ข่าว

ส่องวิถี‘เฉิงตู’ในวันฟ้าหม่น

ส่องวิถี‘เฉิงตู’ในวันฟ้าหม่น

09 ก.ย. 2558

ไลฟ์สไตล์ : ส่องวิถี ‘เฉิงตู’ ในวันฟ้าหม่น

 
      จ่าวซ่างห่าว...ทักทายตอนเช้าๆ แบบจีนกลาง และตอนนี้เราอยู่ตอนกลางๆ ของประเทศจีนที่ “เฉิงตู” นครใหญ่อันดับ 4 ของเขา รองจากกรุงปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และกวางโจว อันว่าเมืองสำคัญดังกล่าวมีเรื่องเล่าอ้างจากผู้มาเยือนไว้ว่า “ไปปักกิ่งถึงรู้ว่าฐานะตัวต่ำต้อย ไปกวางตุ้งถึงรู้ว่าตัวเองเงินน้อย และมาถึงเฉิงตูถึงได้รู้ตัวว่าแต่งงานเร็วเกินไป” เพราะอะไร...ปักกิ่งเป็นเมืองหลวงเต็มไปด้วยผู้บริหารระดับสูงของประเทศ ส่วนกวางโจว มณฑลกวางตุ้งเป็นเมืองแรกๆ ที่ท่านประธานเติ้งเสี่ยวผิงใช้เป็นด่านหน้าเปิดประเทศสู่ความศิวิไลซ์ เศรษฐกิจจึงดีไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าฮ่องกงใกล้ๆ กัน ขณะที่เฉินตู มณฑลเสฉวนได้รับการขนานนามว่าเป็นดินแดนแห่งสาวสวยติดอันดับต้นๆ ของประเทศ
 
      นั่นประไรผู้พิสมัยเมืองอุตสาหกรรมเบาจำพวกไอทีแห่งนี้จึงไม่พลาดเทียวไล้เทียวขืออยู่เนืองๆ ทว่าเฉิงตูใช่การันตีเพียงสาวงามแต่องค์ประกอบหลายด้านไม่ว่าจะเป็น อากาศดี แดดจ้าไม่ถึง 150 วันในรอบปี  เศรษฐกิจโตวันโตคืน ค่าครองชีพต่ำชนิดที่สะดวกสบายแต่จ่ายเพียงครึ่งเมื่อเทียบกับเซี่ยงไฮ้ (เมืองเศรษฐกิจอันดับ 1 ของประเทศ ) ทั้งหมดผลักดันให้นครที่มีประชากรอันดับ 3 ของประเทศ (ราว 10 ล้านคน) น่าอยู่ น่าเที่ยว ผู้คนก็เป็นมิตร เหนืออื่นใดหนึ่งวัฒนธรรมจีนที่ไม่เคยจางหายคือความกระตือรือร้นของชาวเมืองที่ตกทอดมาแต่บรรพบุรุษ สั่งสมเสี้ยมสอนให้ลูกหลาน “กตัญญูรู้คุณ” จึงไม่แปลกที่จะมีอนุสรณ์เตือนใจให้นึกถึงผู้สร้าง จนอาจเรียกว่ามาเฉินตูเท่ากับได้เหยียบดินแดนแห่งเทพเจ้าเดินดินก็พอจะได้
 
      ทำไมบอกอย่างนั้น ก็ด้วยนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนครเฉินตูเป็นเมืองประวัติศาสตร์แห่งเดียวของจีนที่ไม่เคยเปลี่ยนชื่อและย้ายที่ตั้ง ในสมัยสามก๊ก (ค.ศ.220-280) ได้ตั้งนครเฉิงตูเป็นเมืองหลวงของแคว้นสู่ (จ๊กก๊ก) เพราะลักษณะภูมิประเทศที่มีเทือกเขาสูงชันล้อมรอบ เส้นทางคมนาคมจึงถูกปิดกั้น ทหารในยุคประวัติศาสตร์จีนอย่างเตียวเหลียงกับขงเบ้ง ต่างเลือกที่นี่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญเป็นฐานที่มั่นทางทหาร โดยเฉพาะช่วงสงครามฮ่องเต้และขุนนางจำนวนมากก็เลือกเป็นที่ลี้ภัย เฉินตูจึงมีร่องรอยของโบราณสถานทางประวัติศาสตร์มากมาย ที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ “อู่โหวฉือ” หรือศาลขงเบ้ง บนเนื้อที่แสนกว่าตารางเมตรมีรูปเคารพของวีรบุรุษจ๊กก๊ก ไม่ว่าจะเป็น เล่าปี่ ขงเบ้ง กว่า 50 ชิ้น ล้วนเป็นฝีมือของศิลปินสมัยราชวงศ์ชิง เมื่อเวลาผ่านไปจึงได้กลายมาเป็นเทพมงคลในสายตาชาวจีน นำมาซึ่งความเป็นสิริมงคล ความผาสุก สติปัญญา และโชคลาภ
 
