ข่าว

รวบชายต่างชาติโยงขบวนการนำพาอุยกูร์หนีจากจีน?

รวบชายต่างชาติโยงขบวนการนำพาอุยกูร์หนีจากจีน?

31 ส.ค. 2558

บึ้มราชประสงค์-รวบชายต่างชาติ โยงขบวนการนำพาอุยกูร์หนีจากจีน?

           การจับกุมชายชาวต่างชาติที่อพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งย่านหนองจอกเมื่อวันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม 2558 ประกอบกับหลักฐานต่างๆ ที่พบ ทั้งอุปกรณ์ที่นำไปใช้ประกอบระเบิดได้ และเล่มพาสปอร์ตของประเทศหนึ่งจำนวนมาก ทำให้คดีลอบวางระเบิดที่สี่แยกราชประสงค์และท่าเรือสาทรชัดเจนขึ้นระดับหนึ่ง

           ยิ่งบวกกับคำแถลงของ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ช่วงค่ำวันเดียวกันที่ว่า ผู้ที่ถูกจับกุมได้เชื่อมโยงกับการลอบวางระเบิด เพราะอุปกรณ์ที่พบในห้องคล้ายคลึงกับชิ้นส่วนระเบิดที่เก็บรวบรวมได้จากจุดเกิดเหตุ 2 จุด และสาเหตุเป็นการแก้แค้นให้ญาติพี่น้อง พรรคพวกของตน โดยคนเหล่านี้เข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2557 ฯลฯ ก็ยิ่งชัดเจนมากขึ้นไปอีกว่า ความเป็นมาของเรื่องนี้เป็นอย่างไร

           แม้จะยังไม่ยอมระบุสัญชาติของผู้ที่ถูกจับกุมตามพาสปอร์ตที่มีรูปและชื่อของเขา รวมทั้งเลี่ยงที่จะพูดถึงประเด็น “อุยกูร์” ก็ตาม

           จากข้อมูลดังกล่าวเมื่อผนวกกับข้อมูลที่เก็บรวบรวมจากฝ่ายความมั่นคง น่าจะต่อจิ๊กซอว์ได้แบบนี้

           1.ขบวนการที่ก่อเหตุระเบิด และชายชาวต่างชาติที่ถูกจับ น่าจะเป็นขบวนการนำพาชาวอุยกูร์จากจีนไปยังประเทศปลายทาง โดยใช้เส้นทางจากมณฑลซินเจียง ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน (เขตปกครองตนเองพิเศษซินเจียงอุยกูร์) มุ่งสู่มณฑลทางตอนใต้ เช่น ยูนนาน แล้วข้ามเข้าลาว กัมพูชา ผ่านไทย และพักรอเพื่อข้ามไปยังมาเลเซีย ขึ้นเครื่องไปยังประเทศปลายทางซึ่งก็คือตุรกี

           2.ความพยายามช่วยเหลือชาวอุยกูร์ออกจากจีน นอกจากประเด็นเรื่องผลประโยชน์ ซึ่งต้องมีเคลือบแฝงอยู่บ้างในกลุ่มขบวนการที่กระทำการแล้ว สาเหตุหลักน่าจะมาจากความไม่พอใจที่ชาวอุยกูร์ถูกจำกัดสิทธิและเสรีภาพหลายประการ โดยเฉพาะการปฏิบัติศาสนกิจตามหลักศาสนาอิสลาม และการถูกขีดกรอบการดำเนินวิถีชีวิตตามอัตลักษณ์ของตน หลักฐานเรื่องนี้คือการมีกระแสความไม่พอใจการปกครองของจีนอย่างกว้างขวาง กระทั่งมีขบวนการที่เคลื่อนไหวแบ่งแยกดินแดน ก่อตั้งเป็นสาธารณรัฐเตอร์กีสถานตะวันออก ฉะนั้นเมื่อรัฐบาลไทยตัดสินใจส่งอุยกูร์มุสลิมที่เป็นผู้ชายจำนวน 109 คน ซึ่งลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ให้แก่รัฐบาลจีน คนในขบวนการนี้ถึงไม่พอใจ และมีอารมณ์ร่วมมาก ทั้งเรื่องความเป็นชาติพันธุ์เดียวกัน และน่าจะมีผลประโยชน์ร่วมบางส่วน เพราะชาวอุยกูร์กลุ่มดังกล่าว รวมผู้หญิงและเด็กที่ส่งให้ตุรกีไปก่อนหน้านั้นอีกกว่า 100 คน ถูกจับกุมขณะพักรอเดินทางต่อไปมาเลเซียและตุรกี จึงเป็นส่วนหนึ่งในขบวนการนำพาชาวอุยกูร์จากจีนไปตุรกี

           3.พาสปอร์ตจำนวนมากที่พบในห้องพักของชายที่ถูกจับกุม ซึ่งตำรวจไทยบอกว่าเป็นพาสปอร์ตปลอม เป็นข้อยืนยันว่า คนกลุ่มนี้ ทั้งที่ถูกจับกุมแล้วและยังไม่ถูกจับ โยงใยเป็นขบวนการนำพาอุยกูร์หนีจากจีนไปตุรกี

           4.เครือข่ายนำพาชาวอุยกูร์จากจีนไปตุรกี เป็นเครือข่ายใหญ่ มีอิทธิพลไม่น้อย อยู่ทั้งในจีน ลาว กัมพูชา ไทย มาเลเซีย ซึ่งเป็นเส้นทางนำพา

           5.ประเด็นนี้โยงกับการเมืองภายในของตุรกีด้วย โดย ดร.ศราวุฒิ อารีย์ รองผู้อำนวยการศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยให้สัมภาษณ์ “ศูนย์ข่าวอิศรา” เอาไว้หลังเกิดกรณีไทยส่งชาวอุยกูร์ 109 คน ให้รัฐบาลจีน โดยระบุตอนหนึ่งว่า...

