
เวทีวิเคราะห์ร่างรธน.ใหม่ชี้คุม3อำนาจ
เวทีวิเคราะห์ร่างรธน.ใหม่ชี้คุม3อำนาจ ขณะที่ นิกรเชื่อสปช.ปล่อยผ่านยื่นศาลรธน. วิษณุเผยรธน.ม.37เกี่ยวประชามติเขียนเป็นเทคนิค
3ก.ย.2558 ศูนย์ศึกษาการพัฒนาสังคม คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนาวิชาการ เรื่อง “วิเคราะห์ร่างรัฐธรรมนูญฯ 2558 กับทิศทางการปฏิรูปการเมืองไทย : ทางออกหรือทางตัน” โดยมีนักวิชาการและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม อย่างเช่นนายลิขิต ธีระเวคิน นักวิชาการรัฐศาสตร์ นายไพโรจน์ พลเพชร สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน นายนิกร จำนง ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา นางฉันทนา หวันแก้ว ศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายอดิสร เกิดมงคล ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิแรงงานข้ามชาติ เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ กรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ
ส่วนใหญ่แล้วแสดงความไม่เห็นด้วยที่กำหนดให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ เปิดช่องให้มีนายกรัฐมนตรีที่ไม่มาจากการเลือกตั้ง โดยให้เหตุผลว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 3 กำหนดให้อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย และขัดหลักประชาธิปไตย
นายนิกร มองว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ ขอเรียกว่าเป็นการมัดตาชก เพราะไม่มีใครเห็นเนื้อหาระหว่างกระบวนการยกร่าง และเชื่อว่า สปช.จะให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในวันที่ 6 ก.ย.นี้ หลังจากนั้นจะเกิดความขัดแย้งขึ้น อาทิ อันดับแรกคือการส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความประเด็นของเสียงผ่านประชามติ เพราะในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่1) พ.ศ.2558 กำหนดเสียงที่ผ่านประชามติ คือ เสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ ซึ่งเป็นไปได้ยากหากมีผู้ที่นอนหลับทับสิทธิอาจทำให้รัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ
นางฉันทนากล่าวว่า การปรองดอง ตนมองว่าบทบาทของกองทัพหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากกองทัพมีภาวะผู้นำในการปฏิรูปหรือสร้างความสัมพันธ์กับการเเมืองได้ จะเป็นหลักประกันให้องค์ประกอบทางการเมืองที่สามารถอยู่ร่วมกันได้ นอกจากนั้นในส่วนกลไกการปรองดองและกลไกติดตามความขัดแย้งถือเป็นการปกติ แต่ไม่ใช่ภาคบังคับ หรือกำหนดชี้ชัด โดยหลักการคือการทำงานร่วมกัน เมื่อนำมาเขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ และพิจารณาองค์กรประกอบผู้ที่กำกับ เช่น กรรมการที่ไม่มีฝ่ายค้าน ดังนั้นไม่รู้จะปรองดองได้อย่างไร
ด้านนายบัณฑูร กล่าวว่า คณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ มีส่วนที่ยึดโยงกับประชาชน คือ มีประธานรัฐสภา มีนายกฯ และมีผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญด้านการปฏิรูปด้านต่างๆ ที่มาจากรัฐสภาแต่งตั้ง ร่วมเป็นกรรมการ
