ข่าว

'บุษบา'ชูนวัตกรรมผสมงานดีไซน์ยกระดับผ้าขาวม้าไทยสู่ตลาดสากล

'บุษบา'ชูนวัตกรรมผสมงานดีไซน์ยกระดับผ้าขาวม้าไทยสู่ตลาดสากล

31 ส.ค. 2558

'บุษบา'ชูนวัตกรรมผสมงานดีไซน์ ยกระดับ'ผ้าขาวม้าไทย'สู่ตลาดสากล : เรื่อง:อนัญชนา สาระคู ภาพ:วัชรชัย คล้ายพงษ์

           ทุกวันนี้เราได้เห็นสินค้าไทยติดลมบนในตลาดสากล โดยเฉพาะในกลุ่ม “ผ้าไทย” ที่สื่อได้ถึงเอกลักษณ์ความเป็นไทยอย่างแบรนด์ “จิม ทอมป์สัน” และ “นารายา” ซึ่งน่าภาคภูมิใจอย่างยิ่ง แต่จะเป็นที่น่ายินดีมากขึ้นไปอีกหากจะมีอีกหลายๆ แบรนด์ไทยได้ขึ้นไปเทียบชั้น อวดสายตาชาวโลก

           หนึ่งในจำนวนหลายๆ แบรนด์ไทยที่ฝันจะก้าวเข้าไปสู่ระดับสากลอย่างรุ่นพี่ที่ทำได้สำเร็จมาแล้ว นั่นก็คือแบรนด์ “บุษบา” โดยบริษัท บุษบา คราฟท์ แอนด์ ดีไซน์ จำกัด ที่แม้ขณะนี้อาจยังเดินเตาะแตะในสนามธุรกิจ แต่ก็มีความชัดเจนในเป้าหมายด้วยตำแหน่งของสินค้าที่อยู่ตรงกลางระหว่าง 2 แบรนด์ดังที่เอ่ยมาก่อนหน้า ด้วยการสร้างจุดเด่นคือการนำ “ผ้า” ซึ่งมีเรื่องราวของวัฒนธรรมไทย มาผนวกเข้ากับนวัตกรรม และการออกแบบ (ดีไซน์) สร้างสรรค์มาเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ในกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์

           “เราพยายามอยู่ แต่การที่เราจะไปถึงจุดนั้นได้ จะต้องไม่หยุดในการพัฒนา คือการพัฒนางานผ้า และก็คงไม่ได้หยุดแค่ผ้าขาวม้าอย่างเดียว แต่จะพัฒนาผ้าวัฒนธรรมอื่นๆ ที่เหมาะสมกับคาแรคเตอร์ของบุษบา เพื่อทำให้สินค้ามีความเป็นสากลมากขึ้น” พรเทพ แซ่ลี้ ผู้ก่อตั้ง บริษัท บุษบา คราฟท์ แอนด์ ดีไซน์ กล่าวถึงเป้าหมายใหญ่ จากจุดเริ่มต้นที่นำ “ผ้าขาวม้า” มาใส่นวัตกรรมและผลิตออกมาเป็นกระเป๋าในรูปแบบต่างๆ

           เขาเล่าว่า แบรนด์ “บุษบา” เปิดตัวที่ตลาดน้ำอโยธยา จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อ 5 ปีที่แล้ว จากแนวคิดการนำ “ผ้าขาวม้า” มาผลิตเป็น “กระเป๋า” และเพิ่มมูลค่าด้วยการใส่นวัตกรรมที่สามารถกันน้ำได้ โดยเริ่มจากการนำพลาสติกมาเคลือบ จากนั้นก็ได้นำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้มากขึ้น ซึ่งถือเป็นเจ้าแรกที่ทำเลยก็ว่าได้เพราะตอนนั้นผ้าขาวม้ายังไม่เป็นที่นิยมนัก ยังไม่มีการนำมาออกแบบเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ที่ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน แต่หลังจากนั้น ช่วงประมาณ 3 ปีให้หลัง ทางรัฐบาลเพื่อไทยถึงจะมีการรณรงค์การใช้ผ้าขาวม้ากันมากขึ้น ความนิยมผ้าขาวม้าจึงกลับมาอีกครั้ง