      แม้ว่าปัจจุบันเศษฐกิจแดนมังกรจะลดระดับความร้อนแรงไปบ้าง ค่าเงินหยวนและหุ้นตกต่ำสุดๆ ในรอบหลายสิบปีราวกับท้องฟ้าที่เคยสดใสค่อยๆ หมองหม่นเหมือนบรรยากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝน (แทบ) ทั้งวันของนครเฉินตู แต่อย่างที่ท่านประธานเติ้งเคยบอกพี่น้องจีนว่าต้องพึ่งตัวเองให้ได้ อะไรที่ทำเอง สร้างเองได้ต้องลงมือ ไม่อย่างนั้นจะไม่ทันบ้านเมืองอื่น ทุกวันนี้นอกจากเฉินตูจะยึดตำแหน่งฐานผลิตโทรศัพท์แอปเปิ้ลแหล่งใหญ่แล้ว ยังมีอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ และรองเท้าสตรีทั้งยี่ห้อจีนและต่างประเทศมากมาย ที่แน่ๆ มีแบรนด์โทรศัพท์ “หัวเห่ย” ไว้เชิดหน้าชูตาและต่อกรกับสมาร์ทโฟนยี่ห้อฮิตทั้งหลาย
 
      แต่ถึงบ้านเมืองจะเปลี่ยนผ่านไปอย่างไร ความที่จีนปกครองด้วยระบอบสังคมนิยมโดยมีทหารเป็นตัวละครสำคัญมานาน จริงอยู่ส่วนหนึ่งทำมาค้าขายเป็นอาจิณ แต่หากเลือกได้ชายฉกรรจ์ร้อยละ 99 นิยมชมชอบที่จะเป็นทหาร ด้วยได้รับสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ต่างๆ มากมายทั้งช่วงประจำการและหลังปลดประจำการ ว่ากันว่าเป็นทหารยากยิ่งกว่าสอบเข้ามหาวิทยาลัย เพราะแต่ละปีคนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้สูงถึงร้อยละ 70 ขณะที่ทหารมีเพียงร้อยละ 10 เท่านั้นที่สมหวัง ความทะยานอยากเลยเถิดจนบางครั้งต้องยัดเงินกันทีเดียว
 
      ส่องวิถีชีวิตเฉินตูแล้วมองย้อนไปถึงประวัติศาสตร์หลากมุม ทวยเทพ หรือที่ลูกทัวร์ให้ฉายาว่า “จั่นเจา” ไกด์หนุ่มสายเลือดมังกรแต่พูดไทยได้คล่องปรื๋อรับหน้าที่พาลูกทัวร์คนไทยในนามบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ตระเวณเที่ยวเฉินตูครั้งนี้ บอกว่า 2-3 ปีก่อนคนไทยไปเยือนเฉินตูเรือนหมื่นแต่ระยะหลังตัวเลขขึ้นๆ ลงๆ ที่แน่ๆ คนจีนยังคงไปเที่ยวไทยตัวเลขไม่ค่อยเปลี่ยนแม้ว่าจะเกิดเหตุระเบิดบริเวณแยกราชประสงค์ก็ตาม นั่นแสดงให้เห็นว่าชาวจีนยังเห็นเมืองไทยเป็นดินแดนสวรรค์ แต่สำหรับสวรรค์ที่นักท่องเที่ยวไทยไม่เคยพลาดเมื่อมาถึงที่นี่ เริ่มจากถนนโบราณ “ควานจ๋ายเซี่ยงจื่อ” อันแปลว่าซอยกว้าง-ซอยแคบ ถือว่ามีสีสันที่สุดของเขา เหมาะสำหรับเดินทอดน่องแวะร้านโน้นร้านนี้แบบไม่เร่งรีบ ก่อนจะแวะชมศิลปะการแสดงหลังมื้อค่ำกับโชว์เปลี่ยนหน้ากาก จะขอพูดถึงเกร็ดความรู้เล็กๆ เกี่ยวกับโชว์นี้ที่ความจริงหาใช่โชว์เกิดขึ้นใหม่ หากว่ามีรากเหง้าจาก “งิ้วเสฉวน” ปกติงิ้วจะแต่งหน้าเดียวออกฉากซึ่งไม่สามารถสื่ออารมณ์ได้มากนักในตัวละครเดียว จึงมีการคิดเปลี่ยนหน้ากากขึ้นมาเพื่อเพิ่มอรรถรสในการชม จากนั้นจึงวิวัฒนาการมาเป็นโชว์เปลี่ยนหน้ากากในปัจจุบัน ที่น่าสนใจคือศิลปการแสดงนี้จะถ่ายทอดให้เฉพาะผู้ชายและเป็นการภายในเท่านั้น แต่พักหลังเนื่องจากนโยบายรัฐที่ให้มีลูกได้คนเดียว จำนวนคนสืบทอดจึงลดลงไปด้วยจึงแก้ปัญหาด้วยการทำลายกฎให้ผู้หญิงสามารถฝึกฝนได้ด้วย นั่นจึงพอจะช่วยต่อลมหายใจศิลปะแขนงนี้ไว้ได้
 
