
ไม่รู้กต.มีอำนาจยกเลิกพาสปอร์ต'อ๋อย'
04 ก.ย. 2558
'วิษณุ' ไม่รู้ว่า 'กต.' ใช้อำนาจอะไรยกเลิกพาสปอร์ต 'จาตุรนต์' แจงขั้นตอนฟ้องแพ่งค่าเสียหายจำนำข้าว ยัน 'ประชามติ' ใช้เสียงผู้มาใช้สิทธิ์
4 ก.ย. 58 เมื่อเวลา 09.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ยกเลิกหนังสือเดินทาง หรือพาสปอร์ตของนายจาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เสนอ ว่า ตนไม่ทราบรายละเอียดในเรื่องดังกล่าว ซึ่ง สตช.เป็นผู้ส่งหนังสือไปยังกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงการต่างประเทศ บอกว่า มีอำนาจ แต่ยังนึกไม่ออกว่ากระทรวงการต่างประเทศใช้อำนาจในส่วนใด
แจงขั้นตอนฟ้องแพ่งค่าเสียหายจำนำข้าว
นายวิษณุ กล่าวถึงการดำเนินการฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว ว่า การเรียกค่าเสียหายโครงการรับจำนำข้าว แบ่งเป็น 3 พวก คือ 1. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องเพราะเป็นผู้ให้นโยบาย ถูกกล่าวหาว่า ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ 2. นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ถูกกล่าวหาว่า เป็นผู้กระทำ และ 3. บริษัทเอกชนทั้งหลายที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดไว้
รองนายกฯ กล่าวอีกว่า การดำเนินการเรียกค่าเสียหาย มี 3 ช่องทาง คือ 1. ฟ้องทางแพ่งต่อศาล ที่ต้องใช้เงินวางศาล 2. ฟ้องอาญา และเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง เหมือนกับคดีธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้ให้กับบริษัทกฤษดามหานคร ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินจำคุก และให้ชดใช้เงิน และ 3. ใช้ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ซึ่งต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาเป็นชั้นๆ จากนั้นมีการสั่งว่า บุคคลดังกล่าวกระทำผิด และสั่งให้ยึดทรัพย์ วิธีนี้หากเกิดความไม่พอใจสามารถร้องศาล อุทธรณ์เพื่อเพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการได้ แต่หากไม่ฟ้องแปลว่าพอใจที่จะให้ยึดทรัพย์ ถือว่าจบ
นายวิษณุ กล่าวว่า สำหรับเอกชนจะต้องฟ้องทางแพ่งต่อศาล ทำอย่างอื่นไม่ได้ แต่หากเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรี เราเลือกใช้ช่องทางที่ 3 โดยตนได้ตรวจสอบแล้ว สมัยนายเริงชัย มะระกานนท์ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กรณีก่อให้เกิดความเสียหายจากการนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไปใช้ในการปกป้องค่าเงินบาทในช่วงระหว่างปี 2539 - 2540 และคดีทุจริตการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของ กทม. ก็ใช้วิธีการเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ในส่วนของมูลค่าที่จะต้องเรียกค่าเสียหาย มีการตัดบัญชี ณ วันที่ 30 ธ.ค. 57 ซึ่งเราเอาเท่านี้ก่อน แม้ต่อจากนั้นจะยังมีอีก ตอนนี้รู้คร่าวๆ ว่ามีหลายหมื่นล้านบาท แต่ขอยังไม่พูดเพราะยังไม่รู้ตัวเลขจริง
ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องข้าวทำต่อกันมาหลายรัฐบาล จะต้องเอาผิดด้วยหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ต้องแยกกันเป็นคดีๆ เวลานี้ถ้าตั้งต้นด้วยเรื่องจำนำข้าว ต้องเอาเฉพาะช่วงเวลานั้น เรื่องอื่นค่อยว่ากัน หากจะทำต้องตั้งเป็นคดีใหม่ เพราะช่วงเวลาผิดกัน กฎหมายผิดกัน อำนาจผิดกัน และคนผิดกัน ส่วนที่มีการมองกันว่า เจตนาของโครงการรับจำนำข้าวเป็นการทำเพื่อชาวนา นายวิษณุ กล่าวว่า ตรงนี้อาจจะเป็นเหตุลดโทษ บรรเทาโทษ แต่เป็นเหตุยกเว้นโทษไม่ได้ เจตนาที่ดีแต่เมื่อวิธีการผิด ก็ไม่ได้ คนเราทำอะไรมันต้องมี 2 อย่าง คือ 1. เป้าหมาย และ 2. วิธีการ กรณีนี้อาจเป็นเป้าหมายดี แต่วิธีการมีปัญหา
ยัน 'ประชามติ' ใช้เสียงผู้มาใช้สิทธิ์
นายวิษณุ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการตีความในการทำประชามติ ตามมาตรา 37 ในรัฐธรรมนูญ ชั่วคราว พ.ศ. 2557 ว่า ไม่ทราบว่าจะเป็นปัญหาหรือไม่ ส่วนที่มีการตีความว่าต้องเป็นผู้มีสิทธิ์ออกเสียง หรือผู้มาออกเสียงนั้น เมื่อวันที่ 3 กันยายนได้บอกไปแล้ว ซึ่งจะมีคนเห็นต่างก็ไม่เป็นไร แต่สุดท้ายก็ต้องมีข้อยุติที่ไหนซักที่หนึ่ง ตอนนี้ยังไม่มีข้อยุติออกมา แต่ในความหมายของรัฐบาล หรือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นั้น เข้าใจอย่างไรก็เดินหน้าไปแบบนั้น ก็เข้าใจว่าคนที่เห็นต่างนั้นสามารถมีได้ในทุกเรื่อง อย่าไปตำหนิติติง ทุกมาตราในรัฐธรรมนูญที่เขียนแล้ว กฎหมายที่ผ่านออกมาแล้ว มันก็ชวนให้คิดออกมาได้ทั้งนั้น ยิ่งถ้าหากว่าตั้งต้นด้วยจุดยืนที่เห็นต่างกัน ก็พยายามจะหาช่องได้ เป็นเรื่องธรรมดา
เมื่อถามว่า หากมีความขัดแย้งในการตีความมากๆ จะยึดเจตนารมณ์ หรือตัวอักษร นายวิษณุ กล่าวว่า ยึดทั้งเจตนารมณ์ และตัวอักษร เพราะตัวอักษรก็ชัดเจนอย่างที่ตนเคยกล่าวไป มันจะแปลเป็นอื่นได้หรือ มีคนมีสิทธิ์ออกเสียง 40 ล้านคน แล้วมีคนดึงดันบอกต้อง 20 ล้านเสียง จึงถือว่าผ่านประชามติ คุณเอาตัวนี้มาจากไหน เพราะว่าหากเป็นคะแนนเงียบกว่า 20 - 30 ล้านคน เขาไม่ได้ออกเสียงอะไรเลย
เมื่อถามว่า เป็นการเขียนพลาดหรือตั้งใจ นายวิษณุ กล่าวว่า ตั้งใจเขียนเช่นนั้น อาจจะสั้นไป แต่เราได้เทียบกับรัฐธรรมนูญ ชั่วคราว ปี 2549 ซึ่งเคยลงประชามติ เขียนไม่คล้ายกัน แต่ใช้หลักเดียวกัน
เมื่อถามว่า ต้องแก้รัฐธรรมนูญ ชั่วคราว ก่อนทำประชามติหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ต้องแก้ หากว่าเถียงกันแล้วต้องแก้ทั้งหมด มันก็คงต้องแก้ทุกเรื่อง แต่ถ้าหากมันมีคำตอบออกมาว่า ที่พูดกันมานั้นผิด ก็ต้องแก้ ถ้าตีความออกมาว่าถูก เราก็ใช้ตามนี้ แม้กระทั่งกฎหมายที่มันผ่านออกมาแล้วอย่าง พ.ร.บ.เก็บภาษีมรดก ก็ตีความว่า ต้องเสียหรือไม่เสีย สุดท้ายมันก็ต้องจบลงตรงไหนซักที่หนึ่ง ไม่เช่นนั้นคดีขึ้นโรงขึ้นศาลมันจะมีโจทก์มีทนายมีอัยการสู้กันหรือว่าผิดหรือไม่ผิด