           อย่างไรก็ตาม ตอนแรกคิดทำกระเป๋าผ้าขาวม้าเป็นแค่งานอดิเรก เพราะตัวเองช่วยดูแลร้านทองของครอบครัวอยู่ จึงไม่ได้มองไปไกลนัก คือตอนนั้นรู้สึกว่าเรามีไอเดียเข้ามา และก็น่าทำ พอทำแล้วก็เห็นสวยดี และบังเอิญก็ได้ทำเลร้านที่ตลาดน้ำอโยธยาด้วย แต่ก็มาเจอกับจุดเปลี่ยนในช่วงน้ำท่วมใหญ่ ทำให้ต้องปิดร้านชั่วคราว ระหว่างนั้นเอง ทางศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (ศ.ศ.ป.) ที่เคยมาเห็นสินค้าเราก็เลยชวนไปออกงานที่เซ็นทรัลเวิลด์ นั่นจึงเป็นครั้งแรกที่ทำให้เราได้เปิดตัวแบรนด์บุษบา ไปสู่สายตาคนจำนวนมากขึ้น ซึ่งมีผลตอบรับค่อนข้างดี มีฝ่ายจัดซื้อมาติดต่อให้นำสินค้าไปวางขายในห้างสรรพสินค้า และทำให้เราเป็นที่รู้จักมากขึ้น อยู่ในสายตาของสื่อต่างๆ

           “เมื่อเริ่มมีงานเข้ามามากขึ้น รวมทั้งงานรับจ้างผลิตด้วยจึงไปจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ซึ่งนี่ก็จะครบ 2 ปีแล้ว เรามียอดขายเติบโตเป็น 100% เมื่อปีที่แล้วบริษัทมียอดขายอยู่ที่ราว 8 ล้านบาท และปีนี้คาดว่าน่าจะได้ราว 16 ล้านบาท ด้วยยอดขายจากการผลิตสินค้าแบรนด์บุษบาเอง และการรับจ้างผลิตสินค้าพรีเมียมสำหรับองค์กรภาคธุรกิจต่างๆ ที่ทำขึ้นมาเพื่อให้เป็นของที่ระลึกแก่ลูกค้า จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางรายได้ที่ทำให้บริษัทเติบโตได้ในปีนี้ สวนทางกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว”

           เมื่อพูดถึงเรื่องผลตอบรับต่อสินค้าแบรนด์ “บุษบา” พรเทพ เล่าว่า เดิมทีตั้งใจว่าลูกค้าเป้าหมายหลักน่าจะเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ แต่ทำไปทำมา กลุ่มผู้ซื้อกว่า 90% คือคนไทย นั่นเป็นเพราะว่าการที่เราเพิ่มคุณสมบัติให้แก่กระเป๋าด้วยการเคลือบพลาสติก ทำให้สีที่ได้ออกมาดูตุ่นๆ และเป็นเงา จึงดูสวยขึ้น อีกทั้งนำมาออกแบบให้สามารถใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน เมื่อนักท่องเที่ยวที่เป็นคนไทยเห็นก็จะสามารถรับรู้ได้ทันที ด้วยความที่เป็นผ้าขาวม้า และยังไม่เคยมีใครผลิตออกมาในลักษณะแบบนี้มาก่อน ผลตอบรับจากคนไทยจึงดีมาก

           ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติจากทางยุโรป อเมริกา เขายังไม่รับรู้แบบคนไทย เขาไม่รู้ว่านี่คือลายผ้าขาวม้า เป็นผ้าที่คนไทยทอขึ้นเอง และใช้ในชีวิตประจำวัน เป็นผ้าสารพัดประโยชน์ที่มีมานานแล้วกว่า 900 ปีในภูมิภาคนี้ ซึ่งก็ไม่ได้ใช้แค่เป็นเครื่องนุ่งห่มเท่านั้น แต่สมัยก่อนยังใช้สำหรับห่ออาหาร นำไปทำเป็นเปลเด็ก หรือทำเป็นผ้าม่านก็ได้ จึงได้แนวคิดที่จะนำเรื่องราวเหล่านี้เข้ามาใส่ในผ้าด้วย

