
สุวพันธุ์การันตีตร.จับมือบึ้มตัวจริงทั้งหมด
สุวพันธุ์การันตีตร.จับมือบึ้มตัวจริงทั้งหมด ยอมรับยังไม่รู้วรรณาอยู่ที่ไหนขาดการติดต่อญาติที่พังงา เชื่อมือข่าวกรองมีข้อมูลเชิงลึก ตร.รอผลตรวจจากอีโอดี.มัด
9ก.ย.2558 เมื่อเวลา 15.45 น. ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะอดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีความคืบหน้าการจับกุมคนร้ายคดีวางระเบิดแยกราชประสงค์ ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมคนร้าย ซึ่งถือว่าเป็นตัวจริงทั้งหมด ส่วนการติดตามตัว นางวรรณา สวนสันต์ ผู้ต้องหาที่ขณะนี้หลบหนีอยู่ที่ประเทศตุรกีนั้น ตนได้รับรายงานจากสถานทูตไทยในประเทศตุรกีว่ายังไม่ทราบแน่ชัดว่าอยู่ที่ใด สิ่งสำคัญวันนี้เราต้องทราบว่านางวรรณาอยู่ที่ใดกันแน่ตอนนี้
เมื่อถามถึงการปรับปรุงการตรวจคนเข้าเมืองเพื่อป้องกันเหตุที่จะเกิดในอนาคต นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า ระบบการตรวจสอบคนเข้าเมืองมีความสำคัญต่อระบบความมั่นคงเป็นอย่างมาก ดังนั้นระบบจะต้องมีความทันสมัย มีความครบถ้วนรอบด้านจะต้องสามารถระบุตัวตนคนผ่านเข้าออกในประเทศได้ ตนคิดว่าโดยระบบดีอยู่แล้ว รวมถึงระบบการเข้าออกผ่านสนามบินระหว่างประเทศ ที่ถึงแม้จะเป็นบุคคลระดับวีไอพีขนาดไหน ก็ต้องมีการตรวจสอบหนังสือเดินทางพร้อมสแกนข้อมูลลงในฐานข้อมูลประเทศนั้นๆ แต่สิ่งสำคัญคือการตรวจสอบข้อมูลต้องมีความรวดเร็ว ต้องรู้ให้ได้ว่าหนังสือเดินทางจริงหรือปลอม การตั้งข้อสังเกตต้องไว เช่น บุคคลเดียวมีหนังสือเดินทางหลายใบก็ผิดสังเกต สิ่งเหล่านี้ต้องใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียน ทั้งระบบคงต้องปรับปรุง อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องทำต่อไปคือ การขอความร่วมมือกับโรงแรมที่พัก ที่มีบุคคลต่างชาติเข้าพัก รวมถึงคอนโด อพาร์ทเมนท์ต่างๆ ต้องแจ้งให้ชาวต่างชาติแสดงหนังสือเดินทางกับเจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล ซึ่งเรื่องนี้อยู่ในสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)
เมื่อถามว่าบทเรียนครั้งนี้จะนำไปสู่การปรับปรุงสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติหรือไม่ นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า ในเรื่องของข้อมูลเรายังประสานกับต่างประเทศได้ รวมถึงเรื่องก่อการร้ายที่จะต้องมีการประสานกันระหว่างประเทศอยู่แล้ว เพราะเป็นความมั่นคงร่วมกัน
“เรื่องที่เกิดขึ้นถือเป็นบทเรียน วันนี้เราต้องรู้ให้ได้ว่าภัยคุกคามที่แท้จริงของเราคืออะไร ตอนนี้เรารู้แค่ระดับผู้ปฏิบัติ คนที่อยู่เบื้องหลังเรายังไม่ทราบจึงทำให้ไม่สามารถระบุภัยคุกคามที่แท้จริงได้ วันนี้ที่เรายังไม่รู้ เราต้องยอมรับและไม่แก้ตัวแต่ต้องแก้ไขข้อบกพร่องและปรับปรุงทั้งหน่วยข่าว ตัวบุคคลว่าพลาดตรงไหน ในส่วนของนางวรรณาหน่วยข่าวกรองความมั่นคงอาจจะรู้แล้ว แต่ยังไม่แจ้งเพราะอาจมีผลต่อคดี” นายสุวพันธุ์ กล่าว
วรรณาขาดการติดต่อญาติที่พังงา
พ.ต.อ.ธรัฐชา ถมปัทม์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพังงา เปิดเผย “ผู้สื่อข่าว” ความเคลื่อนไหวที่บ้านของน.ส.วรรณา สวนสันต์ ที่อ.คุระบุรี จ.พังงา ว่า ทางญาติของน.ส.วรรณา บอกว่าขณะนี้ไม่สามารถติดต่อน.ส.วรรณา ได้ หลังจากที่มีการออกหมายจับสามีของน.ส.วรรณา จนถึงขณะนี้
