
บวรศักดิ์มอบพระรุ่นโล่งอกกับของลาสภาฯ
บวรศักดิ์มอบพระรุ่นโล่งอกกับของลาสภาฯ อดีตสปช.บอกคว่ำร่างรธน.ดีกว่าถึงมือปชช. หวังยืดเวลาให้ทีมเศรษฐกิจแก้ไขปัญหาก่อน
7ก.ย.2558 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีมติเสียงข้างมากลงมติไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 6 ก.ย.ที่ผ่านมา ส่งผลให้คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ทั้ง 36 คน ต้องสิ้นสุดการทำหน้าที่ไปด้วย โดยบรรยากาศที่ห้องประชุมยกร่างรัฐธรรมนูญตลอดทั้งวันเป็นไปด้วยความเงียบเหงา มีสมาชิกกมธ.ยกร่างฯทยอยเดินทางมาเก็บอุปกรณ์การทำงานรวมทั้งเอกสารและข้อมูลการประชุมที่สำคัญๆ อาทิ พล.ท.นคร สุขประเสริฐ นายปรีชา วัชราภัย ส่วนเจ้าหน้าที่ก็ได้ทยอยจัดเก็บเอกสารสำคัญๆบรรจุลงกล่องกระดาษเพื่อเตรียมขนย้ายออกจากห้องประชุม ส่วนบริเวณหน้าห้องวอร์รูมของกมธ.ยกร่างฯที่ตั้งอยู่อาคารรัฐสภา 3 นั้น ได้ปลดป้ายชื่อคำว่า“ห้องคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ”ออกแล้ว
ขณะที่เวลาประมาณ 15.00 น. นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกมธ.ยกร่างฯและรองประธานสปช.คนที่ 1 ได้เดินทางเข้ามาทยอยเก็บสิ่งของและเอกสารสำคัญๆที่ห้องทำงานส่วนตัว ซึ่งตั้งอยู่บริเวณที่ชั้น 3 ของอาคารรัฐสภา 1 โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที ทั้งนี้ ในส่วนของหนังสือกฎหมายต่างๆ รวมถึงหนังสือธรรมะจำนวนมาก นายบวรศักดิ์ได้บริจาคให้ห้องสมุดของสภาผู้แทนราษฎร นอกจากนี้ ยังได้มอบพระสมเด็จหลวงปู่ดี ธมมธีโร วัดเทพากร บางพลัด กรุงเทพฯ ให้แก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานร่วมกันมาตลอด 11 เดือน โดยนายบวรศักดิ์ ได้กล่าวแบบติดตลกว่า“วันนี้มาเป็นวันสุดท้ายแล้ว จึงขอมอบพระให้กับเจ้าหน้าที่ทุกคน โดยขอตั้งชื่อว่ารุ่นโล่งอก ”ทำให้เจ้าหน้าที่ได้ขอถ่ายรูปร่วมกับนายบวรศักดิ์ เพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึก
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า บริเวณหน้าห้องทำงานของนายบวรศักดิ์ พบว่าได้มีการนำป้ายชื่อและป้ายตำแหน่งรองประธานสปช.คนที่ 1 ออกแล้ว ขณะที่ห้องทำงานของนายเทียนฉาย กีระนันทน์ อดีตประธานสปช.และห้องทำงานของน.ส.ทัศนา บุญทอง รองประธานสปช.คนที่ 2 ป้ายชื่อและป้ายตำแหน่งยังคงติดอยู่ตามปกติ
อดีตสปช.บอกคว่ำร่างรธน.ดีกว่าถึงมือปชช.
