกึ๋น มีความสามารถแก้ปัญหาประเทศ สง่างาม น่าเลื่อมใสศรัทธา มีวิสัยทัศน์ แก้ปัญหาชาติ รวดเร็ว ฉับไว แก้ปัญหาชาติบ้านเมือง และ ผู้นำที่สร้างผู้นำรุ่นใหม่มากกว่าสร้างผู้ตาม โดยนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้คะแนนความเป็นผู้นำโดยรวมสูงสุด คือ ร้อยละ 60.4 นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ร้อยละ 21.4 นายกรัฐมนตรีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ร้อยละ 13.2 ตามลำดับ

            ประเด็นที่น่าพิจารณาคือ ตัวอย่างแกนนำชุมชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 89.5 กังวลว่า ถ้าวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง ความวุ่นวายต่างๆ จะเกิดขึ้นอีกไม่จบสิ้น ในขณะที่ร้อยละ 10.5 ไม่กังวล

            และที่น่าสนใจคือ เกินครึ่งหนึ่งหรือร้อยละ 51.3 ระบุให้ระยะเวลา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปอีกตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไปเพื่อแก้ไขปัญหาของชาติบ้านเมืองให้เรียบร้อย ในขณะที่ร้อยละ 38.1 ให้เวลา 1 - 2 ปี ร้อยละ 5.9 ให้เวลา 6 เดือนถึง 1 ปี และร้อยละ 4.7 ให้เวลาต่ำกว่า 6 เดือน ตามลำดับ

 

วิษณุชี้ปัญหาทำระบบราชการสะดุด


           ที่สำนักงานข้าราชการพลเรือน(ก.พ.) จังหวัดนนทบุรี นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการเปิดสัมมนาและปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “หนึ่งองศาขยับปรับเปลี่ยนประเทศไทย : กำลังคนคุณภาพกับการพัฒนาประเทศ” ในการสัมมนาวิชาการประจำปีของข้าราชการกลุ่มกำลังคนคุณภาพจากส่วนราชการ 134 หน่วยงาน ซึ่ง ประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูง ผู้บังคับบัญชาระดับต้นของกลุ่มกำลังคนคุณภาพ ผู้รับผิดชอบงานด้านทรัพยากรบุคคล ข้าราชการผู้ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรผู้นำคลื่นลูกใหม่(New wave) ข้าราชการผู้ผ่านหลักสูตรนักบริหารการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่(นปร.) นักเรียนทุนรัฐบาลและข้าราชการผู้มีผลสัมฤทธิ์สูง

           นายวิษณุ กล่าวตอนหนึ่ง ถึงการเป็นข้าราชการที่มีคุณภาพว่า แต่ละคนมีคุณภาพที่แตกต่างกันเนื่องจากมีที่มาและผ่านการคัดเลือกที่ต่างกัน แต่ทุกคนเป็นนักบริหารที่มีศักยภาพจะวัยไหนอายุเท่าใดก็มีประโยชน์ เพราะทุกคนเป็นพลังแห่งอนาคต ทุกคนช่วยกันเอาพลังไปขยับปรับ เปลี่ยนแค่นิดเดียวคนละหนึ่งองศาก็สามารถเปลี่ยนประเทศให้ดีขึ้นได้จริงๆ ซึ่งวันนี้สำนักงานก.พ.อยากจะบอกให้ขยับคนละหนึ่งองศาเพื่อทำให้กลไกเดินไปได้ ซึ่งการขยับเพื่อให้ระบบของประเทศไม่มีช่องว่างเรื่องของอายุหรือวัย ขณะที่คนเกษียณไปคนรุ่นใหม่มาแทนที่ก็จะเป็นช่องทางที่คนรุ่นใหม่รับช่วงไม่ทันจะทำให้เกิดช่องว่าง ซึ่งตนสังเกตเห็นว่าช่วงเดือนตุลาคมซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นปีงบประมาณใหม่มี การติดขัดเสมอเพราะคนใหม่เข้ามาและรับจากคนเก่าไม่ทัน และการย้ายข้ามห้วยที่มาจากที่อื่นกว่าจะปรับตัวก็ยากซึ่งต้องใช้เวลาฮันนีมูน จึงเกิดความยุ่งยาก นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องทักษะความรู้ความสามารถของคนและก้าวไม่ทันความ เปลี่ยนแปลงของโลกที่ต้องอาศัยคนรุ่นใหม่ขยับมาแทนที่

           นายวิษณุ กล่าวตอนท้ายถึงเรื่องคุณธรรมจริยธรรมและจริยธรรมที่ข้าราชการรุ่นเก่ามีมากและดูดี จึงช่วยให้ประเทศถึงอยู่รอดปลอดภัยมาได้ ดังนั้นประเทศอยู่ได้วันนี้เพราะคนรุ่นเก่าที่เขาได้พิสูจน์ตัวเองมาแล้ว แต่พวกท่านข้าราชการรุ่นใหม่ยังไม่ได้พิสูจน์เรื่องจริยธรรมคุณธรรมจึงเป็นเรื่องท้าทายว่าท่านอาจจะทำได้เหมือนหรือดีกว่า