           “...รัฐบาลของตุรกีในระยะหลัง ซึ่งครองอำนาจต่อเนื่องกันมานับสิบปี เป็นรัฐบาลนิยมแนวทางอิสลาม จึงมีนโยบายช่วยเหลือมุสลิมตกยากในทุกประเทศ รวมทั้งอุยกูร์ด้วย ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลตุรกีก็ให้ความช่วยเหลือมุสลิมในซีเรียที่เกิดสงครามกลางเมือง มีการไปตั้งแคมป์ให้พักอาศัย ขณะที่ชาวอุยกูร์เอง รัฐบาลตุรกีก็มีนโยบายให้สัญชาติเป็นจำนวนมากในแต่ละปี

           สืบเนื่องจากแนวนโยบายดังกล่าวได้กลายเป็นประเด็นขัดแย้งระหว่างประเทศ คือ รัฐบาลตุรกีไม่พอใจรัฐบาลจีนเกี่ยวกับการจัดการปัญหาอุยกูร์ในมณฑลซินเจียง ถึงขั้นเรียกทูตจีนเข้าพบ และออกแถลงการณ์ตำหนิ ขณะที่ฝ่ายจีนก็ออกมาแสดงท่าทีตอบโต้

           ขณะที่การเมืองภายในของตุรกีเองก็มีประเด็น คือหลังการเลือกตั้ง รัฐบาลเดิมสูญเสียที่นั่งไปในสภาพอสมควร ทำให้ไม่สามารถตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ จึงมีการต่อสู้แย่งชิงเสียงสนับสนุนกับพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งฝ่ายค้านมีแนวทางชาตินิยม ได้ปลุกกระแสต่อต้านนโยบายการช่วยเหลือมุสลิมเชื้อสายอื่นที่ไม่ใช่เติร์กของรัฐบาล

           ขณะเดียวกันก็มีการประท้วงต่อต้านจีนขึ้นมา เพราะไม่พอใจที่จีนปฏิบัติละเมิดสิทธิมนุษยชนกับชาวอุยกูร์ในจีน โดยเฉพาะในมณฑลซินเจียง ซึ่งชาวอุยกูร์ก็เป็นเชื้อสายหนึ่งของชนเผ่าเติร์ก ประชากรส่วนใหญ่ของตุรกี

           สรุปว่าปัญหาอุยกูร์เป็นประเด็นทั้งศาสนา การเมืองภายในของตุรกีกับขบวนการชาตินิยมเติร์ก และการเมืองระหว่างประเทศ...”

           จากข้อมูลดังกล่าวทำให้เกิดข้อสันนิษฐานเพิ่มเติมว่า เหตุใดขบวนการนำพาชาวอุยกูร์จากจีนถึงมีเครือข่ายใหญ่โต ซึ่งอาจเป็นเพราะเชื่อมโยงกับการแข่งขันทางการเมืองในตุรกี และพาสปอร์ตจำนวนมากที่พบในห้องพักของชายที่ถูกจับกุม เป็นพาสปอร์ตปลอมแน่หรือ

           6.ขบวนการนี้เชื่อมโยงกับตุรกีเชื้อสายอุยกูร์หัวรุนแรง สังเกตได้จากมีการประท้วงใช้ความรุนแรงตลอดมาในตุรกี ทั้งประท้วงจีน และกรณีประท้วงไทยที่ส่งอุยกูร์ให้จีน มีการบุกทำลายข้าวของในสถานกงสุลไทยในตุรกี

           7.คนในเครือข่ายนำพาชาวตุรกี บางคนเดินทางเข้า-ออกไทยบ่อยครั้ง บางคนเคยเป็นชาวอุยกูร์ที่ถูกจับกุมหรือเดินทางต่อไปยังตุรกีได้สำเร็จ และต่อมาก็ได้สัญชาติตุรกี จึงมาร่วมเป็นเครือข่ายขบวนการนำพาในฐานะนักเคลื่อนไหว เคยไปเยี่ยมชาวอุยกูร์ที่ถูกจับที่ จ.สงขลา (ส่วนหนึ่งคืออุยกูร์ 109 คนที่ไทยส่งให้จีน) ซึ่งต่อมาปรากฏภาพคล้ายกับคนที่บุกทำลายสถานกงสุลไทยในตุรกีด้วย

           การจับกุมชายชาวต่างชาติคาห้องพักที่หนองจอก จึงอาจเป็นจุดเริ่มต้นในการสะสางเครือข่ายขบวนการที่ว่านี้ และนั่นจะพิสูจน์ว่าข้อสันนิษฐานนี้ ซึ่งเป็นบทวิเคราะห์ของหน่วยงานความมั่นคงบางหน่วยที่รายงานถึงรัฐบาล...เป็นจริงหรือไม่!