นายโกวิท ศรีไพโรจน์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวถึงสาเหตุของการตัดสินใจไม่รับร่างรัฐธรรมนูญว่า ส่วนตัวมีอยู่ 2 ประเด็น คือ เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีข้อบกพร่องเล็กน้อย เช่นเรื่องของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ ปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ที่แม้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมีเจตนาดี แต่ถ้า คปป. เป็นฝ่ายเดียวกับรัฐบาลอาจก่อให้เกิดอำนาจเบ็ดเสร็จได้ ซึ่งปัญหาคือเราไม่สามารถแก้ไขอะไรกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้อีกแล้ว นอกจากลงมติแต่เพียงรับหรือไม่รับเท่านั้น ส่วนปรระเด็นที่ 2 คือ ฝ่ายการเมือง 2 พรรคใหญ่ ออกเสียงคัดค้าน หากปล่อยให้มีการทำประชามติ อาจทำให้ประเทศชาติเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ 3,000-4,000 ล้านบาท ดังนั้นจึงเห็นควรว่าชะลอการเลือกตั้งออกไป และให้คณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ 21 คน ปรับปรุงแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น แต่ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีดีอยู่หลายส่วนเช่นกัน แต่ตนอยากให้ร่างรัฐธรรมนูญสมบูรณ์มากกว่านี้ ก่อนที่จะนำไปสู่มือของประชาชน จึงตัดสินใจชะลอเวลาอีกสักนิด
นายโกวิท กล่าวถึงการพูดคุยกับการคุยกับสปช. สายจังหวัดภาคใต้ โดยยืนยันว่าไม่มีการล็อบบี้เรื่องมติ เพียงแต่มีการพูดคุยและพบว่ามีความเห็นที่ตรงกันโดยไม่ได้นัดหมายล่วงหน้า แต่ก็มีของ นายเชิดชัย วงศ์เสรี สปชจังหวัดภูเก็ต ที่รับร่าง เนื่องจากเป็นกมธ.ยกร่าง ซึ่งเป็นเรื่องของเอกสิทธิ์ของแต่ละคน ยืนยันว่าไม่มีการล็อบบี้ใดๆทั้งสิ้น ทั้งจากสมาชิกสปช. หรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
หวังยืดเวลาให้ทีมเศรษฐกิจแก้ไขปัญหาก่อน
นายไพฑูรย์ หลิมวัฒนา อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจังหวัดชุมพร กล่าวถึงกรณีมีลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ว่ามีอยู่ 2 ประเด็นหลัก ๆ เนื่องจากคณะรัฐมนตรีได้มีการเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจ หากรับร่างก็จะนำไปสู่การลงประชามติ ในเดือน ม.ค. และผลการทำประชามตินั้นจะผ่านหรือไม่ ไม่อาจทราบได้ แต่ในความคิดส่วนตัว อยากให้ทีมเศรษฐกิจของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ได้ทำงานในช่วงระยะหนึ่งก่อน ระยะจากเดือน ก.ย. จนถึงเดือน พ.ค. ที่จะมีการเลือกตั้งใหม่ตามระยะเวลาเดิม คงไม่เพียงพอที่จะให้ทีมเศรษฐกิจใหม่ดำเนินการแก้ไขปัญหาให้สำเร็จ ได้ ในช่วงเวลาที่จำกัด จึงตัดสินใจไม่รับร่างเพื่อยืดระยะเวลาอีกประมาณ 1 ปีครึ่ง ให้ทีมเศรษฐกิจได้ทำงาน ซึ่งประเทศชาติน่าจะได้ประโยชน์มากกว่า
