เสียงโหวตสูสี!รับ-ไม่รับร่างรธน.
เสียงโหวตสูสี อ้างใบสั่ง 'นายกฯ-ประวิตร' ได้ 147 เสียงคว่ำ รธน. หวังยืดให้ทีมศก.ทำงาน-ลดขัดแย้ง ขณะที่บิ๊กป้อมขู่ฟ้องพวกอ้างชื่อล็อบบี้
การประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่กรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญนำเสนอในวันที่ 6 กันยายนนี้ กลุ่มที่สนับสนุนและคัดค้านร่างฯ ยังคงมีความเคลื่อนไหวทั้งในที่ลัับและเปิดเผยอย่างต่อเนื่อง ถึงขนาดฝ่ายที่จะไม่รับรัฐธรรมนูญอ้างชื่อรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รวมถึงคำสั่งจากนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พร้อมกับโชว์รายชื่อ 147 สปช.คว่ำรัฐธรรมนูญ
การพิจารณาลงมติรับ-ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 6 กันยายนนี้ จะเริ่มตั้งแต่เวลา 10.00 น. ซึ่งในการลงคะแนนจะเป็นไปอย่างเปิดเผย ด้วยการขานชื่อสมาชิก สปช.ทั้ง 247 คน ตามลำดับ เพื่อให้ออกเสียงตามดุลพินิจของตนเอง และเรียงลำดับไปจนครบ ทั้งนี้มติที่จะตัดสินใจว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านความเห็นชอบและนำไปสู่การทำประชามติได้นั้น ต้องใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของสภา หรือจำนวน 124 เสียงขึ้นไป
อย่างไรก็ตาม ผลลงคะแนนนั้น หาก สปช.เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเข้าสู่วาระพิจารณาเกี่ยวกับการเสนอประเด็นคำถามที่สมควรให้มีการออกเสียงประชามติ โดยเริ่มจากถามความเห็นของ สปช.ว่าควรมีประเด็นคำถามหรือไม่
แต่หาก สปช.ลงมติไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ กระบวนการพิจารณาคำถามประกอบการทำประชามติจะไม่เกิดขึ้น และจะเข้าสู่กระบวนการตามที่รัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว แก้ไขเพิ่มเติม กำหนดไว้ คือ การแต่งตั้งกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 21 คนภายใน 30 วัน เพื่อทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
จ่อคว่ำอ้างคำพูด“ประยุทธ์”ห่วง
ความเคลื่อนไหวของ สปช.ต่อการตัดสินใจลงมติล่าสุดเมื่อวันที่ 5 กันยายน หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์แสดงทัศนะต่อเรื่องการลงมติร่างรัฐธรรมนูญผ่านทางรายการคืนความสุขให้คนในชาติเมื่อช่วงค่ำวันที่ 4 กันยายน ที่ผ่านมา โดยเน้นการเดินหน้าการปฏิรูปอย่างไม่มีความขัดแย้งนั้น แหล่งข่าวจาก สปช.กลุ่มที่จะให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแจ้งว่า ทำให้สมาชิก สปช.กลุ่มใหญ่มีแนวโน้มจะลงมติไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญมากขึ้นและอาจถึงขั้นทำให้เสียงไม่พอผ่านร่างรัฐธรรมนูญไปได้ โดยมีเหตุผลที่ตกผลึกร่วมกันในระดับแกนนำระดับสูงของ สปช. และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่
1.ต้องการเพิ่มเวลาให้ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลที่เพิ่งปรับเปลี่ยน ซึ่งมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นแกนนำ ได้ทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจระยะนี้ให้ดีขึ้น โดยหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านความเห็นชอบของ สปช.ทีมเศรษฐกิจใหม่ของรัฐบาล จะมีเวลาทำงานอีก 7 เดือน 2.