           “ผ้าขาวม้าอยู่คู่กับคนไทยมานานแล้ว แค่เปลี่ยนการใช้งานไปตามยุค ตามสมัยเท่านั้น และก่อนหน้าที่ผมจะนำมาผลิตเป็นกระเป๋า ก็นิยมนำมาตัดเป็นเสื้อผ้า ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องราวของยุคสมัยนั้น แต่สำหรับเราในสมัยใหม่จึงคิดว่าไม่น่าจะจบเพียงเท่านี้ การที่เรานำมาพัฒนาต่อก็เหมือนกับการที่เรารักษาวัฒนธรรมของผ้าชนิดนี้ให้คงอยู่ต่อไป แค่ปรับเปลี่ยนไปตามกาลเวลาเท่านั้น และผมยังมองว่าเรื่องวัฒนธรรมไทยเป็นเหมือนรากเหง้าของเรา ถ้าเราทำแค่กระเป๋าแฟชั่นธรรมดา ก็รู้สึกเหมือนคนอื่นๆ ที่เขาก็ทำกัน จึงอยากทำอะไรที่อาจจะดูเป็นงานยาก แต่เป็นสิ่งที่เราทำได้ อย่างน้อยก็เหมือนกับเป็นความภูมิใจของตัวเราเอง นอกจากนี้ยังมองถึงเรื่องดีไซน์ เมื่อถึงจุดหนึ่งมันก็ซ้ำๆ กัน แต่ที่ซ้ำกันไม่ได้ก็คือรากเหง้าของเราเอง”

           อย่างไรก็ตาม แม้ชาวต่างชาติในกลุ่มยุโรป อเมริกาจะยังเข้าไม่ถึงกับลายผ้าขาวม้าของไทย แต่ก็มองว่ากลุ่มชาวต่างชาติที่เป็นคนเอเชียด้วยกันจะมีความเข้าใจได้ดีกว่า ทางบริษัทจึงมีแผนในการเดินหน้าขยายตลาดต่างประเทศด้วย ซึ่งก็เริ่มมาตั้งแต่ปีที่แล้วด้วยการร่วมงานแสดงสินค้าในระดับนานาชาติของไทย คืองานแสดงของขวัญและของตกแต่งบ้าน ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์มีจัดขึ้นทุกปี ได้ผลตอบรับดี และทำให้เราเป็นที่รู้จักในระดับประเทศมากขึ้น

           นอกจากนี้ จะเดินหน้าออกไปหาตลาดต่างประเทศ ด้วยการไปออกงานแฟร์ในต่างประเทศ การหาพันธมิตรที่เป็นคู่ค้า ล่าสุดเราได้พันธมิตรที่เป็นญี่ปุ่น ที่นอกจากจะนำสินค้าของบุษบาไปวางจำหน่ายที่ญี่ปุ่นแล้ว เรายังเป็นผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายสินค้ากระเป๋าให้กับพันธมิตรของเราด้วย โดยมองว่า ญี่ปุ่นเป็นผู้นำแฟชั่นในภูมิภาคเอเชีย หากเราสามารถเข้าไปเจาะตลาดในญี่ปุ่นได้ก็เหมือนกับว่าเราได้ผ่านการรับรองคุณภาพของสินค้าเราไปในตัวด้วย

           ขณะเดียวกันก็ยังมองตลาดเวียดนาม และเจรจาอยู่กับคู่ค้าจากไต้หวัน ส่วนกลุ่มลูกค้าจากยุโรปก็มีเข้ามาแต่จะเป็นการนำเข้า สั่งซื้อปริมาณไม่มากนัก ทำให้ขณะนี้มองว่าจะให้ความสำคัญไปที่ตลาดเอเชียเป็นหลัก เพราะได้เรียนรู้มาแล้วว่าคนที่รับรู้ได้กับผ้าขาวม้าของไทยก็คือกลุ่มคนเอเชีย ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น ไต้หวัน หรือสิงคโปร์ ที่เมื่อเขามาจับดูแล้วก็จะรับรู้ได้ทันทีว่าไม่ใช่ผ้าลายสกอตธรรมดาๆ แต่เป็นผ้าทอพื้นเมืองของประเทศนี้โดยสีสันบนลายผ้าขาวม้าน่าจะสื่อถึงความเป็นประเทศไทยได้ในระดับหนึ่งที่มีการวางสีตัดกัน สื่อได้ถึงแบรนด์บุษบาที่มีความสนุกสนาน มีความเป็นมิตร เหมือนลักษณะของคนไทยด้วย