ประเด็นทีต่อมา หากลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญ ก็อาจจะทำให้ประเทศสูญเสียงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์ 3-4 พันล้าน เนื่องจากฝ่ายการเมือง 2 พรรคใหญ่ต่างออกเสียงคัดค้านต่อร่างรัฐธรรมนูญ ส่งผลทำให้การทำประชามติในอนาคตผ่านยาก ขอยืนยันว่าการลงมติในเมื่อวานนั้นไม่ได้มีการล๊อบบี้แต่อย่างใด และไม่ได้หวังตำแหน่งในสภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ แต่ส่วนตัวคิดว่า เมื่อมีการเปลี่ยนทีมเศรฐกิจ รวมถึงข้อบกพร่องที่มีในร่างรัฐธรรมนูญ ก็เห็นว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะยืดเวลาออกไปะยะหนึ่ง ให้โอกาสทีมเศรษฐกิจทำงาน ส่วนในกฎหมายที่ยังมีข้อบกพร่อง ก็อยากให้นำมาแก้ไขให้ดีขึ้น
ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ดี โดยส่วนตัวคิดว่ามีหลายเรื่องที่เหมาะสม แม้กระทั่งเรื่องของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ที่จะเป็นเครื่องมือทำให้ประเทศก้าวข้ามความขัดแย้ง และความล้มเหลวของการเมืองไทย ซึ่งก่อนที่จะมีการลงมติต่อร่างรัฐธรรมนูญเราไม่มีการพูดคุยกันในกลุ่ม สปช. ภาคใต้ว่าจะมีทิศทางอย่างไรต่อร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อได้ตกผลึกร่วมกันแล้ว จึงมีทิศทางในแนวทางเดียวกัน เพื่อให้ประเทศชาติจะได้ประโยชน์มากกว่า โดยไม่ได้รับใบสั่งจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หรือได้รับการล๊อบบี้แต่อย่างใด
เผยกลุ่มวปอ.ผนึกกำลังด้วย
นายเอกราช ช่างเหลา อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)ขอนแก่น แกนนำคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า ที่มีข่าวว่า ทหารมาล็อบบี้นั้นยืนยันว่าไม่มี ซึ่งสปช.ที่เป็นสายทหารเองขณะนั้นก็ยังไม่ได้ตัดสินใจ ก็ได้เดินมาหาเราเพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ และตนและเพื่อนในกลุ่มเองก็ไม่ได้มีการพูดคุยกับนายวันชัย สอนศิริ สปช.ที่ออกมาประกาศตั้งแต่ต้นว่าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เพียงแต่เจอหน้ากันก็ทักทายกันเท่านั้น
รายงานข่าวแจ้งว่า การโหวตคว่ำร่างรัฐธรรมนูญที่มีเสียงถึง 135 เสียง นั้น นอกจากมาจากสปช.จังหวัดจากสายอีสาน สายเหนือ ที่สปช.หลายคนได้มีการลงพื้นที่เพื่อสอบถามประชาชนในพื้นที่ โดยส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับระบบเลือกตั้ง ทั้ง ส.ส.และส.ว. จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้สปช.จังหวัดและ สปช.สายท้องถิ่น โหวตคว่ำ แล้วยังมี สปช.สายใต้เกือบ 14 จังหวัดก็เทเสียงให้อีก ซึ่งเสียงส่วนใหญ่มาจากฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่เอาเช่นกัน นอกจากนี้เสียงที่ยังกลางๆทั้งนักวิชาการ อดีตส.ว. ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งมีคอนเนกชั่นหรือเครือข่ายนักศึกษาหลักสูตรของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) โดยกลุ่มนี้มีกว่า 10 เสียง ได้มีการพูดคุยกัน และมีการต่อสายจากเพื่อนร่วมรุ่นเดียวกันให้มีการโหวตคว่ำร่างด้วย
สมชัยชี้ร่างรธน.ถูกคว่ำบทเรียนใหญ่ก.ยกร่างฯชุดใหม่