ต้องการลดกระแสความขัดแย้งที่เกิดจากความเห็นต่างในเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญที่ล่าสุดมีกระแสความเห็นต่างกันอย่างหนัก ทั้งจากพรรคการเมืองและจากภาคประชาชน นักวิชาการ และ 3.ต้องการให้ปรับปรุงเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญจุดที่มีปัญหา ก่อนนำไปสู่การลงประชามติ เบื้องต้นได้มีการตกลงระหว่างผู้นำรัฐบาลและสปช.กลุ่มใหญ่ว่าจะนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เสนอโดย กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน มาเป็นฉบับหลักที่จะนำไปปรับปรุงและแก้ไขในจุดที่บกพร่อง
ยืดให้ทีมศก.ทำงาน-ลดขัดแย้ง
“ประเด็นความขัดแย้งถือเป็นเรื่องที่ พล.อ.ประยุทธ์ให้ความสำคัญมากกว่าการปฏิรูป เพราะหากประเทศยังมีความขัดแย้งการปฏิรูปจะไม่มีทางทำสำเร็จได้ ดังนั้นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นต้องใช้เวลาในการแก้ปัญหา หากมีเวลาอีก 7 เดือน คือ นับตั้งแต่การให้เวลาแต่งตั้งกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 30 วันและทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีก 180 วันหรือ 6 เดือน เชื่อว่าจะทำให้ปัญหาความขัดแย้งบรรเทาลงไปได้ และประเด็นสำคัญคือ รัฐบาลจะได้มีเวลาแก้ปัญหาเศรษฐกิจมากพอที่จะเรียกความเชื่อมั่นให้กลับมาได้ เมื่อปฏิทินเวลาเปลี่ยนแปลงไปเชื่อว่าการทำประชามติอาจเริ่มขึ้นในเดือนเมษายน 2559 และจะมีการนัดลงประชามติช่วงต้นเดือนกันยายน 2559 ซึ่งระยะเวลาดังกล่าวจะทำให้ทุกฝ่ายรับได้” แหล่งข่าวจาก สปช. ระบุ
รายงานข่าวแจ้งว่า แนวโน้มของการไม่ผ่านร่างรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นในส่วนของ สปช.ที่เป็น กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญยังยืนยันในหลักการของตนเองที่จะลงมติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ แต่ข่าวที่ออกมาได้สร้างความไม่พอใจให้แก่นายบวรศักดิ์เป็นอย่างยิ่ง เพราะนายบวรศักดิ์ยืนยันว่าไม่ยอมให้ร่างรัฐธรรมนูญตกไปอย่างแน่นอน ทั้งนี้ในช่วงค่ำวันที่ 5 กันยายน นายบวรศักดิ์ได้นำคณะทำงานเข้าวัดเพื่อทำบุญและทำพิธีตามมงคลฤกษ์ เพื่อให้การทำงานและการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญผ่านในชั้นสปช. และช่วงเช้าวันที่ 6 กันยายน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญบางส่วนจะเดินทางไปสักการะพระแก้วมรกต ที่วัดพระศรีรัตนศาสนาราม ก่อนจะเดินทางเข้ารัฐสภา เพื่อร่วมลงมติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ข่าวแจ้งด้วยว่า ขณะที่สมาชิก สปช.ในกลุ่มสายกลางยังมองว่า ควรที่จะโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์ เพื่อให้กลไกและการปฏิรูปเดินหน้าต่อไป ถึงแม้จะมีผู้วิจารณ์ถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากตัวเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ อาทิ คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) แต่ถ้ามองเรื่องกลไกของการขับเคลื่อนการปฏิรูปและไม่ให้การปฏิวัติโดย พล.อ.ประยุทธ์ เสียของ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมี คปป.มากำกับเพื่อให้การปฏิรูปเดินหน้าต่อไปโดยไม่เสียของเหมือนในช่วง คมช.ที่มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นผู้นำ ที่เคยทำผิดพลาดและทำเสียของมาแล้ว
อ้างใบสั่งรัฐได้147เสียงคว่ำรธน.
