
รื้อฐานข้อมูลความมั่นคงไบโอเมตริกซ์ช่วยตอบโจทย์
รื้อฐานข้อมูลความมั่นคง ไบโอเมตริกซ์ช่วยตอบโจทย์
เกือบจะฉับพลันทันทีที่สิ้นเสียงระเบิดบริเวณสี่แยกราชประสงค์ เมื่อเย็นวันที่ 17 สิงหาคม ที่ผ่านมา “จำเลย” สำคัญหนึ่งในนั้นคือ “ข่าวกรอง-และความมั่นคง” ที่ถูกจับตา หรือแม้แต่ปรามาสมาตลอดว่า ย่อหย่อน หละหลวม
เหตุการณ์ความรุนแรงครั้งนี้หนักหนาสาหัสจนเกินกว่าจะรับไหว จึงถึงเวลาแล้วที่จะต้องชำระสะสาง “จำเลย” ที่ว่าไปอยู่ในสถานะที่ทำให้คนในชาติเบาใจ แม้ว่าจะต้องใช้เวลาเรียกความเชื่อมั่นจากนานาชาติอีกนานก็ตาม
แหล่งข่าวความมั่นคงเปิดเผยว่า สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้เสนอต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ถึงการปรับปรุงพัฒนาระบบการตรวจสอบฐานข้อมูลเข้า-ออกของตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เพราะที่ผ่านมาพบว่ามีปัญหามากมาย โดยเฉพาะในการปลอมแปลงเอกสาร จึงต้องการให้เกิดกระบวนการตรวจสอบระบบอัตลักษณ์บุคคล และฐานข้อมูลประวัติของอาชญากร ที่รวมเอาหน่วยงานด้านความมั่นคงที่เกี่ยวข้องเข้ามาทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที)
แหล่งข่าวความมั่นคงยอมรับว่า การตรวจสอบผู้ต้องหาต่างชาติคนสำคัญที่จับได้ในพื้นที่ จ.สระแก้ว เมื่อวันที่ 1 กันยายน ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจับได้ในพื้นที่ฝั่งชายแดนไทยหรือจับได้ที่ฝั่งประเทศกัมพูชา ทำให้นายกรัฐมนตรีสั่งรื้อระบบใหม่ทั้งหมดเพื่อให้ยึดโยงกัน และยอมรับว่าการดำเนินการตรวจสอบระบบฐานข้อมูลของอัตลักษณ์ หรือแฟ้มประวัติอาชญากร ยังไม่เข้ากัน ซึ่งไม่เหมือนกับระบบรถยนต์ ที่มีการคีย์ข้อมูลครั้งเดียวจะมาพร้อมกันทั่วประเทศว่าใครใช้รถอะไรยี่ห้ออะไร หรือหมายเลขทะเบียนอะไร
แหล่งข่าวจาก สมช.กล่าวด้วยว่า ฐานข้อมูลด้านการข่าวไทยยังไม่ได้มีการเชื่อมโยงกับต่างประเทศ 100 เปอร์เซ็นต์ และเหตุการณ์ที่สี่แยกราชประสงค์และท่าน้ำสาทร ตำรวจไทยต้องขอข้อมูลจากตำรวจสากล ทั้งๆ ที่เราจะต้องมีการเชื่อมโยงมานานแล้ว โดยเฉพาะ “ไบโอเมตริกซ์” (Biometrics) ที่จะต้องตรวจสอบฐานข้อมูลจากใบหน้า ลายนิ้วมือ และใบหู และตรวจสอบไปยังพาสปอร์ต โดยจะต้องเชื่อมโยงกับกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันก็ยังไม่ได้เชื่อมโยงกัน
นั่นเป็นหนึ่งในหลายๆ มาตรการที่จะลงมือยกเครื่อง “ฐานข้อมูลด้านความมั่นคง” ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี
กระบวนการ “ไบโอเมตริกซ์” ตามที่เผยแพร่อยู่ในเว็บไซต์ “ไอที-ไกด์” คือ การใช้เทคโนโลยีชีวภาพ ผสานกับเทคโนโลยีอื่นๆ มาช่วยตรวจสอบความถูกต้องของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบโดยม่านตา ลายนิ้วมือ เสียง หรือใบหน้า อาจเรียกได้ว่าเป็น “เครื่องตรวจอัตลักษณ์บุคคลทางกายภาพ”
“ไบโอเมตริกซ์” ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่บางส่วนเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว เช่น เครื่องสแกนลายนิ้วมือ หรือแม้แต่การใช้ลายนิ้วมือเป็นรหัสเข้าใช้คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ๆ แทนการพิมพ์ พาสเวิร์ด
แต่นั่นคือส่วนหนึ่งของ “ไบโอเมตริกซ์” เท่านั้น และเกือบจะเป็นเครื่องมือเดียวที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองมีใช้อยู่ในขณะนี้ คือ ระบบการจัดเก็บลายนิ้วมือ ที่มาพร้อมกับเครื่องสแกนลายนิ้วมือบุคคลที่จะเดินทางเข้า-ออกราชอาณาจักร ปัจจุบันได้ติดตั้งตามจังหวัดชายแดนที่เป็นทางเข้า-ออกประเทศ
ข้อมูลจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า ระบบจัดเก็บลายนิ้วมือจะเชื่อมโยงข้อมูลทะเบียนประวัติอาชญากรกับกองทะเบียนประวัติอาชญากรของไทย และของตำรวจสากล เมื่อสแกนนิ้วมือที่ตัวเครื่อง หากใครมีประวัติอาชญากรรม ข้อมูลก็จะปรากฏขึ้นทันที
สำหรับเครื่อง “ไบโอเมตริกซ์” ที่ประเทศไทยยังขาดแคลนและน่าจะอยู่ในแผนบูรณาการฐานข้อมูลด้านความมั่นคงของรัฐบาล ก็คือ เครื่องสแกนม่านตา และโครงสร้างใบหน้า ซึ่งจะได้ข้อมูลแม่นยำมากกว่า และเป็นสากลมากกว่า
เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากหน่วยงานด้านพิสูจน์หลักฐานให้ข้อมูลว่า การตรวจลายนิ้วมือมีประสิทธิภาพน้อยในการป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ เพราะลายนิ้วมือสามารถทำให้ลบเลือนได้ ประกอบกับถ้าไม่มีฐานข้อมูลลายนิ้วมือไว้ตรวจเทียบ การมีเครื่องมือก็แทบไร้ประโยชน์
เจ้าหน้าที่คนเดิมให้ข้อมูลด้วยว่า เทคโนโลยีสแกนม่านตาและโครงสร้างใบหน้า มีความแม่นยำสูงที่สุดในขณะนี้ ควรมีใช้ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองทุกแห่ง แต่ปัจจุบันประเทศไทยไม่มีใช้เลย การลงทุนต้องใช้งบประมาณสูงระดับพันล้านบาท เพราะต้องเชื่อมต่อข้อมูลกับด่านตรวจคนเข้าเมืองทั่วประเทศ และเชื่อมต่อฐานข้อมูลกับตำรวจสากล รวมทั้งเอฟบีไอด้วย ซึ่งนอกจากการเชื่อมโยงข้อมูลออนไลน์แล้ว ระบบอินเทอร์เน็ตยังต้องเสถียรมากพอ และฐานข้อมูลในการจัดเก็บต้องมีมากสำหรับใช้ในการตรวจเทียบ