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวกรณีที่สมาชิกสภาปฎิบัติแห่งชาติ (สปช).ลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนุญว่า เป็นไปตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ก่อนหน้าแล้ว เพราะเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญมีการยกร่างไว้ไกลเกินไป เกรงจะทำให้เกิดปัญหาในอนาคต กระบวนการปรับแก้จึงเป็นสิ่งสำคัญ หากปล่อยให้ไปสู่ขั้นตอนการทำประชามติ โดยส่วนตัวเชื่อว่าจะทำให้เกิดความขัดแย้งในสังคมทั้งนี้หากผ่านการทำประชามติ การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะทำได้ยากมาก เพราะเงื่อนไขรัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ซับซ้อนหลายขั้นตอน อาจจะเป็นความคิดของ สปช.เองว่าในเมื่อมีสาระสำคัญหลายเรื่อง ซึ่งจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขก่อน ดังนั้นการจะส่งไปทำประชามติทันทีอาจเป็นเรื่องไม่เหมาะสม จึงต้องให้มีกระบวนการในการทบทวน โดยใช้กระบวนการยกร่างขึ้นใหม่ โดยเอาโครงร่างเดิมเป็นหลัก อะไรที่ดีก็คงไว้ตามเดิม อะไรที่เป็นปัญหาให้นำมาพิจารณาทบทวน อาจจะใช้เวลาอีกประมาณ 6 เดือน ก็ถือว่าเป็นกระบวนการคิดที่น่าเหมาะสม เพราะในเนื้อหาสาระที่สำคัญของร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นความขัดแย้ง ประเด็นที่มีการโต้แย้งเถียงกันว่าเป็นปัญหามีหลายเรื่อง ซึ่งกรรมการยกร่างชุดใหม่ควรจะเอาประเด็นเหล่านี้ไปเป็นประเด็นในการพิจารณา หากไม่เอาเรื่องเหล่านี้ไปพิจารณาแล้ว ผลที่เกิดขึ้นท้ายที่สุดก็จะกลายเป็นว่า คงต้องยืดระยะเวลาในการปรับแก้ไขออกไปอีก
นายสมชัย กล่าวต่อว่า ประเด็นที่เป็นปัญหาหลักมี 4 เรื่อง 1. เรื่องที่มาของนายกรัฐมนตรี การเปิดโอกาสให้มีคนนอกเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นมีความเหมาะสมเพียงไร 2. ที่มาของ ส.ว. มีที่มาจากการสรรหา 123 คน กระบวนการสรรหา วิธีิการสรรหา ซึ่งจากเดิมเขียนไว้ค่อนข้างดี แต่มาเขียนไว้ในบทเฉพาะกาลว่าในครั้งแรกให้เป็นคณะรัฐมนตรีดำเนินการ จึงต้องพิจารณาทบทวนว่าเหมาะสมหรือไม่ 3. คณะกรรมการยุทธ์ศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป) โดยเฉพาะบทบาทหน้าที่ ที่อยู่ในบทเฉพาะกาล หรือรายละเอียดต่างๆในรัฐธรรมนูญจำเป็นต้องมีการปรับปรุงแก้ไขหรือไม่ และ4. กลไกต่างๆ ในรัฐธรรมนูญ จะสามารถป้องกันคนทุจริต สามารถหลุดออกจากวงการเมืองหรือไม่คือเรื่องใบเหลือง-ใบแดง ซึ่ง กกต.เคยทักท้วง การให้ใบแดงใบที่ 3 ไม่ว่าจะเป็นก่อนการเลือกตั้งหรือก่อนประกาศผลเลือกตั้ง ท้ายที่สุดจะเป็นช่องทางให้คนทุจริตสามารถเข้าสู่การเมืองได้โดยง่าย และเอาออกยาก เพราะต้องไปถึง 2 ศาล ศาลที่ 1 คือ ศาลอุทธรณ์ต้องใช้เวลาเป็นปี รวมทั้งขั้นตอนของ กกต. ด้วย และศาลที่ 2 คือ ศาลฎีกา ซึ่งสามารถที่จะฎีกาต่อไปได้ กรณีนี้ก็จะแสดงว่า คนดังกล่าวก็จะสามารถเข้าไปสู่แวดวงการเมืองได้ อย่างน้อยที่สุดก็เป็นปี ซึ่งคิดว่า เป็นประเด็นที่อยากจะฝากให้กรรมการยกร่างฯ ชุดใหม่ได้พิจารณา หยิบเอาประเด็นสำคัญที่ยังเป็นปัญหาอยู่ ไปปรับปรุงแก้อีกทีหนึ่ง ส่วนประเด็นใดที่ทำแล้วทำได้ดี เช่นการให้อำนาจแก่พลเมือง เป็นการส่งเสริมสิทธิแก่ประชาชน ของสิทธิสตรี กลุ่มคนต่างๆ ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีแล้วไม่ต้องไปแตะ ก็ถือว่าให้ใช้โครงเดิมไป เพราะฉะนั้นกระบวนการร่างคิดว่า ในระยะเวลา 6 เดือน ก็น่าจะทำให้เกิดผลสำเร็จ
