ข่าว

หมายจับ!อดีตตร.ยิงอาร์พีจีใส่กห.ปี53

หมายจับ!อดีตตร.ยิงอาร์พีจีใส่กห.ปี53

09 ก.ย. 2558

ศาลออกหมายจับ ‘ส.ต.ต.บัณฑิต’ อดีตตร.สภ.วังน้ำเย็น คดียิงอาร์พีจีใส่กระทรวงกลาโหม ปี53 หลังเบี้ยวนัดฟังคำพิพากษา ปรับนายประกัน 1 ล้าน นัดอีกครั้ง 20 ต.ค.นี้

 
        9 ก.ย.58 เมื่อเวลา 09.30 น. ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ อ.2317/2553 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็น โจทก์ ยื่นฟ้อง ส.ต.ต.บัณฑิต หรือนายบัณฑิต สิทธิทุม อายุ 48 ปี อดีตตำรวจ สภ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันกระทำผิดฐานก่อการร้าย, ร่วมกันกระทำให้เกิดระเบิดเป็นอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินผู้อื่น, ร่วมกันพยายามทำร้ายร่างกายจนเป็นให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ, ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์, ร่วมกันยิงปืนโดยใช้ดินระเบิดในที่ชุมนุม, ร่วมกันมีเครื่องยิงระเบิดไว้ในครอบครอง ซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้, ร่วมกันมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง ซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้, ร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1,221, 222 , 258, 265, 295, 358, 371, 376 ประกอบมาตรา80 และ83 และพาอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และวัตถุระเบิดไปในเมือง ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร ตามความผิดพ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน พ.ศ.2490
  
        โดยวันนี้มีเพียงนายประกันของจำเลยที่เดินทางมาศาล ส่วนนายบัณฑิต จำเลยทที่ได้รับการปล่อยชั่วคราวระหว่างฎีกา ไม่ได้เดินทางมาศาล 
 
        กระทั่งเวลา 10.30 น. เมื่อนายประกัน ยังไม่สามารถติดต่อจำเลยได้ ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยไม่เดินทางมาศาลตามนัด ถือว่าน่าจะมีพฤติการณ์หลบหนี ศาลจึงให้ออกหมายจับติดตามตัวจำเลยมาฟังคำพิพากษา ซึ่งศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในวันที่ 20 ต.ค.นี้ เวลา 09.00 น.
  
        ทั้งนี้สำหรับนายประกัน ศาลเห็นว่า เมื่อไม่สามารถติดตามตัวจำเลยมาศาลได้ ถือว่าผิดสัญญาประกัน จึงสั่งให้ปรับนายประกันเต็มจำนวนตามสัญญาประกัน เป็นเงิน 1 ล้านบาทด้วย
  
        ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องระบุว่า เมื่อวันที่ 20 มี.ค.53 จำเลยกับพวกอีก 1 คน ร่วมกันใช้เครื่องยิงจรวด อาร์.พี.จี.2 เล็งและยิงลูกระเบิดไปยังอาคารกระทรวงกลาโหม เขตพระนคร ทำให้นายศักดิ์ หาญสงคราม ได้รับบาดเจ็บ นอกจากนี้สายเคเบิลโทรศัพท์ของ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เสียหายเป็นเงิน 39,421 บาท โดยจำเลยกับพวก มีความมุ่งหมายเพื่อขู่เข็ญ บังคับ รัฐบาลไทยให้ยุบสภา ทั้งยังสร้างความปั่นป่วนให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน การกระทำของจำเลยกับพวกดังกล่าวเป็นการสนับสนุนช่วยเหลือการก่อการร้ายของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) โดยจำเลยมีเครื่องยิงจรวด อาร์.พี.จี.2 จำนวน 1 กระบอก , ลูกระเบิดแบบสังหาร เอ็ม 67 จำนวน 3 ลูก , ปืนกลมือ (เอ็ม3) ขนาด .45 จำนวน 1 กระบอก และกระสุนปืน .45 จำนวน 48 นัด เหตุเกิดที่แขวงศาลเจ้าพ่อเสือ แขวงพระบรมมหาราชวัง , แขวงพระนคร เขตรพระนคร , แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน , แขวงวัดเทพศิรินทร์ และเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กทม. เกี่ยวพันกัน
 
        โดยศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 13 ธ.ค.54 ว่า จำเลย มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.135/1 วรรคหนึ่ง , 221,222,258 วรรคแรก ,265,295,358,371,376 และ พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง,38,55,72 ทวิ วรรคสอง,74,78 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรม ฐาน ร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอม จำคุก 2 ปี
 
        และให้จำคุก 20 ปี ฐานร่วมกันก่อการร้าย , ร่วมกันกระทำให้เกิดระเบิด จนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินผู้อื่น , ร่วมกันพยายามทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ , ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ฐานร่วมกันยิงปืนโดยใช้ดินระเบิดในที่ชุมชน
 
        จำคุก 5 ปี ฐานร่วมกันมีเครื่องยิงจรวดที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ในครอบครอง , ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ในครอบครอง จำคุก 5 ปี , ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ในครอบครอง จำคุก 5 ปี และความผิด พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ พ.ศ.2490 ฐานพาอาวุธปืนและวัตถุระเบิดไปในทางสาธารณะ จำคุก 1 ปี รวมจำคุกจำเลยทั้งสิ้น 38 ปี และให้ริบของกลาง
 
        แต่ต่อมาศาลอุทธรณ์ มีคำตัดสินเมื่อวันที่ 9 ส.ค.56 พิพากษากลับเป็นให้ยกฟ้อง เนื่องจากพยานโจทก์ขัดแย้งกันเองในสาระสำคัญ จึงยังไม่แน่ว่าจำเลยเป็นคนร้ายหรือไม่ ศาลจึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้กับจำเลย