กลุ่มที่มีความเคลื่อนไหวมากเป็นพิเศษคือ กลุ่มที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ได้เดินสายล็อบบี้สมาชิก สปช.โดยชี้ให้เห็นถึงผลเสียของร่างรัฐธรรมนูญ และยังอ้างชื่อพล.อ.ประวิตร และบอกว่ามีคำสั่งมาจากนายกรัฐมนตรีให้ลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ โดยหนึ่งในสมาชิกกลุ่มนี้ได้เปิดเผยรายชื่อ สปช.ที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนี้ โดยมียอดพุ่งขึ้นมาที่ 147 เสียงแล้ว
หากจำแนกกลุ่ม สปช.ทั้งหมด 247 คน แบ่งเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 21 คน สปช.สายตำรวจและทหาร 29 คน สปช.สายข้าราชการ อดีตข้าราชการที่เกษียณอายุ รวมรัฐวิสาหกิจ 62 คน สปช.กลุ่มนักวิชาการ นักกฎหมาย ทนายความ 52 คน สปช.นักธุรกิจ และกลุ่มประกอบธุรกิจ 39 คน สปช.สายนักการเมือง และเครือข่ายกลุ่มการเมือง 38 คน สปช.กลุ่มนักเคลื่อนไหว 3 คน และสปช.สายสื่อสารมวลชน 2 คน
สปช.สายทหาร ข้าราชการเกษียณ นักธุรกิจ กลุ่มนักวิชาการและนักการเมืองบางส่วน จะสนับสนุนให้รับร่างรัฐธรรมนูญ ขณะที่ สปช.สายการเมืองและต่างจังหวัด และนักวิชาการ ส่วนใหญ่ประกาศว่าจะไม่รับร่างฯนี้
แต่ยังมี สปช.อีกประมาณ 50 คน ที่ถือเป็นสายกลาง ที่จะเป็นตัวแปรสำคัญว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ โดยหนึ่งใน สปช.กลุ่มนี้บอกว่า มีแนวโน้มที่พวกเขาจะโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้กลไกและการปฏิรูปเดินหน้าต่อไป ถึงแม้จะมีความขัดแย้งในประเด็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ก็ตาม
สปช.สายต่างจังหวัดรายหนึ่งให้ข้อมูลว่า หลังจากพล.อ.ประยุทธ์แสดงทัศนะต่อเรื่องการลงมติร่างรัฐธรรมนูญผ่านทางรายการคืนความสุขให้คนในชาติ เมื่อช่วงค่ำวันที่ 4 กันยายน ที่ผ่านมา โดยเน้นถึงการเดินหน้าการปฏิรูปอย่างไม่มีความขัดแย้งนั้น ทำให้กลุ่มพวกเขามีแนวโน้มจะลงมติไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญมากขึ้นและอาจถึงขั้นทำให้เสียงไม่พอผ่านร่างรัฐธรรมนูญไปได้
โดยเหตุผลที่จะไม่รับร่างฯคือต้องการลดกระแสความขัดแย้งที่เกิดจากความเห็นต่างในเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ และต้องการให้ปรับปรุงเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญจุดที่มีปัญหา ก่อนนำไปสู่การลงประชามติ
บิ๊กป้อมขู่ฟ้องพวกอ้างชื่อล็อบบี้
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์หลังเดินทางกลับจากการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนว่า ตอบหลายครั้งแล้วว่าการโหวตรับ-ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเป็นหน้าที่ของ สปช.ดำเนินการ เพราะเป็นอำนาจของเขา ตนไม่มีอำนาจ ทั้งนี้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวเขียนไว้แล้วว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่านหรือไม่ผ่านจะมีขั้นตอนอย่างไร และไม่ว่าผลการลงมติจะเป็นอย่างไร สปช.ก็จะหมดวาระไป และตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศขึ้นมาทำหน้าที่แทน
“การเคลื่อนไหวต่างๆ ในร่างรัฐธรรมนูญมีมาก่อนหน้านี้แล้ว และร่างรัฐธรรมนูญก็มีกว่า 200 มาตรา ผิดพลาดตรงไหนก็อยู่ที่มุมมองของแต่ละคน ซึ่งต้องดูในภาพรวมว่าดีหรือไม่ดีก็ว่าไป ซึ่งทางฝ่ายความมั่นคงก็ดูอยู่ อะไรที่เป็นการแสดงความคิดเห็นแล้วไม่เสียหายก็ทำได้ แต่อะไรที่ทำให้เกิดความขัดแย้งมันไม่ได้ เรารับไม่ได้ เพราะเห็นตัวอย่างมาแล้วในอดีตที่ผ่านมา ที่มีความขัดแย้งจนทำให้มีผู้เสียชีวิต” พล.อ.ประวิตร กล่าว
ส่วนกระแสข่าวการล็อบบี้ให้คว่ำร่างรัฐธรรมนูญโดยอ้างนายทหารยศ พล.อ.ในคณะรักษาความสงบแห่งชาตินั้น รองนายกรัฐมนตรีปฏิเสธว่า เมื่อตนไม่อยู่ในประเทศไทยเลยไม่รู้ว่ามีการล็อบบี้กันอย่างไร ซึ่งใน คสช.ก็มีนายทหารยศ พล.อ.มาก แต่หากพาดพิงถึงตน ตนก็จะฟ้อง
"อย่ามาพูดอย่างนี้ ท่านทำให้เกิดความเสียหาย ผมจะเข้าไปยุ่งได้อย่างไร เพราะผมเป็นรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง เป็นฝ่ายบริหาร เรื่องนี้เป็นเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัติ เขาก็ว่าของเขาไป ซึ่งก็ต้องปล่อยให้ สปช.เขาว่ากันไป” พล.อ.ประวิตรกล่าวอย่างมีอารมณ์