“ที่สำคัญคือการเปิดรับฟังความคิดเห็นของฝ่ายต่างๆ ที่ผ่านมา กระบวนการในการร่างอาจมีปัญหา เพราะกระบวนการในการรับฟังปัญหา อาจจะรับแล้วไม่ได้นำไปพิจารณาอย่างแท้จริง ดังนั้นควรเป็นบทเรียนของกรรมการยกร่างฯ ชุดใหม่ ที่ต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นของฝ่ายต่างๆ ให้มากขึ้น”นายสมชัย กล่าว
ส่วนที่มองว่า 8 เดือนของการยกร่างจะเป็นการเสียของนั้น นายสมชัย กล่าวว่า เราคงต้องการทำสิ่งที่ดีที่สุด คงไม่โทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ว่าเกิดปัญหาต่างๆ อย่างไร แต่ก็ถือว่าเป็นบทเรียนร่วมกัน ว่ากระบวนการในการยกร่างรัฐธรรมนั้น ต้องมาจากการฟังเสียงของฝ่ายต่างๆ อย่าคิดว่าตัวเองได้รับหน้าที่ไปแล้วก็จะทำตามความเห็นของตนเองฝ่ายเดียว หากมีโอกาสในการปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น ก็ถือว่า ต้องใช้โอกาสในการปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น
เมื่อถามว่า พรรคการเมืองไม่เห็นด้วยกับยกร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา เป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีฝ่ายการเมืองเข้ามาร่วมเป็นกรรมการยกร่างฯ ชุดใหม่ นายสมชัย กล่าวว่า ฝ่ายการเมืองเป็นฝ่ายที่มีส่วนได้เสีย อาจต้องฟังความเห็นของเขา แต่ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องให้คนเหล่านั้นเข้าไปทำหน้าที่ในการยกร่าง เพราะเมื่อใดก็ตามผู้มีส่วนได้เสีย มีส่วนในการยกร่างเอง ก็จะมีการดึงเนื้อหาสาระไปในเชิงเอื้อประโยชน์แก่ตัวเขาเอง ดังนั้นให้มองในฐานะผู้มีส่วนได้เสีย สามารถที่จะเสนอความเห็นได้ และความเห็นอะไรก็ตาม สิ่งที่ดี เป็นประโยชน์ ก็นำเอาความเห็นดังกล่าวมาใช้ แต่ว่ากรรมการยกร่างควรมีความเป็นอิสระ เป็นกลาง และมองภาพที่เกิดจากสังคมไทยอย่างแท้จริงว่า เกิดปัญหาอะไรขึ้น และข้อเสนอต่างๆ ทางออกต่างๆ ควรจะเป็นข้อเสนอที่เป็นไปได้ในทางปฏิบัติ และไม่ก่อให้เกิดปัญหาใหม่ตามมา
นายสมชัย ยังกล่าวถึงข้อเสนอ กกต.ในฐานะรับผิดจัดการเลือกตั้ง ถึงกรรมการยกร่างฯ ชุดใหม่ว่า หลักการสำคัญที่จะต้องยึดถือ คือต้องสามารถเอาคนทุจริตออกจากกระบวนการทางการเมืองให้ได้ อย่าปล่อยให้คนซื้อเสียง คนที่ใช้อำนาจอิทธิพล คนทุจริต สามารถเข้าสู่การเมือง เพราะเมื่อใดก็ตามที่การเมืองเป็นการเมืองที่คนใช้เงินใช้อำนาจเข้าสู่การเมืองได้ คนที่ดี มีความรู้ ความสามารถ ก็จะถูกกีดกันออกไป และเมื่อใดก็ตามที่เขาใช้เงินเข้าสู่การเมือง เขาก็จะใช้การเมืองเป็นเครื่องมือในการหาผลประโยชน์ตอบแทนกลับคืนมา ก็เรียกว่าเป็นการใช้คืน เพื่อหาทางให้ได้เงินที่ลงทุนไปคืน ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ รัฐธรรมนูญต้องออกแบบในการที่จะส่งเสริมคนดีเข้าสู่การเมือง และกันคนที่ทุจริตออกจากการเมืองไทย



