
คดีบึ้มราชประสงค์ขึ้นศาลทหารหรือไม่?
คดีบึ้มราชประสงค์ขึ้นศาลทหารหรือไม่?
มีประเด็นที่หลายฝ่ายกำลังวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ในขณะนี้ว่า คดีลอบวางระเบิดที่สี่แยกราชประสงค์และท่าเรือสาทร เมื่อวันที่ 17 และ 18 สิงหาคม ซึ่งมีการจับกุมผู้ต้องหาได้ 2 คนแล้ว คือ นายอาเดม คาราดัก และ นายเมอไรลี่ ยูซูฟู เหตุใดตำรวจจึงนำตัวผู้ต้องหาขึ้นศาลพลเรือน ไม่ขึ้นศาลทหาร ทั้งๆ ที่เป็นเหตุการณ์ที่น่าจะเข้าข่ายลักษณะความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ
ประเด็นนี้มีคำอธิบายจาก นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะมือกฎหมายรัฐบาลว่า คดีที่สามารถนำขึ้นสู่ศาลทหารได้ต้องเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 แต่เขาขอตอบแค่นี้ว่าถ้าเป็นความผิดนี้ก็ถือว่าเข้าข่าย แต่ไม่ทราบว่าตำรวจตั้งข้อหาอะไรกับตัวผู้ต้องหา
นายวิษณุ อธิบายต่อว่า ความผิดที่ต้องฟ้องคดีต่อศาลทหาร ไม่เกี่ยวกับผู้กระทำว่ามีสัญชาติอะไร แต่ตามประกาศและคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือคสช. กำหนดเอาไว้ว่าความผิดที่ต้องขึ้นศาลทหารมี 4 ประเภท ซึ่งตามหลักนิตินัยไม่ได้หมายความว่าคดีที่ขึ้นศาลทหารจะเร็วกว่าคดีที่ขึ้นศาลพลเรือน เพราะกระบวนพิจารณาเหมือนกัน แต่ที่ศาลทหารเร็วกว่าเป็นเพราะพฤตินัย เนื่องจากคดีในศาลทหารมีน้อยกว่าศาลพลเรือน การสืบพยานต่างๆ จึงรวดเร็วกว่า
ขณะที่ พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวกับ “ทีมข่าวเครือเนชั่น” ว่า พนักงานสอบสวนกำลังพิจารณาว่าคดีระเบิดราชประสงค์ต้องขึ้นศาลทหารหรือไม่ คาดว่าอีก 1-2 วันน่าจะมีความชัดเจน
สำหรับความผิด 4 ประเภทที่ต้องขึ้นศาลทหารตามที่นายวิษณุระบุนั้น ประกอบด้วย
1.ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือความผิดฐานหมิ่นสถาบัน
2.ความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุน วัตถุระเบิดฯ
3.ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113-118
และ 4.ความผิดตามประกาศหรือคำสั่ง คสช.
จากการตรวจสอบเพิ่มเติมของ “ทีมข่าวเครือเนชั่น” พบว่า การกำหนดให้ความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุน วัตถุระเบิดฯ ต้องขึ้นศาลทหารนั้น อยู่ในประกาศคสช.ฉบับที่ 50/2557 ที่ระบุให้ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิด “ที่ใช้เฉพาะแต่การสงคราม” ซึ่งถ้อยคำเดียวกันนี้ถูกระบุในคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 3/2558 เรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ ที่ให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยดำเนินการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดดังกล่าวด้วย
คำว่า “อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดที่ใช้เฉพาะแต่การสงคราม” มีความหมายเป็น “ยุทธภัณฑ์” ซึ่งบุคคลทั่วไปต้องห้ามครอบครองตามพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530
มาตรา 4 ของพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ฯ ระบุว่า “ยุทธภัณฑ์” หมายความว่า อาวุธ เครื่องอุปกรณ์ของอาวุธ สารเคมี สารชีวะ สารรังสี หรือเครื่องมือเครื่องใช้ที่อาจนำไปใช้ในการรบหรือการสงครามได้
ขณะที่มาตรา 15 บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ใดสั่งเข้ามา นำเข้ามา ผลิต หรือมีซึ่งยุทธภัณฑ์...
เป็นที่น่าสังเกตว่าข้อหาที่พนักงานสอบสวนตั้งกับ นายอาเดม คาราดัก และ นายเมอไรลี่ ยูซูฟู สองผู้ต้องหาในคดีเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ลอบวางระเบิดที่สี่แยกราชประสงค์ เป็นเพียงความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุน วัตถุระเบิดฯ
โดยข้อหาที่นายยูซูฟูถูกพนักงานสอบสวนตั้งข้อหาในการยื่นคำร้องขอฝากขังต่อศาลจังหวัดมีนบุรี คือ “ร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย” ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าเป็น “ยุทธภัณฑ์ที่ใช้เฉพาะแต่การสงคราม” หรือไม่ เพราะของกลางที่ยึดจากห้องพักย่านหนองจอกเป็นแต่เพียงอุปกรณ์และสารเคมีที่สามารถนำไปประกอบเป็นระเบิดได้ ต้องพิจารณาในรายละเอียดต่อไปว่า อุปกรณ์หรือสารเคมีเหล่านั้นถูกขึ้นบัญชีเป็น “ยุทธภัณฑ์ที่ใช้เฉพาะแต่การสงคราม” หรือเปล่า
จากข้อมูลและข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าคดีนี้ต้องขึ้นศาลทหาร!
แต่ก็เป็นที่รู้กันดีว่า คดีที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ และสั่นสะเทือนความเชื่อมั่นของประเทศระดับนี้ อาจมีนโยบายของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติเป็นกรณีพิเศษก็ได้ว่า สุดท้ายคดีนี้อาจต้องขึ้นศาลทหาร



