
คาดสปช.สายวิชาการโหวตไม่รับรธน.
คาดสปช.สายวิชาการโหวตไม่รับรธน. ทิวาหวั่นคปป.สร้างปัญหาร้ายแรง ขณะที่ สุเทพแถลงจุดยืนร่างรธน.1ก.ย.นี้
31ส.ค.2558 นายทิวา การกระสัง สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) บุรีรัมย์ กล่าวถึงกระแสการลงมติร่างรัฐธรรมนูญของสมาชิกสปช.ในวันที่6ก.ย.นี้ ว่า ยังไม่แน่นอนเพราะยังมีสมาชิกจำนวนหนึ่งที่ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะโหวตรับหรือไม่ ซึ่งกลุ่มชี้ขาดโดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นนักวิชาการ นักรัฐศาสตร์ หรือนักกฎหมาย ที่มีการแสดงท่าทีเพิ่มมากขึ้น เช่น นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ และนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ที่ระบุว่า แม้โดยภาพรวมของร่างรัฐธรรมนูญจะดูดี แต่ปัญหาจากการกำหนดคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและการปรองดองแห่ง ชาติ (คปป.)จะทำให้กลายเป็นปัญหาร้ายแรงในอนาคตตามมา จึงเชื่อว่า สปช.ที่เป็นนักวิชาการจะตัดสินใจ ลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในที่สุด เพราะหากรับไป ก็ไม่สามารถนำไปสอนนักศึกษาได้อีกต่อไปว่า อำนาจอธิปไตยสูงสุดเป็นของปวงชนชาวไทย
นายทิวา กล่าวว่า นอกจากนี้ ปัจจัยที่จะส่งผลต่อการลงมติในช่วงโค้งสุดท้ายคือ สถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันที่ชัดเจนแล้วว่า พรรคการเมือง2พรรคใหญ่ไม่เอาด้วย พร้อมทั้งเสนอว่า ยอมเสียเวลาอีกราว6เดือนได้ เพื่อให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ดีกว่าเดิมขึ้นมา ซึ่งสะท้อนว่า หากร่างรัฐธรรมนูญผ่านสปช.ไป ก็ค่อนข้างแน่นอนว่าจะถูกคว่ำในชั้นประชามติและเมื่อถึงตอนนั้น ก็อาจจะมีคนไปฟ้องเรียกค่าเสียหายของงบประมาณที่ใช้ในการทำประชามติกว่า3,500ล้าน ไปอย่างสูญเปล่า เอาจากสปช.ได้อีกด้วย
ไพบูลย์ชี้กมธ.ยกร่างฯลงมติร่างรธน.ได้
นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ(กมธ.ยกร่างฯ) กล่าวถึงกรณีที่นายเฉลิมศักดิ์ กาญจนศิราธิป ทนายความ ได้ยื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดินให้วินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิ์ของกมธ.ยกร่างฯ ที่เป็น สปช. จำนวน 21 คน ในเรื่องของสิทธิการลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ เป็นการทำหน้าที่ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ว่าขอยืนยันเอกสิทธิ์ในการลงมติ เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ประกอบกับมาตรา 31 วรรคท้าย ได้ระบุถึงสิทธิการลงมติของสปช. ซึ่งเป็นเอกสิทธิ์ที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย และในประเพณีที่ผ่านมาก็เป็นเอกสิทธิ์ของสมาชิกในสภานั้นๆ ที่จะลงมติร่างรัฐธรรมนูญได้ จึงไม่ควรอ้างเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน และไม่ควรนำมาใส่ร้ายกัน ซึ่งการแสดงความเห็นว่าจะคว่ำร่างรธน.หรือให้ผ่านเป็นเรื่องสิทธิแต่ละคน แต่ถ้ามีความพยายามที่จะละเมิดสิทธิในเรื่องนี้ ตนเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ
นายไพบูลย์ ได้กล่าวว่า มีขบวนการที่พยายามล้มล้างรัฐธรรมนูญ โดยมีความเกี่ยวข้องกับบุคคลในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และอาจมีสมาชิก สปช. บางส่วนร่วมด้วย ซึ่งขบวนการดังกล่าวนี้ มีส่วนเกี่ยวข้องที่เป็นเบื้องหลัง ตั้งแต่การทำให้ สปช. สิ้นสุดการทำหน้าที่ ตามเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่มีการแก้ไข รวมถึงมีการแอบอ้างหลายภาคส่วนซึ่งอาจกระทบต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยส่วนตัวมองว่าการกระทำดังกล่าว มีจุดประสงค์เพื่อให้ได้อำนาจเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามในฐานะเป็น กมธ.ยกร่างฯ และเป็น สปช. ก็จะดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้ต่อไป
สุเทพแถลงจุดยืนร่างรธน.1ก.ย.นี้
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ๋ เลขาธิการมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย เปิดเผยว่า ในวันที่ 1 ก.ย.เวลา 9.30 น.เป็นต้นไป ณ โรงแรมอินเตอร์คอนฯ ราชประสงค์ ห้องพินนาเคิล 4-5 ชั้น 4 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิฯ จะเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้พูดคุยซักถามถึงจุดยืนของมูลนิธิฯในฐานะตัวแทนมวลมหาประชาชนเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นการเปิดเผยจุดยืนและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในข้อสรุปต่าง ๆ หลังจากที่กรรมการมูลนิธิฯได้มีการหารือเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เช่นเดียวกับที่บุคคลและองค์กรอื่น ๆ ได้แสดงจุดยืนไปแล้ว
เวทีปฏิรูปอัดพรรคการเมืองติดกับดักตัวเอง
ที่รัฐสภา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จัดกิจกรรมสัปดาห์แห่งการเรียนรู้ ซึ่งมีการเสวนาหัวข้อเรื่อง “ขับเคลื่อนวาระปฏิรูปประเทศ” โดยมีนายอลงกรณ์ พลบุตร และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ร่วมบรรยาย โดย นายอลงกรณ์ กล่าวว่า เราต้องมีรัฐธรรมนูญที่มีการปฏิรูปจะคิดแบบเดิมไม่ได้ แม้ว่าสปช.จะมีเวลาแค่ 11 เดือน ทำงานได้เพียง 4 ใน 5 จากที่หวังไว้ แต่งานที่สำคัญที่เสร็จสมบูรณ์ คือ การจัดทำพิมพ์เขียวประเทศหรือแผนแม่บทการปฏิรูปประเทศ ซึ่งได้ส่งมอบให้กับรัฐบาลแล้ว เพราะการปฏิรูปที่ผ่านมาทุกฝ่ายไม่ลงมือดังนั้นหากจะขับเคลื่อนการปฏิรูปให้สำเร็จต้องมีพิมพ์เขียวประเทศ ซึ่งการปฏิรูปได้มีการวางไว้ 3 กรอบ คือ 1ปฏิรูปได้ทันที 2. ปฏิรูปเสร็จในวาระของสปช. และ.3.เรื่องปฏิรูปที่ต้องใช้เวลานาน เช่น การปฏิรูปการศึกษา ดังนั้น ช่วงเวลาของการปฏิรูปจึงไม่สามารถเขียนในรัฐธรรมนูญแบบปลายเปิดได้ เพราะจะถูกกล่าวหาว่ารองรับอำนาจรัฐประหาร ซึ่งวันที่ 6 ก.ย.นี้ที่เป็นวันที่สปช.จะโหวตร่างรธน. ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะรับหรือไม่ หากไม่รับก็ต้องรอ 180 วัน เพื่อให้รัฐบาลแต่งตั้งกมธ.ยกร่างฯมายกร่างกันใหม่
นายอลงกรณ์ กล่าวว่า ตนเข้าใจความรู้สึกของพรรคการเมือง ว่าเหตุใดจึงไม่เห็นด้วยกับการมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ(คปป.) . ซึ่งมองได้ 2 มุม คือ มุมการเมือง เพราะการที่มีรัฐบาล มีสภาจากการเลือกตั้งแล้ว ยังมีองค์กรที่มีอำนาจรัฏฐาธิปัตย์เหนือรัฐบาล และ2.