“ตอนนี้ผมก็ให้ลูกน้องสะกดรอยตามตลอด ก็ยังมีการเคลื่อนไหวใด โอกาสที่เข้าจะเดินทางกลับบ้านที่จ.พังงานจากที่ฟังจากเสียงจากญาติ พี่ น้องของน.ส.วรรณามีโอกาสน้อยมากที่เขาจะเดินทางกลับมาที่บ้าน แต่เขาจะมายังไง่ไม่รู้ เพราะที่บ้านไม่มีใครติดต่อน.ส.วรรณาได้”
ฉะนั้นสิ่งที่เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ดำเนินการอยู่ก็คือ ดูสภาพพื้นที่ว่ามีอะไรเคลื่อนไหวขนาดไหน ยังไง ก็แค่นั้น เราก็ทำได้แค่นี้ ส่วนที่กรุงเทพฯเขาดำเนินการต่อไปก็เป็นเรื่องระดับนโยบาย แต่ถ้าจะถามว่ามั่นใจแค่ไหนว่า น.ส.วรรณา จะไม่กลับมาที่บ้านจ.พังงา น้ำหนักในพื้นที่ค่อนข้างจะชัดเจนว่าคงไม่กลับที่บ้านจ.พังงา
สำหรับพื้นที่อ.คุระบุรีในอดีต เป็นพื้นที่จุดเริ่มต้นของการเดินทางขึ้นฝั่งของ “โรฮิงญา” ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อตั้งแต่อ.คุระบุรี อ.สุขสำราญ อ.กะเปอร์ ไปจนถึงจ.ระนอง ซึ่งเป็นจุดที่มีชาวโรฮิงญา ขึ้นมาพักก่อนจะเคลื่อนย้ายไปยังประเทศที่สาม แต่หลังที่ทางรัฐบาลมีการทลายแคมป์ “โรฮิงญา” ที่อ.สะเดาแล้ว
ทำให้พื้นที่ตรงนี้จนถึงขณะนี้ไม่มีการเคลื่อนไหวของต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย เนื่องจากปลายทางที่เป็นจุดระบายคือ อ.สะเดา ถูกเจ้าหน้าที่ทลายไปเรียบร้อย ทำให้พื้นที่ต้นทางคือ รอยต่อจ.พังงากับจ.ระนองที่เคยเป็นจุดพักก็หมดไปด้วย หรือจะพูดแบบชัดเจนคือไม่มีแล้ว
“เท่าที่มีการพูดคุยกับตม.พบว่าในพื้นที่ อ.คุระบุรี ก็ยังพบว่ามีคนในพื้นที่ที่มีสามีเป็นชาวตุรกีอีก 1 คน และการเข้ามาอยู่ก็เข้ามาโดยถูกต้อง และเขาก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องที่เกิดขึ้น” รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพังงากล่าว
ตร.รอผลตรวจจากอีโอดี.มัดยูซูฟู
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากตำรวจได้รับมอบตัวนายไมไรลี ยูซูฟู อายุ 26 ปี ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมได้บริเวณชายแดน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ขณะกำลังหลบหนีออกนอกประเทศ เมื่อวันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมาจากทหาร ก่อนทำการควบคุมตัวไว้เป็นเวลา 48 ชั่วโมงเพื่อสอบปากคำนั้น ในเบื้องต้นนายยูซุฟู ได้ให้การว่า เหตุระเบิดที่ศาลท้าวมหาพรหมและท่าเรือสาทรนั้น มีนายอิซานเป็นผู้บงการนั้น รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับการเตรียมขออนุมัติศาลจังหวัดมีนบุรี ออกหมายจับผู้ต้องหาในคดีระเบิดศาลท้าวมหาพรหมและสะพานสาทร คือนายอิซาน หรือ นายอาบูดูซาตาร์ อบูดูเระห์มาน อายุ 28 ปี ขณะนี้ยังไม่สามารถออกหมายจับได้ เนื่องจากพยานหลักฐานมีเพียงคำให้การของนายยูซูฟู ทางพนักงานสอบสวน ต้องรวบรวมหลักฐานอื่นๆ จึงจะสามารถออกหมายจับได้ ส่วนนายอิซาน น่าเชื่อว่าหลบหนีไปที่ประเทศบังกลาเทศ เพื่อเดินทางไปประเทศอื่นๆ ต่อ แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าประเทศปลายทางสุดท้ายที่นายอิซานหลบหนีไปคือที่ใด