           โดยคาแร็กเตอร์ของ บุษบา จะเป็นคนไทยชนชั้นกลาง คือเราทำสินค้าออกมาเพื่อให้สามารถใช้งานได้ดี ในราคาที่เหมาะสม

           อย่างไรก็ตาม ลูกค้าเป้าหมายหลักจะยังเป็นคนไทย มีเป้าหมายสัดส่วนการตลาดลูกค้าคนไทยอยู่ที่ 70% และต่างชาติ 30% แต่ปัจจุบันลูกค้าต่างชาติยังมีสัดส่วนเพียง 5% เท่านั้น เพราะเราเพิ่งจะเริ่มต้นการส่งออก และปีหน้าก็จะเริ่มการส่งออกอย่างจริงจัง ส่วนการวางจำหน่ายในประเทศ สินค้าของบุษบาจะมีวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า ร้านลอฟท์ และบีทูเอส ทั้งในกรุงเพพฯ และเชียงใหม่ ประมาณ 13 แห่ง ส่วนหน้าร้านที่ตลาดน้ำอโยธยาขณะนี้ปิดไปแล้ว เนื่องจากเตรียมตัวจะเปิดร้านใหม่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา หน้าวัดมหาธาตุ ในอีก 2 เดือนข้างหน้านี้

           “ผมเป็นคนอยุธยาอยู่แล้ว และโชคดีที่ได้ที่ตรงจุดนั้นมา เป็นทำเลที่ดีมาก เราเลยคิดจะเปิดเป็นบุษบา คาเฟ่ ซูวีเนียร์ ช็อป คือจะออกแบบให้เป็นร้านกาแฟ และมีสินค้าของที่ระลึกจำหน่าย” พรเทพ กล่าวและว่า นอกจากนี้ ในอีก 3 ปีข้างหน้า คาดว่าแบรนด์บุษบาจะมีสาขาในต่างประเทศด้วย

           มาที่ตัวสินค้า นอกจากกระเป๋าผ้าขาวม้าแบรนด์บุษบา และการนำเข้าสินค้าจากพันธมิตรญี่ปุ่นเข้ามาจำหน่ายแล้ว ทางบริษัทยังได้เปิดตัวแบรนด์ใหม่ขึ้นมาภายใต้ชื่อ “แคนวาส แฟคตอรี่” ซึ่งจะเป็นอีกแนวคิดที่แตกต่างกันออกไป โดย บุษบา ด้วยชื่อของแบรนด์เองแล้วจะมีคาแร็กเตอร์เป็นผู้หญิง และดูจากโทนสี และรูปแบบกระเป๋าจะตอบโจทย์ว่าเป็นสินค้าสำหรับผู้หญิง เราจึงเปิดอีกแบรนด์หนึ่งขึ้นเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ตั้งใจว่าจะสื่อไปถึงกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ชายด้วย ตอบโจทย์คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่ ซึ่งควรจะมีกระเป๋าเพียงใบเดียวในการพกพาเพื่อความสะดวก จึงได้ออกแบบกระเป๋าให้สามารถใช้งานได้หลากหลายภายในใบเดียว และใช้ได้ทุกวาระเหมาะกับการใช้ในชีวิตประจำวัน

           อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าในระยะนี้เศรษฐกิจในประเทศค่อนข้างชะลอตัว บริษัทก็สามารถปรับตัวมาได้โดยผลิตสินค้าตามความต้องการของลูกค้า เช่นการซื้อสินค้าในขนาดที่เล็กลง เราก็ผลิตกระเป๋าชิ้นเล็กๆ เพื่อมาตอบโจทย์ในภาวะที่กำลังซื้อซบเซา นอกจากนี้ ยังมีอีกตลาดที่ไปได้ดี คือช่องทางการขายผ่านออนไลน์ที่พบว่าตัวเลขเติบโตอย่างมาก โดยปัจจุบันบริษัทมีช่องทางการจำหน่ายผ่านทางเฟซบุ๊ก ซึ่งมีฐานลูกค้าอยู่กว่า 7 หมื่นคน

