
'อ๋อย'อัด'บิ๊กตู่'ลิดรอนสิทธิ์
03 ก.ย. 2558
'จาตุรนต์' ยื่นเรื่องขอให้ กต.ทบทวนการยกเลิกพาสปอร์ต ซัด 'ประยุทธ์' ปิดกั้นแสดงความเห็น 'ละเมิดสิทธิเสรีภาพ' ไม่หวั่นมาตรการกดดัน ชี้ ร่างรธน.เลวร้าย 'เผด็จการ'
3 ก.ย. 58 เมื่อเวลา 14.45 น. นายจาตุรนต์ ฉายแสง เดินทางมาหารือกับนายธงชัย ชาสวัสดิ์ อธิบดีกรมการกงสุล โดยใช้เวลาหารือนานกว่า 40 นาที จากนั้นนายจาตุรนต์ ให้สัมภาษณ์ว่า ได้รับการชี้แจงจากนายธงชัยว่าได้หนังสือจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ให้ยกเลิกหนังสือเดินทางของตน ตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา โดย สตช.ให้เหตุผลว่า เป็นผู้ถูกออกหมายจับ และเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งตรงกับข้อมูลที่ปรากฏในเว็บไซต์ของกระทรวงการต่างประเทศ แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดว่าเป็นหมายจับเรื่องอะไร ตนจึงได้แลกเปลี่ยนความเห็นว่า เหตุผลข้ออ้างที่ยกเลิกหนังสือเดินทางไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เนื่องจากตนไม่ได้ถูกออกหมายจับ แต่ถูกควบคุมตัวด้วยความสมัครใจตั้งแต่ต้น ขณะนี้คดีอยู่ในศาลทหาร แต่อยู่ระหว่างการปล่อยตัวชั่วคราวโดยมีการประกันตัว เงื่อนไขข้อหนึ่ง คือ ห้ามออกนอกประเทศ ยกเว้นจะได้รับอนุญาตจากศาลทหาร ดังนั้นตนจึงไม่ใช่ผู้ถูกออกหมายจับ และขณะนี้ยังไม่ได้เดินทางไปไหน ไม่ได้อยู่นอกประเทศ ดังนั้นจึงไม่เข้าข่ายที่แจ้งมาทั้งสองข้อ
นายจาตุรนต์ กล่าวว่า เมื่อเรื่องของตนอยู่ในความดูแลของศาลทหาร และมีเงื่อนไขการประกันตัวแล้ว จึงไม่อยู่ในเงื่อนไขที่ สตช.จะต้องรับผิดชอบ เพราะเรื่องทั้งหมดอยู่ในอำนาจของศาลทหาร จึงเป็นข้ออ้างที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนเป็นอย่างมาก ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศได้ชี้แจงว่า เป็นการดำเนินการตามปกติ เมื่อได้รับคำร้องขอจากหน่วยงานราชการ เช่น สตช.หรือศาลให้เพิกถอน กระทรวงการต่างประเทศก็จะดำเนินการตาม โดยไม่ใช้ดุลยพินิจ ซึ่งเข้าใจว่าเป็นการตัดสินใจในลักษณะที่เคยทำมา แต่แสดงให้เห็นความหละหลวมของระเบียบและการบังคับใช้ระเบียบ โดยไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด ซึ่งตรวจสอบได้ไม่ยาก ปัญหาคือจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ขณะนี้ตนได้ยื่นหนังสือเพื่อขอให้ชี้แจงข้อเท็จจริงและรอคำชี้แจงภายใน 15 วัน ทั้งยังร้องขอให้กระทรวงการต่างประเทศ ทบทวนการยกเลิกหนังสือเดินทาง ส่วน กต.จะพิจารณาหรือชี้แจงอย่างไร ก็จะรับฟัง และจะหาทางร้องขอให้มีการทบทวนและให้ความเป็นธรรมกับตนต่อไป
"ความหละหลวมของการใช้ระเบียบเป็นเรื่องใหญ่ หากไม่มีการรับฟังข้อเท็จจริงจากผู้เสียหาย ก็จะเป็นการละเมิด ลิดรอนสิทธิเสรีภาพ และสิทธิมนุษยชนของพลเมือง ซึ่งได้รับการรับรองทั้งจากรัฐธรรมนูญชั่วคราว และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้ยังเกิดกับกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นหน่วยงานโดยตรงที่ต้องให้ความคุ้มครองเรื่องสิทธิมนุษยชนในเวทีระหว่างประเทศ"