“ส่วนการทำงานของกรรมการฯ ที่มีทั้งกรรมการอิสระเสริมสร้างความปรองดอง และสภาดำเนินการปฏิรูปนั้น ไม่ใช่เป็นการคิดอะไรใหม่ แต่เป็นไปตามกรอบของแนวทางที่สปช. ได้ทำมา ส่วนอำนาจพิเศษนั้นไม่ใช่ในภาวะปกติ ผมภาวนาใน5 ปีจะไม่เกิดเหตุขัดแย้งจนรัฐบาลแก้ไขปัญหาไม่ได้ขึ้นมา อาจออกมาอีกมุมคือการระงับความขัดแย้งและนำชาติสู่ความสงบ ทั้งนี้ขอให้ประชาชนร่วมตัดสินใจ” นายบัณฑูร กล่าว
วิษณุเผยรธน.ม.37เกี่ยวประชามติเขียนเป็นเทคนิค
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ ถึงกรณีที่นายนิรันดร์ พันทรกิจ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ตั้งข้อสังเกต ว่าร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราว ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2558 มาตรา 37 วรรค 7 เรื่องการคำนวณคะแนนประชามติที่ผ่านความเห็นชอบจากประชาชนต้องมีเสียงกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิลงคะแนน ไม่ใช่ผู้มาใช้สิทธิลงคะแนน ว่า ยอมรับว่าถ้อยคำมันอาจทำให้ดูมีปัญหา แต่ลองคิดง่ายๆ ว่า ในมาตรา 37 ใช้คำว่า ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติจะต้องเห็นชอบด้วยเสียงข้างมาก ทีนี้เมื่อมีคนไปอ่านว่า ไม่ได้ใช้คำว่าผู้มาใช้สิทธิ เพราะฉะนั้นเสียงข้างมากคือเสียงของผู้มีสิทธิทั้งหมด สมมติผู้มีสิทธิมี 40 ล้านคน เสียงเห็นชอบต้องเกิน 20 ล้านจึงจะผ่าน ซึ่งสปช.คนนั้นแปลอย่างนี้
“แต่ความจริงในมาตรา 37 ใช้คำว่า ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติให้ความเห็นชอบโดยเสียงข้างมาก ลองคิดง่ายๆ ว่า ผู้มีสิทธิ 40 ล้านคน มาใช้สิทธิ 10 ล้านคน แล้วเห็นชอบ 7 ล้านคน ซึ่งสปช.คนนั้นเขาบอกว่า 7 ล้านคนยังไม่ถึงเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิ เพราะผู้มีสิทธิมี 40 ล้านคน จะแปลอย่างนั้นคงยากว่าให้ผู้มีสิทธิเห็นชอบด้วยเสียงข้างมาก หรือสมมติว่ามีผู้มีสิทธิ 40ล้านคน มาใช้สิทธิ 10 ล้านคน แล้วเห็นชอบ 7 ล้านคน ซึ่งยังไม่ถึงเสียงข้างมากของ 40 ล้านคน แต่เป็นเสียงข้างมากของผู้ที่มาใช้สิทธิ ถามว่าเสียงที่เห็นชอบพูดได้ยังไงว่า อีก 20 กว่าล้านเสียงที่ไม่มาใช้สิทธิเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ เลยต้องถือว่าเสียงตรงนั้นมันเป็นศูนย์ เลยต้องมาวัดกันระหว่าง 7 ล้านเสียงที่มากกว่า 3 ล้านเสียง มันก็จบ เพราะเขาใช้คำว่าผู้มีสิทธิให้ความเห็นชอบโดยเสียงข้างมาก” นายวิษณุ กล่าว
นายวิษณุ กล่าวว่า เหตุที่ย้ำเช่นนี้เพราะว่า เราไม่สามารถพูดได้ว่าคนที่มีสิทธิแต่ไม่มาใช้สิทธินั้น เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ เราจะบอกว่าการที่เขามีสิทธิ แต่ไม่มาใช้สิทธิ แปลว่าเขาไม่เห็นชอบ ซึ่งถ้าพูดอย่างนั้น มันจะมีมากว่า 7 ล้านเสียง แต่พูดอย่างนั้นไม่ได้ เมื่อไม่ใช้สิทธิก็ไม่ได้แปลว่าเขาไม่เห็นชอบ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเขาเห็นชอบจึงไม่รู้แปลว่าอะไร ฉะนั้นก็เอาที่แปลได้แน่ๆ อย่างที่สมมติคือ 7 ต่อ 3 ล้านเสียง
