ข่าว

‘บวรศักดิ์’ฝากถึงสปช.รธน.ไม่ผ่าน?ใครได้...ใครเสีย!

‘บวรศักดิ์’ฝากถึงสปช.รธน.ไม่ผ่าน?ใครได้...ใครเสีย!

01 ก.ย. 2558

‘บวรศักดิ์’ฝากถึงสปช.รธน.ไม่ผ่าน?ใครได้...ใครเสีย!

           มีการตั้งคำถามถึงร่างรัฐธรรมนูญที่ถูกส่งผ่านไปยังสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อลงมติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในการประชุมวันที่ 6 กันยายนนี้ ว่า เป็นการปฏิรูปประเทศหรือเพียงแค่เปิดทางให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สืบอำนาจต่อไปโดยพะยี่ห้อใหม่เท่านั้น

           เรื่องนี้ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวบรรยายพิเศษในงานสัปดาห์แห่งการเรียนรู้ จัดโดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง เล่ารัฐธรรมนูญ โดยได้เปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 และรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ตอนหนึ่งว่า

           ความสำเร็จของรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา มีอยู่ 3 ข้อ คือ 1.การใช้ความรู้มากกว่าความรู้สึก ด้วยการใช้ความรู้ ความเข้าใจปัญหาเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ไข 2.การเคลื่อนไหวทางสังคม ที่ประชาชนให้การสนับสนุนเนื้อหา แม้นักการเมืองจะไม่เห็นชอบแต่ก็เห็นด้วยเพราะประชาชนต้องการ โดยปี 2540 มีปรากฏการณ์การชูธงเขียว และ 3.ผู้มีอำนาจ โดยในปี 2540 ผู้มีอำนาจของรัฐสภา และสภาร่างรัฐธรรมนูญ ถึงแม้จะมีความเห็นที่ไม่ตรงกันแต่ก็ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ไม่เล่นกันเอง โดยมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

           “ขณะที่ในปัจจุบันผมไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะตั้งแต่มีร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันออกมา พบว่ามีแต่เสียงก่นด่าสารพัด ทั้งจากนักการเมือง และจากคนกันเอง ซึ่งถือว่าเป็นธรรมดาตามเสรีภาพที่บุคคลสามารถแสดงความเห็นหรือวิจารณ์ได้ และต้องยอมรับว่า กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบันโดนทุกรูปแบบ ซึ่งเข้าใจว่าเป็นธรรมดาของการเมืองที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่อยากมานั่งในสภา ซึ่งต่างจากการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง”

           หากมองย้อนไปเมื่อปี 2540 แม้ขณะนั้นอำนาจจะอยู่ที่พรรคการเมือง แต่ประชาชนต้องการ ทำให้พรรคการเมืองลงมติให้ผ่าน แม้เขาไม่เห็นด้วยสักคน แต่วันนี้เป็นอำนาจของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทั้ง 247 คน และ คสช. ฐานะแม่น้ำสายที่ 1 ว่าจะเอาหรือไม่เอา

           "ผมรับได้ทั้งนั้น และขอให้คิดให้ดี เมื่อไม่ผ่านใครได้ ใครเสีย ขอให้ผู้มีปัญญาจงไปคิดคำถามนี้ และหาคำตอบให้ลึกซึ้งว่า หากไม่ผ่าน สปช. หรือไม่ผ่านประชามติ ใครได้ใครเสีย ขอคิดให้ลึกซึ้ง และจะตอบตัวเองได้ สำหรับผมรับได้ทั้งสิ้น”

           กระนั้นก็ดี นิด้าโพลเปิดเผยผลสำรวจความเห็นประชาชนออกมาว่า ร้อยละ 40 อยากให้ สปช.ผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ตนก็รับได้ทั้งนั้น แต่หากถามใจลึกๆ ก็อยากให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นสัญญาประชาคม ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นสัญญาประชาคมได้จริงก็ต่อเมื่อประชาชนฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยเป็นผู้ตัดสิน

           เมื่อมีการทำประชามติ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจึงกล้าที่จะเขียนเรื่องระบอบประชาธิปไตยในระยะเปลี่ยนผ่าน 5 ปี แต่ถ้าไม่มีประชามติ เราไม่กล้าเขียนเด็ดขาด..!!

           “ขออย่ากล่าวหาว่าร่างรัฐธรรมนูญมีหมกเม็ด เพราะผมเองก็พร้อมเปิด และพร้อมอธิบายให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 49 ล้านคน ฟังและตัดสินใจด้วยตนเองว่าจะลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ดังนั้นเสียงประชามติคือเสียงพิพากษาสุดท้าย ดังนั้นผู้แทนของปวงชนควรฟังเสียงปวงชนด้วย”

           กระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาไม่มีการลงมติหรือโหวตในเนื้อหาใด เพราะกังวลว่าจะมีการล็อบบี้เกิดขึ้น ซึ่งในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญหลายเรื่อง ตนในฐานะผู้ทำหน้าที่ประธานกมธ. ไม่สามารถชี้นำใดๆ ได้ และมีหลายเรื่องที่แพ้

           ประธานกมธ.ยกร่างฯ ยกตัวอย่างด้วยว่า เช่น กรณีที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติขัดแย้งกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) นอกจากจะเสนอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความแล้ว ตนเสนอให้ ครม. หรือคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ ส่งประชาชนเพื่อให้ออกเสียงประชามติ ปีละไม่เกิน 1 ครั้ง แต่เขาไม่ยอม จึงแพ้มติ

           ดังนั้นในความเป็นผู้นำหรือภาวะผู้นำการร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2558 มีความต่างจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 เพราะตอนปี 2540 อาศัย อุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานรัฐสภา และ  อานันท์ ปันยารชุน อดีตประธานกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่ปี 2558 มีเพียง เทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 36 คน ที่ร่วมเป็นกลุ่มเดียว

           แม้จะมีผู้ยกย่องให้เป็นอรหันต์ทองคำ แต่ข้อเท็จจริงไม่ใช่ เพราะระดับโสดาบันยังเป็นไม่ได้...!!!

           ขณะที่ อลงกรณ์ พลบุตร สมาชิก สปช. กล่าวระหว่างการเสวนาหัวข้อเรื่อง “ขับเคลื่อนวาระปฏิรูปประเทศ” ว่า เข้าใจความรู้สึกของพรรคการเมืองว่าเหตุใดจึงไม่เห็นด้วยกับการมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ซึ่งมองได้ 2 มุมด้วยกัน

           1.มุมการเมือง เพราะการที่มีรัฐบาลมีสภามาจากการเลือกตั้งแล้ว ยังมีองค์กรที่มีอำนาจรัฏฐาธิปัตย์เหนือรัฐบาล และ 2.พรรคการเมืองคุ้นเคยกับการมีรัฐบาล สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา มีองค์กรอิสระ ซึ่งเขามองว่าภารกิจการปฏิรูปเป็นของรัฐบาล

           อย่างไรก็ตาม ถ้าพรรคการเมืองมีความเป็นประชาธิปไตยเพียงพอคงรักษาประชาธิปไตยไว้ได้ หากมีความซื่อสัตย์คงไม่เกิดการรัฐประหาร และหากไม่แบ่งแยกประชาชนคงไม่เกิดการยึดอำนาจ

           วันนี้พรรคการเมืองต้องตอบคำถามว่า ที่ผ่านมาทำไมรักษาประชาธิปไตยไว้ไม่ได้ เหตุใดจึงเกิดการคอร์รัปชั่น และเหตุใดจึงแบ่งแยกประชาชน ส่วนการบริหารราชการเหตุใดจึงไม่เกิดการปฏิรูป จึงทำให้ ประเทศไทยไม่ได้พัฒนาประชาธิปไตยมา 83 ปีแล้ว แต่ตกอยู่ในระบบประชาธิปไตยแบบผู้แทน เมื่อเลือกตั้งเสร็จแล้วก็เป็นเรื่องของพรรคการเมืองทั้งหมด

           ส่วนร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัย ได้แก่ 1.เนื้อหารัฐธรรมนูญ 2.เหตุการณ์สถานการณ์ทางการเมืองที่จะตามมาหลังจากมีรัฐธรรมนูญ เพราะช่วงนี้อยู่ในสภาวะที่ไม่ปกติ ซึ่งส่วนตัวมีโอกาสได้ร่วมยกร่างรัฐธรรมนูญ 40 หากถามว่าเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเป็นประชาธิปไตยมากกว่าปี 40 หรือเปล่า ก็เป็นเรื่องที่ตอบลำบาก...???

           ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เหมาะสมกับสถานการณ์ความขัดแย้งแตกแยกมากกว่า เพราะสถานการณ์ปัจจุบันมี 2 พรรคการเมืองใหญ่ที่ผู้สนับสนุนมากกว่า 20 ล้านคน ออกมาตั้งธงคัดค้านไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญนี้

           สถานการณ์ปี 40 มีแค่พรรคการเมืองเดียวที่คัดค้านยังผ่านได้ยาก แต่คราวนี้มีถึง 2 พรรคที่คัดค้าน ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย...!!!