นายจาตุรนต์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. ระบุว่า ตนทำผิด ก็ต้องถูกลงโทษ ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะระเบียบกระทรวงการต่างประเทศ ไม่ได้เปิดช่องให้มาลงโทษพลเมืองด้วยการเพิกถอนหนังสือเดินทาง ยิ่งพูดว่าไปเกี่ยวข้องกับการแสดงความเห็นทางการเมืองก็เท่ากับปิดโอกาสการแสดงความเห็นทางการเมืองโดยบริสุทธิ์ใจ ระเบียบดังกล่าวจึงตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความเห็น ถือเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพอีกประการหนึ่ง และถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอีกอย่างหนึ่งของบ้านเมือง
เมื่อถามว่า ก่อนถูกยกเลิกหนังสือเดินทางได้เดินทางไปไหนบ้าง นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ได้เดินทางไปต่างประเทศมา 3 - 4 ครั้ง แต่ละครั้งศาลทหารก็อนุญาตทุกครั้ง มี 2 ครั้งที่ คสช.ไม่อนุญาต โดยให้เหตุผลว่าตนแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ คสช.มากเกินไป การไม่ให้เดินทางก็เหมือนกับเป็นเครื่องมือที่ไม่ต้องการให้ตนแสดงความเห็น แต่ตอนนี้ไปไกลกว่าคือการยกเลิกหนังสือเดินทาง
เมื่อถามอีกว่า หากคำร้องไม่เป็นผลจะดำเนินการอย่างไรต่อไป นายจาตุรนต์ กล่าวว่า หากได้รับคำชี้แจงก็จะขอให้ทบทวน ถ้าไม่ได้ก็จะดำเนินการตามกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิ์นี้ เพราะตนยังเชื่อว่าทั้ง กต.และ สตช.ไม่ควรมีอำนาจจำกัดสิทธิ์ของพลเมืองคนใดคนหนึ่งตามอำเภอใจ ถ้าบ้านเมืองนี้ยังมีความยุติธรรม ก็ต้องมีองค์กรใดองค์กรหนึ่งแก้ไขให้ถูกต้องไม่ใช่ปล่อยให้ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของพลเมือง และตนจะหาวิถีทางทุกอย่างที่มีอยู่เพื่อให้ได้สิทธิ์กลับคืนมา
"ผมได้ตั้งใจมานานแล้วว่าจะต้องเป็นปากเสียงให้กับประชาชนแสดงความเห็นเกี่ยวกับบ้านเมืองอย่างตรงไปตรงมา แม้จะถูกดำเนินมาตรการต่างๆ กดดัน หว่านล้อม บีบคั้น ห้ามไปต่างประเทศ ยกเลิกหนังสือเดินทาง ก็จะใช้สิทธิ์ในการแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ความเป็นไปของบ้านเมืองนี้ ตามสิทธิ์ของประชาชนคนหนึ่งต่อไป" นายจาตุรนต์ กล่าวและว่า ร่างรธน.ฉบับนี้ถือเป็นร่างที่เลวร้ายที่สุด เผด็จการที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา ถ้าใช้บังคับจะทำให้เกิดความเสียหายกับประเทศอย่างใหญ่หลวงเกินกว่าที่ใครจะคิด ทางที่ดีคือทำให้ไม่มีผลบังคับใช้ เมื่อถึงเวลาทำประชามติ ประชาชนก็เข้าไปกากบาทในช่องไม่เห็นด้วย ซึ่งเป็นวิธีการที่ถูกต้อง ไม่ใช่การปลุกระดมหรือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย และยืนยันว่าตนจะแสดงความเห็นอย่างนี้ต่อไป ไม่ว่าจะถูกมาตรการกลั่นแกล้งกดดันอย่างไรก็ตาม



