
3พลังหลักไทยโกงตายไล่เจ๊าอิรักแผนดี-สปิริตเยี่ยม-เชียร์ยอด
3พลังหลักไทยโกงตายไล่เจ๊าอิรัก แผนดี-สปิริตเยี่ยม-เชียร์ยอด
คงไม่มีใครคาดคิดว่า ช่วงเวลา 10 นาทีเศษๆ ที่เหลือในเกมฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก ในสถานการณ์ที่ทีมชาติไทย ตามหลังทีมชั้นนำของเอเชียอย่าง อิรัก ถึง 0-2 นักเตะไทย เจ้าของฉายา “ช้างศึก” จะพลิกสถานการณ์ไล่ตามตีเสมอ เก็บ 1 คะแนนอันล้ำค่าได้สำเร็จ ท่ามกลางความสะใจของแฟนบอลชาวไทยกว่า 5 หมื่นคน ในราชมังคลากีฬาสถาน และอีกนับสิบล้านคนทั่วประเทศ ที่ติดตามการถ่ายทอดสดในนัดนี้
เพราะเกือบ 80 นาทีก่อนหน้านั้น รูปเกมของทีมไทยตกเป็นรองผู้มาเยือนค่อนข้างมาก ถูกบุกเข้าใส่อยู่ข้างเดียว และเกือบที่จะเสียประตูเพิ่มอีกหลายต่อหลายครั้ง
อะไร...คือจุดพลิกผันที่ทำให้ทีมไทยพลิกสถานการณ์โกงความตาย หนีความพ่ายแพ้กลับมาได้...
“ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง กุนซือใหญ่ของทีมชาติไทย กล่าวว่า ก่อนหน้าที่เกมจะเริ่มขึ้น ทุกคนมองผลกันไปต่างๆ นานา ว่าทีมไทยมีโอกาส ชนะ เสมอ หรือ แพ้ แต่สำหรับตนในสถานการณ์ที่ทีมตามหลังถึง 0-2 นั้น คือการจบเกมด้วยการแพ้ให้น้อยที่สุด เพื่อทีมไทยจะได้เกาะอยู่ในกลุ่มผู้นำของสายนี้ ที่จะคัดเอาทีมแชมป์สาย และทีมอันดับ 2 ที่มีสถิติดีที่สุดอีก 4 จาก 8 ทีม ผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 12 ทีมสุดท้าย เพื่อหาตัวแทน 4 ทีม เข้าไปเล่นฟุตบอลโลก 2018 รอบสุดท้าย และอีก 1 ทีมที่ต้องไปเตะเพลย์ออฟกับตัวแทนโซนคอนคาเคฟ เพื่อชิงอีก 1 โควตาต่อไป
“ผมไม่คิดว่าเราจะกลับมาตีเสมอ 2-2 ได้ด้วยซ้ำ ซึ่งทั้งหมดต้องยอมรับหัวจิตหัวใจของน้องนักเตะทุกคนที่ไม่ถอดใจ สู้กันต่อจนเรากลับมาชิง 1 แต้มสำคัญได้ในที่สุด”
ซิโก้ กล่าวอีกว่า ก่อนที่เกมนัดนี้จะเริ่มขึ้น สิ่งที่เขาได้กล่าวปลุกขวัญลูกทีมก่อนก้าวเดินลงสู่สนามก็คือ การลงไปเล่นให้แฟนบอลที่แห่แหนกันเข้ามาเป็นกำลังใจมีความสุขที่สุด ส่วนที่เหลือต่อไปนั้น คือเรื่องของอนาคต
“ผมบอกน้องๆ ทุกคนว่า ตลอดระยะเวลา 2 สัปดาห์ที่เราฝึกซ้อมอยู่ด้วยกัน ทั้งที่กิเลน วัลเลย์ (เขาใหญ่) และที่กรุงเทพฯ ทุกอย่างจะต้องไม่เสียเที่ยว หรือไม่ตีรถเปล่า เราจะลงไปเล่นต่อหน้าคนดูกว่า 5 หมื่นคน สร้างประวัติศาสตร์ให้แก่ตัวเอง ส่วนที่เหลือคือผลพลอยได้ล้วนๆ”
นอกจากนี้ ซิโก้ ยังเผยถึงการแก้เกมหลังตามหลัง 0-2 ว่า เป็นแผนการที่เตรียมมาล่วงหน้าแล้วทั้งสิ้น
“ในการฝึกซ้อมที่ผ่านมา เรารู้กันภายในทีมแล้วว่า ใครคือผู้เล่น 11 คนแรก รวมไปถึงใครจะเป็นผู้เล่นคนที่ 12, 13 และ 14 ซึ่งทุกคนก็ยอมรับ รวมถึงพวกที่รู้ตัวว่าจะไม่ได้ลงสนาม ก็ช่วยกันฝึกซ้อมให้กันอย่างเต็มที่”
นั่นทำให้การเปลี่ยน 2 ตัวรุก คือ ธนา ชะนะบุตร กับ ศราวุฒิ มาสุข ที่เป็นผู้พลิกเกมมีส่วนทั้งการทำให้ทีมได้ลูกจุดโทษ ในนาทีที่ 80 และผ่านบอลให้ มงคล ทศไกร ซัดตีเสมอนาทีที่ 83 เป็นไปตามแผนที่วางไว้ทุกอย่าง
“แผนของเราคือ การส่ง ธนา กับ ศราวุฒิ ลงไปเล่นในช่วง 20 นาทีสุดท้าย โดยจะให้ธนาลงไปยืนคู่หน้าคู่กับธีรศิลป์ (แดงดา) และปรับระบบการเล่นจาก 4-3-3 มาเป็น 4-2-3-1 มีตัวรุก 3 คน สร้างความปั่นป่วนให้กองหลังอิรัก ซึ่งก็ได้ผล พอได้ลูกแรก ก็กดดันคู่แข่งต่อจนได้ประตูตีเสมอ ส่วนที่ไม่เป็นไปตามแผนก็คือ การส่ง ประทุม ชูทอง ลงไปยืนหลังแทน สุทธินันท์ พุกหอม ที่มีอาการกล้ามเนื้อกระตุก ซึ่งเจ้าตัวก็แสดงให้เห็นว่าพร้อมที่จะลงสนามช่วยทีมเสมอ”
ส่วนอีกตัวแปรสำคัญที่ซิโก้ยกย่องว่ามีส่วนสำคัญกับเกมนัดนี้ก็คือ กองเชียร์ทีมชาติไทย หรือที่ได้รับฉายาให้เป็น “บลู 13” ที่ยืดหยัดเคียงข้างนักเตะทุกคนจนรวมพลังกันคว้า 1 แต้มสำคัญมาได้สำเร็จ
“ผมบอกได้เลยว่ากองเชียร์ของเราวันนี้สุดๆ ถึงโดนนำ 2 ลูก ก็ยังไม่หยุดเชียร์ ตีกลองรัวกระตุ้นให้เราเดินไปข้างหน้า ซึ่งเมื่อกองเชียร์ไม่หยุด เราก็ไม่หยุด และสุดท้ายทุกคนก็สมหวังด้วยกัน”
สำหรับคำถามที่ว่า ทำไมถึงต้องเป็น "บลู 13 (BLUE 13) เหตุใดจึงไม่เป็นผู้เล่นคนที่ 12 เหมือนทีมอื่นๆ อาทิ "ปราสาทสายฟ้า" บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่ยกให้กองเชียร์ของพวกเขาเป็น "GU12" เรื่องนี้ "ซิโก้" ที่สมัยเป็นนักเตะยึดเสื้อหมายเลข 13 เป็นเบอร์ประจำตัวจนโด่งดัง กล่าวว่า สำหรับทีมชาติไทยแล้วนั้น ผู้เล่นหมายเลข 12 หมายถึงบรรดาสตาฟฟ์โค้ชที่มีส่วนสำคัญ อยู่ร่วมกับทีมมาตลอด ถัดไปจากนั้นจึงเป็นกองเชียร์ที่สนับสนุนทีมอย่างไม่ย่นย่อ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเบอร์เสื้อของตัวเองแต่อย่างใด เป็นเพียงเรื่องบังเอิญที่ไปตรงกันพอดีเท่านั้น
ขณะที่ “เจ้าอุ้ม” ธีราทร บุญมาทัน กัปตันทีมชาติไทย กล่าวว่า ช่วงที่ครึ่งแรกโดนนำอยู่ 1-0 พอครึ่งหลังเดินลงไปเล่นใหม่ก็พยายามกระตุ้นทุกคน แฟนบอลมาเยอะอย่าทำให้ผิดหวัง ผมบอกทุกคนว่าเราสู้ได้เพราะเชื่อว่าว่าสู้ได้จริงๆ แต่ต้องนิ่งกว่านี้และเล่นไปตามเกม แต่พอโดนลูก 2 ก็เสียกำลังใจเหมือนกัน แต่เราต้องเล่นต่อเพราะยังเหลือเวลาอยู่ พอมาได้ 1-2 ทำให้ฮึด บวกกับเสียงเชียร์แฟนบอลที่กดดันใส่อิรักทำให้รูปเกมมาเป็นของเรา อีกทั้งตัวผู้เล่นที่เปลี่ยนลงไปใหม่ก็กำลังสดกระชากได้ทำเกมได้ เราจึงตีเสมอในที่สุด
