ข่าว

ชุดสืบไม่เชื่อ‘วรรณา’พันบึ้มเผ่นนอก

ชุดสืบไม่เชื่อ‘วรรณา’พันบึ้มเผ่นนอก

31 ส.ค. 2558

ชุดสืบไม่เชื่อ‘วรรณา’พันบึ้มเผ่นนอก พยานให้ข้อมูลเข้า-ออกช่วง10-20ส.ค. โฆษกคสช.ขอปชช.ให้เวลาจนท.เร่งคลี่คลายคดีบึ้มราชประสงค์-ท่าเรือสาทร

            31ส.ค.2558 รายงานข่าวแจ้งว่า หลังจากเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ทหาร ได้เข้าตรวจค้นอพาร์ทเมนต์ ปากซอยเชื่อมสัมพันธ์ 11 แขวงกระทุ่มราย เขตหนองจอก กทม. กระทั่งสามารถจับกุมชายชาวต่างชาติ ได้ 1 ราย ก่อนที่ต่อมาจะเข้าตรวจค้นหอพักย่านมีนบุรี  โดยทั้งสองที่เจ้าหน้าที่พบของกลางเป็นอุปกรณ์ประกอบระเบิดอีกจำนวนมาก ที่เชื่อได้ว่า เชื่อมโยงกับเหตุระเบิดบริเวณแยกราชประสงค์ และท่าเรือสาทร จนนำไปสู่การออกหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มอีก 2 ราย คือน.ส.วรรณา หรือ นางไมซาเลาะ สวนสัน อายุ 27 ปี และชายชาวต่างชาติตามภาพสเก็ตช์นั้น 

            จากการตรวจสอบเจ้าหน้าที่ให้น้ำหนักว่า ชายที่ถูกจับกุมที่หนองจอกนั้นน่าจะเป็นคนร้ายที่ใส่เสื้อสีฟ้า ที่เตะระเบิดลงคลองที่ท่าเรือสาทร ขณะเดียวกันจากการตรวจสอบประวัติการเดินทาง พบว่า น.ส.วรรณาได้เดินทางออกนอกประเทศไปยังเมืองดูไบ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2558 ที่ผ่านมา และไม่พบประวัติการเดินทางเข้ามายังประเทศไทยอีกเลย อย่างไรก็ตามชุดสืบสวนยังไม่ปักใจเชื่อว่าน.ส.วรรณาจะอาศัยอยู่ต่างประเทศ เนื่องจากการสอบถามคนในอพาร์ทเมนท์พบว่า ยังคงเห็น น.ส.วรรณา และชายตามภาพสเก็ตช์เข้า-ออกในอพาร์ทเม้นท์ช่วงประมาณวันที่ 10-20 สิงหาคมที่ผ่านมา  อีกทั้งจากการตรวจสอบประวัติพบว่าน.ส.วรรณามีสามีเป็นชาวตุรกีอีกด้วย


โฆษกคสช.ขอปชช.ให้เวลาจนท.เร่งคลี่คลาย

            พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงสรุปผลการดำเนินงานของศูนย์ติดตามสถานการณ์คสช. กรณีการจับกุมผู้ต้องหาวางระเบิดที่แยกราชประสงค์และท่าเรือสาทร ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยว่า งานทางคดีมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ขอให้ประชาชนให้เวลาและให้กำลังใจกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการสืบสวนสอบสวนขยายผล เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนที่สุด ส่วนการปฏิบัติงานด้านการดูแลความสงบเรียบร้อย กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งจุดตรวจเพื่อป้องปรามการกระทำความผิด การดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนร่วมตรวจตราในสถานที่สำคัญทั้งในเขตชุมชน ตลาดและแหล่งท่องเที่ยว ห้างสรรพสินค้า รวมถึงพื้นที่ชายแดนที่ต้องใช้มาตรการเข้มงวดในการตรวจสอบการผ่านเดินเข้าออก

            ทั้งนี้ขอให้มั่นใจว่าเจ้าหน้าที่ยังคงมีความเข้มข้นในการปฏิบัติหน้าที่ อย่างไรก็ตามขอความร่วมมือผู้ประกอบการ อาคารที่พัก เกสต์เฮาส์และห้องเช่าต่างๆ หากพบเห็นบุคคลที่มีพฤติกรรมน่าสงสัยเข้ามาพักอาศัยก็ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทหารหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ใกล้ที่สุด หรือติดต่อมายังเบอร์โทรศัพท์สายด่วน1515ได้ทันที