           นอกจากนี้ การทำงานของเราตั้งแต่ครั้งแรก จะเรียนรู้และลองผิดลองถูก รู้ปัญหา แก้ปัญหาและพัฒนาสินค้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก่อนที่จะออกสินค้ามาสู่ตลาด ก็จะนำสินค้าไปทดสอบตลาดก่อนผ่านทางโซเชียลมีเดีย ถือว่าเป็นช่องทางที่สามารถทำการทดสอบตลาดได้ในระดับหนึ่ง โดยจะดูว่าสินค้าตัวไหนได้รับผลตอบรับดี ไม่ดี หากผลตอบรับออกมาไม่ดีในการผลิตลอตแรก เราก็จะเก็บไว้และไม่ทำต่อ แต่ถ้าหากออกมามีผลตอบรับดีก็จะนำมาผลิตในจำนวนที่มากขึ้น

           “การที่เราใช้วิธีทดสอบตลาดแบบนี้ ทำให้สินค้าของบุษบาโดยทั่วไปจะสามารถขายได้ในอัตราส่วนใกล้เคียงกัน สำหรับกลุ่มลูกค้าคนไทย ส่วนกลุ่มลูกค้าต่างชาติ จะเน้นไปที่สินค้าผ้าพันคอ กระโปรง เป็นต้น” พรเทพ เล่า และบอกอีกว่า เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาบริษัทถูกไฟไหม้ ซึ่งมีต้นเพลิงมาจากบ้านข้างๆ ทำให้ได้รับความเสียหายมาก จึงได้ย้ายสถานที่มาชั่วคราวก่อนที่จะไปเปิดใหม่ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ในเร็วๆ นี้
           
           เขาบอกด้วยว่า จุดเด่นของสินค้าแบรนด์บุษบา ที่นอกจากจะพูดเรื่องวัฒนธรรมผ้าขาวม้าของไทย ซึ่งเราได้ใช้ผ้าจากชุมชนกลุ่มทอผ้าจังหวัดราชบุรี รวมถึงการออกแบบ และการนำนวัตกรรมเข้ามาเพิ่มมูลค่าแล้ว ยังมีในเรื่องการเย็บ โดยมีโรงงานผลิตกระเป๋าอยู่ที่ จ.สุพรรณบุรี เป็นโรงงานผลิตกระเป๋าหนังอยู่แล้ว ทำให้คุณภาพในการเย็บกระเป๋าผ้าขาวม้าของบุษบา ใช้เทคนิคเดียวกันกับกระเป๋าหนัง ทำให้มีคุณภาพที่ดีกว่าแบรนด์กระเป๋าผ้าทั่วๆ ไป

           เมื่อพูดถึงค่านิยมทั่วไปของคนไทยปัจจุบัน เขาเห็นว่า เริ่มมีการใช้กระเป๋าผ้ากันมากขึ้น แต่จะเป็นกระเป๋าใบเล็กๆ ที่อยู่ในกระเป๋าใบใหญ่ซึ่งจะเน้นไปที่กระเป๋าแบรนด์เนม เพราะจะเป็นการแสดงถึงสถานภาพทางสังคมในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ตลาดสินค้าไลฟ์สไตล์ในประเทศไทยถือว่าเติบโตขึ้นกว่าที่อื่นๆ แต่ก็เป็นเรื่องยากที่เราจะไปแข่งขันกับกระเป๋าแบรนด์เนมที่ผลิตในจีนและมีต้นทุนที่ต่ำกว่า ส่วนคู่แข่งในกลุ่มเดียวกันนั้น หากมองในเรื่องนวัตกรรมเราถือเป็นเจ้าเดียวในตลาดที่ผลิตกระเป๋าผ้าขาวม้ากันน้ำ หรือแม้แต่ผ้าพันคอคอลลาเจน สำหรับคู่แข่งในแง่ตลาดออนไลน์ก็มีอยู่บ้าง แต่ก็ถือว่าจะเป็นคนละตลาดกัน

           “เราทำงาน เราไม่ได้มองคนอื่นเท่าไร แต่การที่มีคนเข้ามาเล่นในตลาดนี้มากขึ้น มองว่าเป็นเรื่องที่ดีที่จะทำให้ตลาดพัฒนามากขึ้นไปอีก ทำให้มีคนใช้สินค้ามากขึ้น ก็เข้ามาช่วยๆ กันพัฒนา ส่วนเราก็จะมีทางของตัวเราเองที่ชัดเจน คือการพัฒนางานผ้า พัฒนาการออกแบบและฟังก์ชั่นการใช้งานอย่างไม่หยุดนิ่ง เพื่อนำเสนอสินค้าในแง่มูลค่าเพิ่มโดยจะไม่เข้าไปแข่งขันด้านราคา” พรเทพกล่าว

ไอเดีย “เหนือ” ความธรรมดา

           จากการใส่แนวคิดและกระบวนการพัฒนา การนำนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาใช้ผสมผสานกับวัฒนธรรมไทย ภูมิปัญญาไทย ทำให้กระเป๋าแบรนด์ “บุษบา” และ “แคนวาส แฟคตอรี่” ไม่ใช่แค่กระเป๋าผ้าธรรมดาๆ ทั่วไปที่เราเห็นในท้องตลาด

           โดยเจ้าของกระเป๋าผ้าขาวม้าแบรนด์ “บุษบา” พรเทพ แซ่ลี้ ได้เล่าถึงที่มาของไอเดียนี้ว่า เกิดจากการได้เห็นการนำผ้ากิโมโน ซึ่งเป็นผ้าวัฒนธรรมของญี่ปุ่น ไปเพิ่มคุณสมบัติโดยการนำไปชุบเรซิ่น และทำเป็นเครื่องประดับ ของที่ระลึก ทำให้ได้เห็นว่าสามารถนำผ้ามาใช้งานได้อีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งในเมืองไทยยังไม่ค่อยเห็นว่ามีคนทำในลักษณะนี้เท่าไรนัก จึงได้กลับมาหาข้อมูลและดูว่าควรจะเริ่มต้นอย่างไร ซึ่งก็ได้พบว่า ผ้าในเชิงวัฒนธรรมของไทยมี 3 อย่างคือ ผ้าถุง ผ้าไหม และผ้าขาวม้า จนมาจบที่ผ้าขาวม้า ที่เห็นว่าเป็นลายสกอต น่าจะสื่อความเป็นสากลได้ง่ายกว่า

           พรเทพ เล่าถึงกระบวนการแนวความคิด และหาคำตอบเพื่อตอบโจทย์การใช้งานของผลิตภัณฑ์ จนมาลงเอยที่กระเป๋าผ้าขาวม้าเคลือบพลาสติกเพื่อกันน้ำ เพื่อให้ได้คุณสมบัติตามที่กำหนด อย่างไรก็ตาม เขาบอกด้วยว่า การพัฒนาของแบรนด์ บุษบา สามารถแบ่งช่วงพัฒนาออกได้เป็น 3 ช่วง

           ช่วงแรกคือการนำผ้าขาวม้ามาเคลือบพลาสติก แต่พอใช้ไป 1-2 ปีเราจะเห็นปัญหาว่าพลาสติกที่ตอนแรกเคลือบติดไปกับผ้าสามารถแยกตัวออกมาได้ และเกิดอาการแตก เราจึงได้พัฒนาออกมาเป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่เป็นการใช้เคมีเคลือบและซึมเข้าไปกับเนื้อผ้า ทำให้ได้คุณสมบัติของผ้ากันน้ำได้ สามารถอยู่ในอุณหภูมิที่ติดลบได้ ไม่ปริแตก เป็นเหมือนการนำอีกเทคโนโลยีหนึ่งมาใช้กับอีกอุตสาหกรรมหนึ่ง และเราก็เป็นเจ้าเดียวที่ผลิตออกมาในลักษณะแบบนี้ได้ นั่นคือเป็นการพัฒนาในช่วงที่สอง

