ข่าว

พาดพิง'บึ้ม'กระทบสัมพันธ์ปท.

พาดพิง'บึ้ม'กระทบสัมพันธ์ปท.

01 ก.ย. 2558

คดีบึ้มกรุงคืบ ตร.ขอศาลออกหมายจับเพิ่ม ยังไม่ตัดประเด็นใด 'วีรชน' เตือน ระวังพาดพิงบุคคล-ประเทศที่สาม อาจกระทบความสัมพันธ์

 
                      1 ก.ย. 58  เมื่อเวลา 08.30 น.  ที่ทำเนียบรัฐบาล  พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงข้อสังเกตการจับกุมผู้ต้องหาชาวต่างชาติ อาจมีประเด็นเกี่ยวโยงกับขบวนการขนชาวอุยกูร์ ว่า จนถึงขณะนี้ ตำรวจยังไม่ได้ตัดประเด็นใดออกไป ทุกสาเหตุยังเป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณา ตอนนี้อาจจะดูเหมือนว่าภาพเริ่มคลี่คลาย แต่ต้องดูรายละเอียดหลักฐานอื่นเพิ่มเติม แม้จะมองว่าน้ำหนักดูจะเอียงไปทางใดทางหนึ่ง แต่ทางตำรวจยังมีหลักฐานอื่นๆ เพิ่มเติม ที่ยังไม่เปิดเผยสู่สาธารณชน โดยการทำงานของตำรวจก็มีความคืบหน้าและนำไปสู่การขอศาลอนุมัติออกหมายจับเพิ่มเติม ขอให้เวลาสักระยะ น่าจะชัดเจน
 
                      "ยังไม่อยากให้สื่อหรือสังคมปักใจและชี้ระบุไปในทางใดทางหนึ่ง และต้องระวังในการไปพาดพิงบุคคลที่สามหรือประเทศที่สาม โดยเฉพาะประเด็นที่อาจกระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน"
 
                      เมื่อถามว่า ประเทศตุรกีปฏิเสธว่าผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมเป็นชาวตุรกี ต้องมีการพูดคุยในเรื่องดังกล่าวหรือไม่ พล.ต.วีรชน กล่าวว่า ต้องเรียนว่าเรามีการพูดคุย แม้ภาพข่าวและสื่อจะชี้นำสังคมไปในทางใดทางหนึ่ง แม้จะมีหลักฐานเชื่อมโยงไปประเทศใด ไม่ได้หมายความว่าประเทศนั้นต้องมาเข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรง
 
                      ผู้สื่อข่าวถามว่า มีนานาประเทศแสดงเจตนาจะเข้ามาช่วยไทยตรวจสอบในเรื่องนี้บ้างหรือไม่ รองโฆษกฯ กล่าวว่า มีประเทศอังกฤษ ออสเตรเลีย เสนอตัวมา แต่ไม่ได้บอกว่าจะเป็นในรูปแบบใด โดยระบุว่า หากมีเรื่องใดที่เราต้องการประสาน ทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลหรือการใช้เทคโนโลยีต่างๆ ที่เราขาดแคลน เขายินดีที่จะให้ความร่วมมือ ขณะที่การประสานงานกับทางตำรวจสากล (อินเตอร์โพล) ตำรวจมีการพูดคุยและช่องทางประสานงานอยู่แล้ว และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดเพียงที่ใดที่หนึ่ง แต่เป็นเรื่องข้ามชาติ ฉะนั้นธรรมชาติของการก่อเหตุในลักษณะนี้ ต้องมีการประสานงานกันอยู่แล้ว
 
 
 
'วินธัย' แจงอยู่ระหว่างซักถามผู้ต้องสงสัยบึ้มราชประสงค์-ท่าเรือสาทร
 
 
                      เมื่อเวลา 12.15 น.  พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงการประชุมศูนย์ติดตามสถานการณ์คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย จากกรณีที่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยเหตุคดีลักลอบวางระเบิดที่บริเวณแยกราชประสงค์ โดย พ.อ.วินธัย กล่าวว่า สถานการณ์ภายในประเทศตอนนี้ได้มีการรายงานว่าการจองเที่ยวบินจากต่างประเทศมายังประเทศไทยนั้นยังคงอยู่ในระดับปติ ส่วนการดำเนินการต่อผู้เสียชีวิตชาวต่างชาติ จำนวน 14 รายนั้น ทางรัฐบาลก็ได้ให้ความช่วยเหลือในการเคลื่อนย้ายศพกลับประเทศและประกอบพิธีทางศาสนาเรียบร้อยแล้ว สำหรับความคืบหน้าในการสอบสวนคดีตั้งแต่เกิดเหตุการณ์จนถึงปัจจุบันศาลได้ออกอนุมัติออกหมายจับแล้วจำนวน 4 ราย คือ 
 
                      1. ชายที่สวมเสื้อสีเหลืองซึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ระเบิดที่แยกราชประสงค์ 2. ชายที่สวมเสื้อสีฟ้าจากเหตุการณ์ระเบิดที่ท่าเรือสาทร 3. ชายตามภาพสเก็ตช์ที่เคยมีผู้พบเห็นเป็นผู้พักอาศัยในห้องเช่าย่านมีนบุรีที่ทางเจ้าหน้าที่ไปตรวจพบอุปกรณ์ที่ใช้ในการประกอบระเบิด 4. นางสาววรรณา สวนสันต์ ซึ่งเป็นผู้ทำสัญญาเปิดเช่าห้องพักในพื้นที่มีนบุรีจำนวนหลายห้อง โดยมีชาวต่างชาติตามภาพสเก็ตช์เข้ามาพักอาศัย อย่างใรก็ตามในส่วนของนางสาววรรณา ที่กำลังพักอาศัยอยู่ในต่างประเทศได้ติดต่อประสานกับทางเจ้าหน้าที่แล้ว
 
                      พ.ต.อ.วินธัย กล่าวอีกว่า ล่าสุดทางสำนักงานตำรวจเเห่งชาติและหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการซักถามผู้ต้องหาที่ควบคุมได้ในพื้นที่ สน.หนองจอก เมื่อวันที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยผู้ต้องสงสัยได้ให้การที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดีซึ่งนำไปสู่การสืบสวนในคดีต่อไป ทั้งนี้จากผลการสอบพยานต่างๆ โดยเฉพาะพยานบุคคลและผลพิสูจน์ทางด้านนิติวิทยาศาสตร์ทำให้การทำงานของเจ้าหน้าที่มีความคืบหน้าตามลำดับ ซึ่งเจ้าหน้าที่จำเป็นที่จะต้องชี้แจงข้อมูลที่มีความชัดเจนเเล้วเท่านั้นเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ทั้งนี้เพื่อให้การสืบสวนคดีไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นจึงขอให้ผู้ประกอบการอาคารที่พัก เกสต์เฮาส์และห้องเช่าต่างๆ หากพบเห็นบุคคลที่มีพฤติกรรมน่าสงสัยเข้ามาพักอาศัยก็ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจ ที่ใกล้ที่สุด หรือติดต่อมายังสายด่วย 1515 
 
                      อย่างไรก็ตาม ขอความร่วมมือประชนและสื่อมวลชนต้องระมัดระวังในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารในเชิงด่วนสรุปหรือคาดเดากันไปเองโดยปราศจากข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ เนื่องจากการกระทำดังกล่าวอาจมีการชี้นำต่อการรับรู้ของประชาชนจนอาจทำให้สังคมเกิดความตื่นตระหนกและส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศ