
คนลุ้นคว่ำรัฐธรรมนูญยังไม่สิ้นหวัง
คนลุ้นคว่ำรัฐธรรมนูญยังไม่สิ้นหวัง : มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ โดยสำนักข่าวเนชั่น
แม้ขณะนี้มีแนวโน้มสูงว่า ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านความเห็นชอบของสภาปฏิรูปแห่งชาติ แต่ก็ยังมีความพยายามของ สปช.บางกลุ่มที่จะโน้มน้าวให้เพื่อนสมาชิกคว่ำร่างฯ ฉบับนี้เสีย โดยอ้างเหตุผลต่างๆ
เช่น “เสรี สุวรรณภานนท์” สมาชิก สปช. ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มที่แสดงความเห็นคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาตั้งแต่ต้นก็ได้แถลงข่าวและระบุว่า จากสัญญาณที่ทั้ง เพื่อไทย นปช. เรียกร้องให้มีการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ ขณะที่กลุ่ม กปปส.กลับสนับสนุน ทำให้เห็นว่าอาจเกิดความแตกแยกในบ้านเมืองและในหมู่ประชาชน ซึ่งอาจรุนแรงจนส่งผลให้วิกฤติของประเทศกลับมาได้อีกครั้ง
เขายังบอกว่า ทั้งการสนับสนุนและการคัดค้านนี้ถือเป็นตัวจุดชนวนขัดแย้งในสังคมได้หากถึงกระบวนการทำประชามติ ดังนั้นจึงอยากให้ สปช. ฐานะผู้จะลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญต้องใช้ดุลพินิจ โดยเห็นแก่ประโยชน์ของบ้านเมืองและประชาชนเป็นหลัก ด้วยการลงมติไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ
ขณะที่ “บุญเลิศ คชายุทธเดช” ก็แถลงคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เช่นกัน โดยระบุว่าบทบัญญัติมีปัญหา โดยยกเหตุผล 4 ประการ คือ 1.การที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่เป็นที่ยอมรับทั้งจากสองพรรคการเมืองใหญ่ นักวิชาการและสื่อมวลชน 2.ร่างรัฐธรรมนูญถูกตั้งฉายาในทางลบ ทำให้ถูกลดคุณค่าและไม่สง่างาม 3.เชื่อว่าการลงมติของ สปช.ที่ออกมาจะไม่ห่างกันมาก ดังนั้นหากรัฐธรรมนูญดีจริงคะแนนจึงไม่ห่างกัน และ 4.การลงมติจะสร้างความแตกแยกรอบใหม่ ดังนั้นหากนำไปทำประชามติหรือมีผลบังคับใช้ อาจจะสร้างปัญหาจนเกิดวิกฤติ
เช่นเดียวกับ “นิมิต สิทธิไตรย์” สมาชิก สปช.ที่ระบุว่า ขณะนี้เสี่ยงเกินไปต่อการนำประเทศไปสู่วิกฤติครั้งใหม่ เกิดผลกระทบต่อการปฏิรูปและการปรองดอง ดังนั้นทางออกมีทางเดียวคือ หยุดร่างรัฐธรรมนูญนี้ไว้ด้วยการลงมติไม่เห็นชอบเพื่อให้เกิดการทบทวนแก้ไข
อย่างไรก็ตาม นอกจากการโน้มน้าวด้วยเนื้อหา ยังมีการโน้มน้าวทางเทคนิค โดยเจ้าเก่าอย่าง “นิรันดร์ พันทรกิจ” ที่เคยเสนอให้ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความจากที่ร่างฯ ฉบับนี้ไม่มีคำปรารภ แต่สุดท้ายก็ถูกประธาน สปช.ตีความว่าไม่มีอำนาจส่ง
มาคราวนี้จุดประเด็นใหม่ว่า การผ่านประชามติต้องใช้เสียงข้างมากของผู้มีสิทธิ์ หรืออย่างน้อย 23 ล้านเสียง เพราะรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเลือกที่จะใช้ว่า “ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติโดยเสียงข้างมาก” โดยไม่ได้ใช้คำว่า “ผู้มาใช้สิทธิ” ซึ่งหากตีความด้วยวิธีนี้แล้ว ยิ่งจะทำให้การผ่านร่างรัฐธรรมนูญยากขึ้นไปอีก จึงอยากให้คว่ำเสียแต่ในชั้นนี้
อย่างไรก็ตาม นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และมือกฎหมายของรัฐบาล ซึ่งมีส่วนสำคัญในการร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราว ยืนยันและแปลความว่า เสียงข้างมากที่จะใช้ผ่านประชามตินั้น เป็นเสียงข้างมากแบบธรรมดา คือ “ข้างมากของผู้ออกมาใช้สิทธิ”
เช่นเดียวกับพรรคเพื่อไทย ที่ออกแถลงการณ์ขอให้ สปช.คว่ำร่างฯ ฉบับนี้เสีย เนื่องจากไม่มีความเป็นประชาธิปไตย และระงับไม่ให้ประเทศก้าวสู่วิกฤติ
นาทีนี้จึงเห็นภาพว่า แม้ตกเป็นรอง แต่คนอยากคว่ำ ก็ยังไม่หมดหวังและสู้ยิบตา แม้จะเหลืออีกไม่กี่วันเท่านั้น