           ส่วนช่วงที่ 3 เราไปเจออีกเทคโนโลยีหนึ่ง เป็นผ้าที่ทำจากเส้นใยคอลลาเจนที่ช่วยเก็บความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนัง ซึ่งมีคุณสมบัติที่มากกว่าผ้าคอตตอนปกติ คือทำให้ผู้ที่ใช้ผ้ามีการไหลเวียนของเลือดดีขึ้น และกันรังสียูวี ผู้ที่ผิวแพ้ง่ายสามารถใช้ง่ายเพราะเป็นเส้นใยจากธรรมชาติ เราจึงนำผ้าคอลลาเจนนี้มาผลิตออกมาเป็นผ้าพันคอผ้าขาวม้าคอลลาเจน โดยเราผลิตและจำหน่ายที่ประเทศญี่ปุ่น และผ่านการทดสอบจากห้องแล็บทั้งในสิงคโปร์ และญี่ปุ่นแล้ว

           “จริงๆ แล้วผ้าคอลลาเจนสามารถนำมาทำได้หลายรูปแบบ จะเสื้อผ้า หรือกางเกงก็ได้ แต่ที่เราทำเป็นผ้าพันคอแบบเดียวก็เพราะว่ามีต้นทุนในการผลิตค่อนข้างสูง จึงมาสรุปที่ผ้าพันคอเพื่อให้ตรงกับคุณสมบัติของการใช้งาน และผ้าพันคอเองก็จะทำให้เราสามารถเพิ่มมูลค่าและสามารถทำราคาได้” พรเทพ กล่าว

           สำหรับกระเป๋า “แคนวาส แฟคตอรี่” จะมีคุณสมบัติในเรื่องของการกันน้ำเช่นเดียวกัน แต่จะเป็นอีกนวัตกรรมที่แตกต่างกันออกไป คือเป็นการนำผ้าแคนวาส ที่ทำจากคอตตอน มาใช้เทคนิคการทอแบบกี่เอว ซึ่งเป็นวิธีการการทอผ้าแบบทางภาคเหนือ จ.ลำพูน ถือเป็นการทอผ้าแบบเก่าแก่มาก โดยทอออกมาเป็นลายแคนวาส เรียกได้ว่าเป็นการใช้เทคนิคการทอผ้าแบบกี่เอวในอดีตมาใส่ในการทอผ้าในยุคปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังมาผสมกับแนวความคิดของการออกแบบกระเป๋าที่มีฟังก์ชันการใช้งานในหลายรูปแบบ ทำให้สามารถใช้งานได้หลากหลายด้วยกระเป๋าใบเดียว จึงออกมาเป็นกระเป๋าแบรนด์แคนวาส แฟคตอรี่

           “จนตอนนี้เรามีสินค้าประมาณ 40-50 ไอเท็ม มีทุกรูปแบบและเป็นไปตามซีซั่น ซึ่งผ้าของเราคือจะพยายามนำผ้ามาเล่นกับนวัตกรรมให้มากที่สุด กรณีของบุษบา จะเป็นผ้าขาวม้าที่มีการพัฒนากับนวัตกรรมใหม่ๆ ให้กันน้ำได้ มีความคงทน บวกกับการออกแบบที่มีความทันสมัย ทำให้สามารถใช้งานได้ในทุกวาระ ทุกโอกาส ส่วนแคนวาส แฟคตอรี่ เป็นการผสมผสานนำเทคนิคการทอแบบสมัยเก่ามาประยุกต์ ผนวกกับนวัตกรรมให้กันน้ำ และมีฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้”

           อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทยังไม่หยุดการพัฒนาเพียงเท่านี้ แต่ยังมีสินค้านวัตกรรมใหม่เข้าเข้ามาตอบโจทย์อย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาสินค้าใหม่ที่ทำร่วมกับห้องแล็บ และพัฒนาร่วมกับคู่ค้าด้วย ซึ่งก็น่าจะเป็นอีกอาวุธลับหนึ่งที่เราจะเปิดตัวออกมา โดยจุดเด่นจะยังคงงานผ้าของไทยที่มีฝีมือในการทอผ้า ถือเป็นจุดแข็งของประเทศเลยทีเดียว