ส่วน “เจ้าตัง” สารัช อยู่เย็น มิดฟิลด์ห้องเครื่องคนสำคัญ เผยว่า อิรักทีมนี้มาดีกว่าตอนเจอกันที่เอเชี่ยนเกมส์ อินชอน เมื่อปีก่อน ตอนแรกเรากะจะปิดด้านข้างไม่ให้เขาขึ้นบอลได้ แต่กลับโดนเจาะตรงกลาง นักเตะอิรักมาจี้เข้าใส่เลย ต้องบอกว่าเป็นเกมที่เหนื่อยมาก ตอนที่โดนนำ 0-2 ก็พยายามไม่ให้โดนประตูที่ 3 พอมีโอกาสเราก็ได้จุดโทษ ทีนี้เลยฮึดและบุกต่อจนได้ประตูตีเสมอ 2-2 ทุกคนไม่ยอมแพ้ด้วยเลยทำให้เราตีเสมอได้สำเร็จ
ทำให้สถานการณ์ล่าสุด ทีมไทยมี 7 แต้ม จาก 3 นัด ยังคงเป็นผู้นำของสายเอฟนี้ โดยเกมที่เหลือจะออกไปเยือนเวียดนาม วันที่ 13 ตุลาคม เปิดบ้านรับไต้หวัน วันที่ 12 พฤศจิกายน และบุกไปเยือนอิรัก วันที่ 24 มีนาคม 2559 ซึ่ง “ซิโก้” กล่าวว่า เกมที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือการพบกับเวียดนาม ที่หากทีมไทยบุกไปเก็บชัยชนะได้สำเร็จ โอกาสที่จะทำตามเป้าหมายคือ ได้ 14 คะแนน ซึ่งเพียงพอต่อการเข้ารอบ ก็จะสดใสขึ้นมาทันที
“จากนี้ไปเราคงต้องมาหารือกันเรื่องเก็บตัวอีกครั้ง โดยเฉพาะการเจรจากับทาง บริษัทพรีเมียร์ลีกถึงการพักฟุตบอลลีกอีกหน เพื่อให้ทีมชาติได้มีเวลาเก็บตัวฝึกซ้อมสัก 10 วัน ซึ่งถือว่าเปลี่ยนจากแผนเดิม ที่มองไว้ว่า จะรวมตัวกันสัก 1 สัปดาห์ในกรณีที่ชนะอิรัก แต่เมื่อผลออกมาเสมอ ทำให้เกมกับเวียดนามนั้นมีความสำคัญอย่างมาก ดังนั้นทีมสตาฟฟ์โค้ชจึงอยากได้เวลาเพิ่มขึ้น เพื่อให้มีความพร้อมมากที่สุดเท่าที่จะทำได้”
ในส่วนของตัวผู้เล่น นอกจากทีมชุดเดิม ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องเป็นกำลังหลักสำหรับการเตะนัดต่อไปแล้ว ยังมีข่าวดีว่า ทีมช้างศึกน่าจะได้ “เมสซีเจ” ชนาธิป สรงกระสินธ์ ตัวคุมเกมคนสำคัญ กับ “เจ้าตั้ม” ธนบูรณ์ เกษารัตน์ ที่บาดเจ็บพลาดการลงเตะนัดนี้กลับคืนสู่ทีมอีกด้วย
“ผมยืนยันว่าประตูสำหรับทีมชาติยังเปิดกว้างสำหรับนักเตะทุกคน โดยเวลาที่เหลืออยู่อีกเดือนเศษๆ เราจะดูฟอร์มนักเตะจากไทยลีก ใครเล่นได้เข้าตาและเข้ากับระบบของทีม ก็มีสิทธิ์ที่จะได้รับการเรียกตัวมาฝึกซ้อม ขณะที่ตัวหลักที่หายไปอย่าง ชนาธิป หรือ ธนบูรณ์ ผมก็หวังว่าจะหายเจ็บกลับมาช่วยทีมชาติได้อีกครั้ง”
ซึ่งเมื่อถึงวันนั้น คนพร้อม ทีมพร้อม กองเชียร์พร้อม เราก็จะเดินไปด้วยกันอีกครั้ง
สู่เส้นทางที่ทุกคนโหยหา บอลไทยไปบอลโลก !!!
กรุณาติดตามเชียร์กันชนิดห้ามกะพริบตา..