พรรคการเมืองคุ้นเคยกับการมีรัฐบาล สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา มีองค์กรอิสระ ซึ่งเขามองว่าภารกิจการปฏิรูปเป็นของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ตนเห็นว่าถ้าพรรคการเมือง มีความเป็นประชาธิปไตยเพียงพอคงรักษาประชาธิปไตยไว้ได้ หากมีความซื่อสัตย์คงไม่เกิดการรัฐประหาร และหากไม่แบ่งแยกประชาชนคงไม่เกิดการยึดอำนาจ วันนี้พรรคการเมืองต้องตอบคำถามว่า ที่ผ่านมาทำไมรักษาประชาธิปไตยไว้ไม่ได้ เหตุใดจึงเกิดการคอร์รัปชั่น และเหตุใดจึงแบ่งแยกประชาชน ส่วนการบริหารราชการเหตุใดจึงไม่เกิดการปฏิรูป จึงทำให้ ประเทศไทยไม่ได้พัฒนาประชาธิปไตยมา 83ปีแล้ว แต่ตกอยู่ในระบบประชาธิปไตยแบบผู้แทน เมื่อเลือกตั้งเสร็จแล้วก็เป็นเรื่องของพรรคการเมืองทั้งหมด
“พรรคการเมืองยังไม่ใช่สถาบันการเมืองอย่างแท้จริง บางพรรคที่ดูจะเป็นสถาบันการเมืองก็ยังมีคุณตา คุณปู่ คอยควบคุมอยู่ตลอดไม่เกิดการพัฒนา บางพรรคยังยืนอยู่ภายใต้ทุนทางการเมือง นักการเมืองติดกับดักตัวเองตกเป็นทาสของระบบ ทำให้ตกอยู่ในอิทธิพลของทุนการเมือง เพราะต้องแข่งขันเพื่อช่วงชิงชัยชนะ ดังนั้น การปฏิรูปต้องพัฒนาให้เป็นประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม พิมพ์เขียวเรื่องการปฏิรูปพรรคการเมือง จะช่วยให้นักการเมืองปลดแอกจากสภาพที่เป็นอยู่ “นายอลงกรณ์ กล่าว
นายอลงกรณ์ กล่าวต่ออีกว่า ส่วนร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัย ได้แก่ 1.เนื้อหารัฐธรรมนูญ 2.เหตุการณ์สถานการณ์ทางการเมืองที่จะตามมาหลังจากรัฐธรรมนูญ เพราะช่วงนี้อยู่ในสภาวะที่ไม่ปกติ ซึ่งส่วนตัวมีโอกาสได้ร่วมยกร่างรัฐธรรมนูญ 40 หากถามว่าเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเป็นประชาธิปไตยมากกว่าปี 40 หรือเปล่า ก็เป็นเรื่องที่ตอบลำบาก แต่ยืนยันว่ารัฐธรรมนูญว่าเหมาะสมกับสถานการณ์ความขัดแย้งแตกแยกมากกว่า เพราะสถานการณ์ปัจจุบันมี 2 พรรคการเมืองใหญ่ที่ผู้สนับสนุนมากกว่า 20 ล้านคน ออกมาตั้งธงคัดค้านไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งปี 40 มีแค่พรรคการเมืองเดียวที่คัดค้านยังผ่านได้ยาก แต่คราวนี้มีถึง 2 พรรคที่คัดค้านย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย
ด้านนายกอบศักดิ์ กล่าวว่า การปฏิรูปไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา 5 ปี 10 ปี ซึ่งครั้งนี้สปช.ได้ขับเคลื่อนแนวคิดการปฏิรูปในระดับหนึ่งแล้ว โดย 11 เดือนที่สปช.ได้ทำหน้าที่ ถือว่าได้ทำสิ่งที่ครอบคลุมประเด็นหลักๆของประเทศเกือบทั้งหมด ส่วน คปป. ที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์นั้น สปช.เห็นว่า ควรมีองค์กรที่จะทำหน้าที่ปฏิรูป ขับเคลื่อนให้การปฏิรูปบรรลุเป้าหมาย วันนี้ต้องยอมรับความจริงว่า ประเทศไทยยังทะเลาะกันอยู่ และแม้ว่าจะเข้าสู่ระบบปกติความขัดแย้งก็จะกลับมาอีก จึงเป็นที่มาขององค์กรที่จะต้องมาดูแลเรื่องความปรองดอง จึงเกิด คปป.ขึ้นมาเพื่อดูและในระหว่างการเปลี่ยนผ่าน ทั้งนี้ ยืนยันว่า คปป.ไม่ได้ถูกเสนอมาในนาทีสุดท้าย แต่เป็นวิวัฒนาการของแนวคิดโดยมาจากการรวบรวมความเห็นของทุกคน ประเด็นนี้เป็นการสร้างความปรองดองของประเทศ เพราะไม่เคยเห็นพรรคเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ ปรองดองกันมานานมากแล้ว
สมชายเปิดบ้านแกนนำพท.เข้าอวยพรวันเกิด
นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ เปิดบ้านให้เข้าอวยพรวันเกิดครบ 68 ปี โดยมีอดีตรัฐมนตรี แกนนำพรรคเพื่อไทย แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา และอดีตส.ส. อาทิ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา นายปลอดประสพ สุรัสวดี นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล อดีตรองนายกฯ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ นายวราเทพ รัตนากร อดีตรมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ อดีตรมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นายชูศักดิ์ ศิรินิล หัวหน้าคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรองหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา เป็นต้น ทยอยเดินทางเข้าอวยพรวันเกิดตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา ขณะที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ เดินทางมาถึงในเวลา 11.15 น. เมื่อมาถึงนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ภริยานายสมชาย ในฐานะพี่สาวได้เดินเข้ามาต้อนรับพร้อมสวมกอด จากนั้นน.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้นำกระเช้าเข้าอวยพรนายสมชายพร้อมทั้งกล่าวอวยพรว่าขอให้ท่านโชคดี ประสบความสำเร็จทุกอย่าง สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง
จากนั้นนายสมชาย กล่าวถึงร่างรัฐธรรมนูญว่า เรื่องดังกล่าวมีคนวิพากษ์วิจารณ์กันมาก ซึ่งควรเปิดโอกาสให้ทุกคนแสดงความเห็นเนื่องจากเป็นกฎหมายสูงสุดที่ใช้ปกครองประเทศ ขณะที่ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย อำนาจสูงสุดต้องเป็นของประชาชน ทั้งนี้ขอฝากว่ารัฐธรรมนูญจะต้องออกมาเป็นที่ยอมรับของประชาชนและนานาชาติ เพราะเราไม่ได้อยู่ในโลกนี้เพียงประเทศเดียว ดังนั้นอะไรที่เห็นว่าเป็นปัญหาในรัฐธรรมนูญก็ขอให้แก้ไข ขณะที่ประชาชนจะต้องให้ความสนใจ ช่วยกันศึกษาและติดตามร่างรัฐธรรมนูญอย่างใกล้ชิด ส่วนการทำประชามตินั้น ตนคงไม่พูดชี้นำว่าควรจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เชื่อว่าประชาชนสามารถตัดสินใจเองได้ และอะไรที่เป็นปัญหาขอให้ช่วยกันแสดงออก
เมื่อถามว่าคสช.ควรยกเลิกประกาศเพื่อให้พรรคการเมืองสามารถเคลื่อนไหวทำกิจกรรมโดยเฉพาะเรื่องของรัฐธรรมนูญ นายสมชาย กล่าวว่า อยากให้คสช.เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองสามารถชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้
เมื่อถามถึงคณะการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ(คปป.) นายสมชาย กล่าวว่า เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหม่ที่ยังไม่เคยเห็นบางคนอาจจะรู้สึกโอเค แต่บางคนอาจจะตกใจ แต่อยากให้ยึดโยงกับประชาชน เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่ใช้ปกครองบ้านเมืองในระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นประชาชนต้องเป็นใหญ่ ต้องให้อำนาจประชาชนตัดสินอนาคตตัวเอง
เมื่อถามถึงความคืบหน้าในคดีสลายการชุมนุมปี 52 นายสมชาย กล่าวว่า เรื่องคดีความจริงเขาก็ไม่อยากให้มาสัมภาษณ์ ตนก็พยายามจะพูดในสิ่งที่ไม่ละลาบละล้วงอำนาจศาล คือ ซึ่งวันที่ 30 ต.ค.จะมีการนัดตรวจพยาน ทั้งนี้ พยานจะมีทุกส่วน ทุกฝ่ายที่เห็นเหตุการณ์เพื่อให้ศาลได้รับทราบข้อเท็จจริงก็เป็นหน้าที่ของศาลที่จะไต่สวนเพื่อหาความจริงให้ได้
วิชาห่วงร่างรธน.ตัดอำนาจป.ป.ช.