ผบ.ทบ.เผยคดีมีความคืบหน้า
 

            พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม และผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะเลขาธิการคสช. กล่าวในรายการเดินหน้าประเทศไทยที่ออกอากาศผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยถึงเรื่องการดูแลความมั่นคงว่า  สถานการณ์ด้านความมั่นคงของไทยโดยรวมมีความสงบเรียบร้อย แม้อาจจะมีปัญหาบางอย่างที่เกิดขึ้นช่วงที่ผ่านมา  ซึ่งหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งเพื่อให้บ้านเมืองสงบสุข ตามวิสัยทัศน์ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ที่ว่าประเทศมั่นคง ประชาชนมั่งคั่งอย่างยั่งยืน การก้าวข้ามผ่านปัญหาความแตกแยกนั้น คสช.จะดำเนินการปฏิรูปประเทศ และยุทธศาสตร์ระยะยาวที่มีความคืบหน้าตามลำดับอาจส่งผลกระทบต่อกลุ่มผลประโยชน์และกลุ่มการเมืองบ้าง แต่จำเป็นต้องให้ประเทศพัฒนาต่อไป การดำเนินการจะสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับความร่วมมือและความเสียสละของทุกคน

            พล.อ.อุดมเดช กล่าวต่อว่า ส่วนเหตุระเบิดราชประสงค์และท่าเรือสาทรคงจะยังไม่สามารถที่จะบอกได้ชัดเจนว่าเป็นการกระทำของกลุ่มใดและสาเหตุใด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นสร้างความเจ็บปวด และร้ายแรงต่อประเทศชาติ จากข้อมูลพบว่าผู้ก่อเหตุวางแผนเตรียมการเป็นอย่างดีและกระทำเป็นกระบวนการมุ่งทำลายเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว รวมถึงความเชื่อมั่นจากนานาชาติที่มีต่อประเทศเรา ทั้งนี้พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรมว.กลาโหมมอบหมายให้ตนจัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์เป็นการเฉพาะ เพื่อประเมินสถานการณ์และประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน ได้แก่ งานติดตามสถานการณ์ งานรักษาความสงบเรียบร้อย งานสืบสวนคดีความและดำเนินการตามกฎหมาย งานให้การช่วยเหลือผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต และงานรักษาพยาบาล

            สำหรับการสืบสวนนั้นได้มอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นหน่วยรับผิดชอบหลัก และมีหน่วยงานความมั่นคง ทั้งไทยและมิตรประเทศให้การสนับสนุนข้อมูลบางอย่างที่มีความคืบหน้าไปมาก ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจมีข้อมูลมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้ทั้งหมด เพราะจะส่งผลต่อรูปคดี และเราต้องสร้างหลักประกันความเชื่อมั่นด้านการรักษาความปลอดภัย โดย สั่งการให้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) เพิ่มความเข้มข้นจัดตั้งจุดตรวจจุดสกัดเพิ่มเติม ทั้งในกทม.และต่างจังหวัด รวม 600 จุด มีสายตรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบตรวจตราสถานที่ท่องเที่ยว สนามบิน รถไฟฟ้าและแหล่งชุมชน เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายทำงานเต็มที่ อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวมากนัก ขณะนี้กลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวมากเหมือนเดิมก่อนเกิดเหตุการณ์ 

            “รัฐบาลและคสช.ขอแสดงความเสียใจกับญาติ  ผู้ที่ได้รับความสูญเสีย และครอบครัวผู้ที่สูญเสียทั้งหมด เชื่อว่าคนไทยทั้งหมดรู้สึกเศร้าต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำของคนที่คิดร้ายต่อป้านเมืองของเรา เพราะต้องการให้สังคมเกิดปัญหา ดังนั้นเราต้องร่วมมือร่วมใจกันสร้างให้ประเทศเข้มแข็งทุกด้าน เพราะทางราชการไม่สามารถทำได้ หากไม่ได้รับความร่วมมือจากทุกคน นายกฯเคยกล่าวไว้ว่าเราจะเติบโตและแข็งแกร่งไปด้วยกัน เพราะนี่คือบ้านของเรา และประเทศของชาติ” พล.อ.อุดมเดช กล่าว