ทั้งนี้ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่่ตำรวจได้คุมตัวนายยูซูฟู ไปชี้จุดตามคำให้การของผู้ต้องหา จากนั้นได้นำตัวไปขออำนาจศาลฝากขังผลัดแรก ที่ศาลจังหวัดมีนบุรีเป็นที่เรียบร้อย ส่วนคำให้การของนายยูซุฟู เบื้องต้นยังไม่ได้ระบุว่าเป็นคนลงมือกดระเบิดที่ศาลท้าวมหาพรหม แต่ยอมรับว่ามีส่วนเกี่ยวพันกับคดีโดยเป็นผู้นำระเบิดมาส่งให้ชายเสื้อเหลือง และยืนดูเหตุการณ์ช่วงที่เกิดระเบิดที่ราชประสงค์ นอกจากนี้ยังไม่มีหลักฐานใดสามารถยืนยันได้ว่านายยูซุฟู เป็นผู้ลงมือกดระเบิดด้วย เพราะต้องรอผลตรวจจากอีโอดี ว่าระเบิดดังกล่าวเป็นการจุดระเบิดจากนาฬิกา โทรศัพท์มือถือ หรือใช้สายจุดชนวน
รายงานข่าวแจ้งอีกว่า จากคำให้การที่นายยูซูฟูบอกว่าเคยพบกับนายอิซาน ที่หอพักพูลอนันต์อพาร์ทเม้น เขตหนองจอก และไมมูณา กาเด้นท์โฮม เขตมีนบุรี รวมถึงมีพยานในหอพักทั้งสองแห่งยืนยันว่าเคยพบนายอิซาน สามารถแจ้งข้อหาได้เพียง ร่วมกันมีวัตถุระเบิด โดยที่นายทะเบียนไม่สามารถอนุญาตออกให้ได้ไว้ในความครองครอง ส่วนการแจ้งข้อหาผู้จ้างวาน ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า เป็นเรื่องจริง เพราะเป็นเพียงคำให้การของนายยูซุฟู เท่านั้น
นอกจากนี้นายยูซูฟู ยังให้การอีกว่า เคยรู้จักกับชายเสื้อฟ้าที่ กทม. และมีการพบปะกันประมาณ 5 ครั้ง ซึ่งรู้แต่เพียงว่าชื่อซูแบร์ แต่ไม่เคยรู้จักกับชายเสื้อเหลืองมาก่อน และเพิ่งเคยเห็นหน้ากันเมื่อตอนที่นำระเบิดไปส่งให้ที่หัวลำโพง ทั้งนี้ ข้อมูลระบุอีกว่า นายยูซูฟู มีความชำนาญเส้นทางใน กทม. สามารถนั่งรถเมล์ สามล้อ แท็กซี่ ไปตามสถานที่ต่างได้เอง
แหล่งข่าวยังระบุอีกว่า ภายหลังการจับกุมนายยูซูฟู พบว่า ใบหน้าแววตา ไม่สำนึกในการกระทำ ซึ่งคนมีส่วนในการฆ่าคนตาย ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรา น่าจะมีสำนึกมากกว่านี้
ศาลมีนบุรีอนุมัติฝากขังยูซูฟู12วัน
พ.ต.อ.สุรศักดิ์ ปรักกมะกุล รอง ผบก.น.3 และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ควบคุมตัว นายไมไรลี ยูซุฟู อายุ 26 ปี สัญชาติจีน ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดมีนบุรี ในข้อหา “ร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย” กรณีมีความเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดที่บริเวณท้าวมหาพรหม แยกราชประสงค์ เมื่อช่วงค่ำวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา หลังถูกจับกุมได้ที่อ.อรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ไปยื่นคำร้องฝากขังครั้งแรกเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 9-20 ก.ย.นี้ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดอรินทราช 26 และทหาร คอยคุ้มกันอย่างแน่นหนา เพื่อดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวดตลอดเส้นทาง ตั้งแต่ สน.มีนบุรี มาจนถึงศาลจังหวัดมีนบุรี ขณะที่เจ้าหน้าที่ รปภ.ของศาล ก็คอยตรวจรถที่ผ่านเข้าออก เพื่อดูแลความปลอดภัยบริเวณพื้นที่โดยรอบศาลจังหวัดมีนบุรี อย่างเข้มงวดด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้ นายยูซูฟู ซึ่งมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่แสดงอาการแต่อย่างใด โดยในวันนี้สวมเสื้อสีเหลือง มีเสื้อเกราะ กางเกงห้าส่วนสีเทา เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้คัดค้านการประกันตัว เนื่องจากคดีดังกล่าวเป็นคดีอุกฉกรรจ์ มีอัตราโทษสูง และเกรงว่า ผู้ต้องหาอาจจะหลบหนี