นายวิชา มหาคุณ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แสดงความเป็นห่วงร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 254(3) ว่า มีการจำกัดอำนาจ ป.ป.ช.จากเดิมที่ประชาชนสามารถร้องเรียนการทุจริตในระดับผู้อำนวยการกองหรือเทียบเท่าขึ้นไป มาเป็นไต่สวนเฉพาะระดับหัวหน้าหน่วยงานรัฐเท่านั้น เท่ากับว่าป.ป.ช.จะรับคำร้องเรียนได้เฉพาะกรณีปลัดกระทรวง อธิบดี หรือ ผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งจะกระทบต่อการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างยิ่งและทำให้ประชาชนเสียประโยชน์ ทำให้ระบบการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเสียหาย ไม่สามารถใช้เรื่องการกันคนตัวเล็กตัวน้อยไว้เป็นพยานได้ ซึ่งจะทำให้สาวไปไม่ถึงผู้บงการใหญ่ แตกต่างจากอำนาจเดิมที่ ป.ป.ช.มีอยู่แต่ในขณะนี้คงไม่สามารถดำเนินการอะไรได้แล้ว เพราะอยู่ในขั้นที่ สปช.จะมีมติรับหรือไม่รับร่างทั้งฉบับ เหลือเพียงแค่การเขียนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเท่านั้นว่าจะเขียนอย่างไรเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการปราบปรามการทุจริตมากกว่านี้ แต่ก็เป็นเรื่องยากเนื่องจากกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญจะขัดรัฐธรรมนูญไม่ได้ อย่างไรก็ตามได้รับคำชี้แจงว่าจะมีการยกระดับ ป.ป.ท.เป็นองค์กรอิสระเหมือนกับ ป.ป.ช. ซึ่งก็ต้องคอยดูกันต่อไป
ส่วนกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญเพิ่มบทบัญญัติเกี่ยวกับการอุทธรณ์คดีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสินแล้ว โดยให้อุทธรณ์ในข้อกฎหมายได้ด้วยและเปลี่ยนผู้พิจารณาจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเป็นการตั้งองค์คณะมาพิจารณาใหม่นั้น นายวิชากล่าวว่า จะทำให้เกิดความยุ่งยากต่อระบบยุติธรรม ที่เคยใช้บรรทัดฐานทางกฎหมายโดยยึดคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นหลัก แต่กรณีนี้ถ้าองค์คณะของศาลฎีกาที่ตั้งขึ้นใหม่ มีความเห็นข้อกฎหมายที่แตกต่างไปจากองค์คณะเดิม จะทำให้เกิดปัญหาตามมาว่าจะยึดบรรทัดฐานใด นอกจากนี้การที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ก็มีคำถามว่าป.ป.ช.จะมีกลไกใดตรวจสอบบุคคลในคปป.หรือไม่นั้น คงจะนำกลไกใหม่เหล่านี้มาเทียบเคียงกับเมื่อครั้งสปช.เข้ารับตำแหน่ง ซึ่งป.ป.ช.เคยวินิจฉัยว่า สปช.ไม่ต้องแจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. เนื่องจากทำหน้าที่ต่างกัน
อุเทนเบรกฝ่ายการเมืองรณรงค์คว่ำร่างรธน.
นายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย กล่าวถึงการเคลื่อนไหวของฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะ 2 พรรคการเมืองใหญ่ที่แสดงท่าทีไม่ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญจัดทำเสร็จและกำลังเข้าสู่การลงมติของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในวันที่ 6 ก.ย.นี้ว่า โดยส่วนตัวก็ไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญในหลายประเด็น โดยเฉพาะในส่วนของ คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) และการได้มาซึ่ง ส.ส.และ ส.ว. แต่ขณะเดียวกันก็มองว่าฝ่ายการเมืองไม่ควรออกมาแสดงท่าที หรือเรียกร้องให้มีการลงประชามติเพื่อรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ควรอยู่เฉยๆมองดูห่างๆ เพราะอาจถูกกล่าวหาว่าออกมาเคลื่อนไหว เนื่องจากมีส่วนได้ส่วนเสีย ต้องการความได้เปรียบในการเลือกตั้ง ที่สำคัญหากร่างรัฐธรรมนูญผ่าน สปช.และการลงประชามติไปได้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (สปช.) ก็จะบอกว่า ประชาชนสนับสนุนและเห็นดีด้วย จึงเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในทางกลับกันหากผลประชามติไม่เห็นชอบ ก็อาจจะถูกนำมาอ้างว่า ไม่ต้องการเลือกตั้ง ไม่ต้องการนักการเมือง และยังอยากให้ คสช.อยู่บริหารประเทศต่อไป
“ประชาชนต่างมีหูมีตา และคิดเองได้ ไม่จำเป็นต้องไปชี้นำใดๆทั้งสิ้น เพราะไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเช่นไร ก็เข้าทาง คสช. ที่จะหยิบไปเป็นข้ออ้างที่เข้าข้างตัวเองได้ เพราะต้องการใช้ประชาชนเป็นตัวประกันอยู่แล้ว ขณะที่ผลเสียก็จะตกกับฝ่ายการเมืองเท่านั้น” นายอุเทน กล่าว
นายอุเทน ยังกล่าวฝากไปถึง สปช.ด้วยว่า อยากให้ สปช.คิดไตร่ตรองให้ดีถึงเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ การร่างออกมาในลักษณะนี้ที่มีหลายมาตราเปิดทางให้หัวหน้า คสช.สืบอำนาจต่อไป ซึ่งจะทำให้ คสช.เป็นเป้าโจมตีและหมดความสง่างาม โดยที่ คสช.เองอาจไม่ทราบก็เป็นได้ ส่วนตัวยังเชื่อมั่นในตัว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ว่าต้องการเห็นบ้านเมืองสุขสงบร่มเย็น แต่เกรงว่าจะเสียคน เพราะมีพวกช่างคิดช่างประจบมากเกินไป ที่สำคัญรัฐธรรมนูญถือเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ จึงต้องใตร่ตรองให้มากคิดให้หนักก่อนรับหรือไม่รับ ต้องนึกถึงผลประโยชน์ชาติมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตัว เพราะหากมีการประกาศใช้ก็จะถือเป็นตัวกำหนดทิศทางของประเทศที่สำคัญไปอีกหลายปี ดังนั้น สปช.จึงควรคิดถึงสิ่งที่ดีที่สุดต่อประเทศชาติ มากกว่าใบสั่งของใคร หรือเป็นการตอบแทนที่ คสช.แต่งตั้งเข้ามา รวมทั้งความหวังที่จะได้มีงานทำต่อในยุคของ คสช.
“ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีแนวโน้มที่จะสร้างความแตกแยกของคนในชาติต่อไป ไม่สามารถสร้างความปรองดองได้ตามที่ คสช. เคยประกาศไว้แต่ต้น ขอเตือนอีกครั้งว่า ไม่มีที่ไหนประเทศใดเขียนรัฐธรรมนูญลักษณะนี้ ที่ผ่านมาการเขียนรัฐธรรมนูญของประเทศไทยได้สร้างความสับสนและความเสียหายให้กับบ้านเมืองมากพอแล้ว” นายอุเทน ระบุ