      เดินทางราว 2 ชั่วโมงจากตัวเมืองไปยังแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อ “เขื่อนโบราณตูเจียงเยี่ยน” ที่ขึ้นทะเบียนว่าเป็นเขื่อนดินโบราณแห่งแรกของโลกอายุกว่า 2,000 ปีที่ยังใช้งานอยู่ ยิ่งใหญ่อลังการแค่ไหนก็แค่สร้างกลางแม่น้ำหมินเจียงให้ทางน้ำแยกเป็นสองสาย สายหนึ่งใช้ประโยชน์ในการป้องกันอุทกภัย อีกสายใช้เพื่อการเกษตรและคมนาคมขนส่ง จุดนี้มีสะพานแขวนเล็กๆ เชื่อมจากฝั่งไปยังกลางเขื่อนได้ สร้างโดยสามีภรรยาที่อยากช่วยย่นระยะทางสำหรับผู้ที่จะข้ามฟากแม่น้ำ ด้วยสร้างขึ้นจากความรักจึงตั้งชื่อว่า “สะพานแห่งความรัก” นั่นเอง  พลังแห่งความรักความศรัทธาไม่น้อยไปกว่ามรดกโลกแห่งเมืองเล่อซาน “หลวงพ่อโตเล่อซาน” พระพุทธรูปหินแกะสลักสูง 71 เมตรใหญ่ที่สุดในโลกบริเวณหน้าผาเขาหลิงหยุ่น รวมถึง “เขาง้อไบ๊” 1 ใน 4 ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของจีนในตำนาน  ซึ่งในแนวเขาเดียวกันยังเป็นที่ตั้งของวัดว่านเหนียน หรือวัดหมื่นปี สร้างในสมัยราชวงจิ๋น เดิมชื่อว่า “วัดไป๋สุ่ย” ต่อมาฮ่องเต้ว่านลี่แห่งราชวงศ์ถังเปลี่ยนชื่อเป็นว่านเหนียน เนื่องในวันเกิดปีที่ 70 ของพระมารดา เพื่อเป็นนิมิตหมายให้พระมารดาอายุยืนหมื่นปี ภายในมีพระโพธิสัตว์ผู่เสียนทรงช้างทำด้วยทองเหลืองหนัก 62 ตัน และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ล้ำค่า 3 อย่างคือ พระทันตธาตุ พระคัมภีร์ใบลาน และตราราชลัญจกรของฮ่องเต้ว่านลี่หนัก 4 กิโลกรัม แทบทุกอย่างที่จีนเคลมว่าใหญ่สุดในโลก ไม่เว้นห้างสรรพสินค้าแห่งใหม่ “นิว เซ็นจูรี่ โกลบอล เซ็นเตอร์” ที่สร้างโดยรัฐบาลบนเนื้อที่ 1,300 ไร่ พื้นที่ใช้งานกว่า 1.7 ตร.ม. อลังการแค่ไหนต้องไปดูด้วยตา!
 
      คนไทยกำลังตื่นตัวโครงการรถไฟความเร็วสูง แต่พี่จีนเริ่มเฉยๆ กับเรื่องนี้เพราะมีใช้ในหลายมณฑลร่วม 10 ปีแล้ว ทั้งหมดเกิดจากการพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีของเยอรมนีที่สั่งเข้ามาในช่วงแรกๆ พอผลิตเองได้ก็ใช้กันคุ้มแถมส่งกลับไปขายที่ยุโรปซะด้วย ตอนนี้จีนมีรถไฟความเร็วสูงเชื่อมแทบทุกเมืองเอกยกเว้นกุ้ยโจว แบ่งความเร็วเป็น 2 ระดับคือ 200 และ 300 กม.ต่อชม. สะดวกแบบไหนก็เลือกเอา
 
      อย่าได้แปลกใจหากจีน (ในวันฟ้าหม่น) ยังคงมีเรื่องให้เซอร์ไพรส์และประทับใจได้ตลอด และนั่่นอาจหมายถึงการหลิ่วตาตามในความสร้างสรรค์ แม้แต่เรื่องเล็กๆ ตอนนี้ที่อาตี๋อาหมวยกำลังสนุกกับการติดกิ๊บประดิษฐ์จากดอกไม้ ใบไม้ หรีือผลไม้พลาสติกน่ารักๆ ราวกับงอกขึ้นมาบนหัว รับรองไปเยือนเฉินตูเที่ยวหน้าไม่เอาท์ชัวร์...