ต่อมาเวลา 15.20 น. ศาลได้พิจารณาคำร้อง และอนุญาตให้ฝากขังได้ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ จึงได้นำตัวนายยูซูฟูผู้ต้องหาขึ้นรถเรือนจำ เพื่อไปควบคุมยังเรือนจำพิเศษมีนบุรี โดยมีเจ้าหน้าที่คอยคุ้มกันอย่างเข้มงวด
สำหรับคดีระเบิดที่ราชประสงค์ และท่าเรือสาธร ล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้ออกหมายจับผู้ต้องหาไปแล้วทั้งหมด 11 คน ส่วนจะมีการออกหมายจับบุคคลใดเพิ่มเติมหรือไม่ ต้องสอบปากคำผู้ต้องหาเพิ่มเติมอีกครั้ง
ผบ.ตร.เผยแก๊งบึ้มวางแผนดี
พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) เปิดเผยความคืบหน้าคดีระเบิดสี่แยกราชประสงค์ ว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่มีการควบคุมตัวชายเสื้อเหลือง ผู้ต้องหาตามหมายจับ ซึ่งเป็นผู้นำระเบิดแสวงเครื่องไปวางที่่สี่แยกราชประสงค์แต่อย่างใด รวมถึงยังไม่มีรายงานยืนยันว่าชายเสื้อเหลืองหลบหนีไปยังประเทศเพื่อนบ้านแต่อย่างใด ถ้าหากเป็นความจริงทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะดำเนินการประสานไปยังตำรวจสากล เพื่อขอความช่วยเหลือในการติดตามคนร้ายมาดำเนินคดี เนื่องจากทุกอย่างจะต้องทำอย่างเป็นขั้นตอนตามกฎหมาย โดยที่ผ่านมาทางประเทศไทยได้รับความร่วมมือจากประเทศต่าง ๆ โดยดีมาตลอด
“การสืบสวนสอบสวนทุกขั้นตอนจำเป็นต้องทำอย่างรอบคอบมากที่สุด เนื่องจากกลุ่มคนร้ายมีการวางแผนมาอย่างเป็นอย่างดี แบ่งหน้าที่กันทำเป็นขบวนการ และสมาชิกในกลุ่มส่วนใหญ่ต่างก็ไม่รู้จักกัน ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าผู้ต้องหาเป็นใคร มาจากไหน เพราะส่วนใหญ่เดินทางเข้าประเทศไทยแบบผิดกฎหมาย อีกทั้งคำให้การของผู้ต้องหาส่วนใหญ่ก็ไม่เป็นความจริงและไม่สามารถเชื่อถือได้ทั้งหมด จนกว่าจะมีพยานหลักฐานระบุอย่างชัดเจน เนื่องจากการวางแผนของกลุ่มผู้ต้องหามีความสลับซับซ้อนเป็นอย่างมาก และการติดต่อสื่อสารอาจไม่ได้ใช้โทรศัพท์เพียงช่องทางเดียว เพื่อหลีกเลี่ยงการติดตามจับกุมของเจัาหน้าที่”พล.ต.อ.สมยศ กล่าว
พล.ต.อ.สมยศ กล่าวอีกว่า จากการสอบสวนผู้ต้องหาคดีระเบิดที่ราชประสงค์ยังสารภาพว่าเคยจ่ายเงินให้เจ้าหน้าในการเดินทางเข้าออกประเทศมาแล้วมากกว่า 4-5 ครั้ง ซึ่งขณะนี้ได้สั่งการให้ผู้บังคับการตำรวจตรวจคนเข้าเมืองไปตรวจสอบอย่างเร่งด่วนว่า มีใครที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน ส่วน น.ส.วรรณา สวนสัน ผู้ต้องหาชาวไทยที่ถกออกหมายจับ จนถึงขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้รับการติดต่อเข้ามอบตัวแต่อย่างใด และยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า น.ส.วรรณา หลบไปพักอาศัยอยู่ที่ประเทศใด
พล.ต.อ.สมยศ กล่าวต่อว่า สำหรับกระแสข่าวว่าประเทศไทยส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลไปทำการสืบสวนสอบสวนหาตัวคนร้ายในประเทศเพื่อนบ้านนั้น ยืนยันว่าไม่เป็นความจริงอย่างแน่นอน เพราะเป็นกระทำที่ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากผิดต่อกฎหมายของประเทศนั้นๆ ทั้งนี้คดีดังกล่าวจะอยู่ในอำนาจการดำเนินการของศาลทหารหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความเห็นควรของการตัดสินใจของผู้มีอำนาจ ที่จะพิจารณาเห็นควรตามขั้นตอนของกฎหมาย