เมื่อถามว่า ทำไมไม่เขียนกฎหมายให้ชัดเจนกรณี ผู้มีสิทธิ กับ ผู้มาใช้สิทธิ นายวิษณุ กล่าวว่า มันก็มีเทคนิคหลายวิธี โดยมากเราจะพูดอย่างนี้ เกิดเรื่องแล้วถึงมาบอกทำไมไม่เขียนให้ชัด เพราะตอนเขียนก็นึกว่าชัดกันแล้ว ส่วนการทำประชามติ ปี 2550 ก็ใช้คำเหมือนคราวนี้ แต่ละเอียดกว่าว่า เมื่อผู้มีสิทธิมาใช้สิทธิเกินกึ่งหนึ่งของผู้ใช้สิทธิ แต่พ.ร.บ.ประชามติ พ.ศ.2552 ไม่ได้ระบุเช่นนั้น เราถึงไม่เอาพ.ร.บ.ดังกล่าวมาใช้ เอามาแต่เฉพาะโทษ เพราะพ.ร.บ.ประชามติ เขียนว่า การลงประชามติจะต้องให้มีผู้มาใช้สิทธิเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ จึงจะเรียกว่าเป็นการใช้สิทธิที่ถูกต้อง มิฉะนั้นประชามตินั้นจะโมฆะ จึงต้องเขียนวิธีนี้ขึ้นในรัฐธรรมนูญชั่วคราว
“เดิมเคยคิดว่าไม่ต้องไปเขียนอะไรมากให้เอาพ.ร.บ.ประชามติมาใช้โดยอนุโลม แต่เขาจะเจอตรงนี้ เพราะฉะนั้นการที่ไม่เอาพ.ร.บ.ประชามติมาใช้ ก็เจตนาจะให้เป็นอีกแบบหนึ่ง” นายวิษณุ กล่าว
เสรีย้ำเสียงสปช.เกินครึ่งไม่รับร่างรธน.
นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม สปช. กล่าวถึงการประชุม สปช.เพื่อลงมติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 6 ก.ย.นี้ ว่า ตนคิดว่าสมาชิกสปช.เป็นผู้ใหญ่ มีความเป็นอิสระ และเป็นตัวของตัวเอง เพราะฉะนั้นเชื่อว่าส่วนใหญ่ได้ตัดสินใจไปแล้วว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ซึ่งจากการพูดคุยกับเพื่อนสมาชิกหลายกลุ่ม ล่าสุดประเมินได้ว่าเสียงสปช.เกินกึ่งหนึ่งที่จะไม่ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะเห็นว่าเป็นร่างที่จะทำให้เป็นปัญหา หลายเรื่องส่งผลกระทบต่อการบริหารบ้านเมือง เกิดความขัดแย้งอีกยาวนาน อีกทั้งการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา 37 วรรคเจ็ดหมายความว่าเสียงเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ จะต้องได้คะแนนเสียงเห็นชอบจำนวนไม่น้อยกว่า 23 ล้าน 5 แสนคนหรือกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงประชามติ ซึ่งไม่อาจเกิดขึ้นได้ ดังนั้นไม่ควรสูญเสียเงินที่จะต้องใช้กับการทำประชามติจำนวนประมาณ 4-5 พันล้านบาทโดยเปล่าประโยชน์แล้ว เพราะฉะนั้นจึงเชื่อว่าสมาชิกสปช.จะตัดสินใจทำเพื่อประโยชน์ของประเทศมากกว่า
พล.อ.เอกชัยปัดล็อบบี้สปช.หนุนร่างรัฐธรรมนูญ
พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาส สมาชิกสภาปฎิรูปแห่งชาติ(สปช.) กล่าวว่า ตนได้เข้าร่วมการพบปะกับสมาชิกสปช.ที่ร้านอาหาร ย่านลาดพร้าว แต่ยืนยันว่า ในวงดังกล่าวไม่ได้มีการพูดคุยเรื่องเสียงการลงมติรับหรือไม่รับรัฐธรรมนูญ เป็นแต่เพียงการพบปะพูดคุยเรื่องอื่นๆ ระหว่างสมาชิก กมธ.ศิลปะวัฒนธรรมเท่านั้น ส่วนกระแสการลงมตินั้น ยังอยู่ในระดับสูสี แต่ต้องยอมรับว่า สปช. สายจังหวัดจับกลุ่มกันติดจริง โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคอีสาน ทำให้คะแนนฝ่ายไม่รับร่างรัฐธรรมนูญมีสูงขึ้น