เมื่อถามว่า หน่วยงานใดจะเป็นผู้ให้ความชัดเจนและข้อยุติในการตีความไม่ตรงกันอย่างนี้ นายวิษณุ กล่าวว่า หากมีช่องทางไปศาลรัฐธรรมนูญได้ก็ต้องไป แต่เบื้องต้นถ้าไปสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาก่อนได้ก็จะหยุดไว้ที่ชั้นนั้น ปัญหาคือใครที่สงสัยก็ส่งเรื่องไป แต่รัฐบาลในขณะนี้ไม่ได้สงสัย
เมื่อถามว่า จะมีการทำกฎหมายประชามติออกมาให้ชัดเจนหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ต้อง เพราะกฎหมายประชามติเขาเขียนมาอีกแบบหนึ่งที่ทำให้งง เพราะ พ.ร.บ.ประชามติ พ.ศ. 2552 นั้นบอกว่า ในเวลาออกเสียงประชามติ ให้เอาเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิ สมมติว่า 40 ล้านคนมีสิทธิออกเสียง ต้องให้มีคนมาออกเสียงเกิน 20 ล้านคน นั่นคือกฎหมายประชามติ แต่รัฐธรรมนูญที่เราแก้มา เช่น มาตรา 37 เขารู้ปัญหานี้และเขารู้ว่าไม่ต้องการเอาหลักนั้นมาใช้ เขาจึงไม่เอา พ.ร.บ.ประชามติ มาใช้ อนุโลมเอามาแต่โทษเท่านั้น แต่วิธีลงประชามติเขาไม่เอามา แต่เขาเขียนวิธีประชามติขึ้นใหม่ลงในมาตรา 37 ที่เขียนว่า “ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ” “โดยเสียงข้างมาก” “เห็นชอบ” ต้อง 3 คำนี้ ตนพูดได้เท่านี้ ไม่รู้จะอธิบายใหม่อย่างไร
เมื่อถามว่า ทำไมเนื้อความในมาตรา 37 กับ มาตรา 37/1 จึงไม่เหมือนกัน นายวิษณุ กล่าวว่า มาตรา 37/1 นั้นเป็นการทำประชามติในประเด็นที่ถามมา มาตรา 37 คือ เรื่องของรัฐธรรมนูญ
เมื่อถามว่า หากมีการขัดขวางไม่ให้ประชาชนออกไปออกเสียงประชามติหรือเกณฑ์คนออกไปออกเสียง ถือว่ามีโทษหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า มี ใน พ.ร.บ.ประชามติ มีการขัดขวาง สัญญาว่าจะให้ จัดมหรสพ แสดง ให้สินบน ทำไม่ได้ เขียนไว้ชัดเจน ทำโพลล์สำรวจความเห็นก่อนลงความเห็น 7 วันก็ไม่ได้
ทั้งนี้ นายวิษณุ กล่าวว่า ในวันที่ 6 กันยายนนี้ ที่สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จะลงมติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ยืนยันว่า รัฐบาลให้อิสระกับ สปช.ทุกคน และไม่มีการส่งสัญญาณให้ สปช.รับหรือไม่รับแต่อย่างใด เพราะหากมีสัญญาณจริง ตนในฐานะผู้แลงานด้านกฎหมายของรัฐบาลจะต้องรับทราบก่อนคนอื่น ซึ่งที่ผ่านมาเป็นเพียงการปล่อยข่าวลวง แต่หากเป็นสัญญาณจริงจะไม่มีการปล่อยข่าว เพราะถือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
"ผมโชคดีอย่างหนึ่ง คือ ไม่ต้องไปโหวตกับเขา ไม่ต้องไปยุ่ง ไม่ต้องไปคิด ผ่านก็ได้ ไม่ผ่านก็ได้ ไม่ได้มีปัญหาอะไร ถ้าผ่านก็จะได้ไปลงประชามติ ทุกอย่างก็จะเร็วขึ้น แต่ถ้าไม่ผ่านมันก็ช้าออกไป"