พล.ต.อ.สมยศ ยังเปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินการเอาผิดเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองบางนาย ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ว่า วันนี้(9 ก.ย.)ตนได้สั่งให้มีการทำบันทึกรายงานเรื่องดังกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรแบบทางการ เพื่อส่งให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รับทราบ เนื่องจากที่ผ่านมาได้รับการร้องเรียน และมีการสืบสวนจากพยานที่ยืนยันว่า เกิดเรื่องไม่ดีตามข่าวที่เคยนำเสนอไปแล้วก่อนหน้า และตนเห็นว่าปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดาที่จะสามารถปล่อยผ่านไปได้ จึงมีความจำเป็นต้องให้นายกฯรับทราบ เพื่อเข้ามาช่วยเหลือแก้ไขปัญหานี้
พล.ต.อ.สมยศ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ที่ผ่านมาได้รับการร้องเรียนเป็นจำนวนมากจากผู้ประกอบการธุรกิจที่มีชาวต่างชาติเป็นพนักงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีล่าสุดที่เกิดขึ้น เมื่อผู้ต้องหาคดีระเบิดที่ราชประสงค์สารภาพว่าได้จ่ายเงินให้เจ้าหน้าในการเดินทางเข้าออกประเทศมาแล้วมากกว่า 4-5 ครั้ง ซึ่งขณะนี้ได้สั่งการให้ผู้บังคับการตำรวจตรวจคนเข้าเมืองไปตรวจสอบอย่างเร่งด่วนว่ามีใครที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้บ้าง ประกอบกับที่ผ่านมาตนก็เคยเตือนไปแล้วหลายครั้ง
สำหรับกรณีที่หลายฝ่ายมีความกังวลว่า ส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง มักมีเส้นสายใหญ่ อาจทำให้ไม่สามารถจัดการได้นั้น พล.ต.อ.สมยศ กล่าวยืนยันว่า เรื่องนี้ไม่ ไม่ว่าเด็กใคร หรือใหญ่แค่ไหนก็จะจัดการ เพราะที่ผ่านมาเรื่องนี้ปล่อยให้เละเทะหละหลวมเป็นอย่างมาก จึงทำให้คนร้ายเข้าออกประเทศได้หลายครั้ง จนเกิดความเสียหายแก่ประเทศ ตนไม่สนใจว่า ตม.ใครจะรักหรือไม่ จึงทำบันทึกถึงนายกให้เข้ามาแก้ไขเรื่องดังกล่าว
"ผมมีเวลาเพียง 20 วัน จึงไม่พอที่จะแก้ปัญหานี้ และลำพัง ผบ.ตร. เพียงคนเดียวคงไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ และผมขอฝากเรื่องนี้ให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ที่จะเข้ามารับตำแหน่ง ผบ.ตร. คนต่อไป ให้เข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้ต่อจากผมด้วย ซึ่งสาเหตุที่ผมต้องรายงานเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของภาพลักษณ์ เศรษฐกิจ และความมั่นของของประเทศ หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ความเสียหายจะเกิดขึ้นกับประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง ผมจึงจำเป็นต้องออกมาตีแผ่หลายคนว่าผมไม่ควรออกมาแฉ เรื่องไม่ดีในองค์กร เมื่อผมรู้แล้วไม่ทำ ผมอยู่ไม่ได้ ผมอาย ผมไม่กลัว ตม.เกลียด เพราะที่นี่มีแต่คนอภิสิทธิ์ ผมจึงต้องให้นายกฯช่วยจัดการ แค่ผมคนเดียวทำไม่ได้หรอก นี่ไม่ใช่ทิ้งทวนก่อนเกษียณ แต่ผมทิ้งปรมาณู เพราะทิ้งทวนมันตายทีละศพ ทิ้งปรมาณูมันตายทั้งพวง ตามสโลแกนใหญ่แค่ไหนก็จะเปิดโปง" ผบ.ตร.กล่าวย้ำ



