ข่าว

คนลาวรับบ่ได้‘ถ้ำรูดเสา’พลังโซเชียลเขย่าทุนเวียดนาม

คนลาวรับบ่ได้‘ถ้ำรูดเสา’พลังโซเชียลเขย่าทุนเวียดนาม

29 ส.ค. 2558

คนลาวรับบ่ได้‘ถ้ำรูดเสา’ พลังโซเชียลเขย่าทุนเวียดนาม

               23สิงหาคม 2518 เป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์ลาวใหม่ เนื่องจากเป็นวันที่มวลมหาประชาชนทั่วแดนจำปาลุกฮือ “ยึดอำนาจ” ภายใต้การชี้นำพรรคประชาชนปฏิวัติลาว และนับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ 40 ปีผ่านไป ได้มีการเฉลิมฉลองเหมือนทุกปีที่ผ่านมา

               ในขณะเดียวกัน สื่อสังคมออนไลน์ชาวลาว กลับฮือฮาด้วยภาพการเปิด “ผับเธคโคโยตี้” ภายในถ้ำแห่งหนึ่งที่เมืองเวียงไซ แขวงหัวพัน และทันทีที่แฟนเพจ โทละโข่ง (THOLAKHOG) นำมาเผยแพร่ ได้มีปฏิกิริยาต่อต้านอย่างรุนแรงจากชาวลาว

               วันต่อมา เพจโทละโข่งขึ้นสเตตัส “สังคมลาวรับบ่ได้กับการอนุญาตให้นักธุรกิจเวียดนามเปิดเธคโคโยตี้ที่เขตฐานที่มั่นเวียงไซ” พร้อมภาพสาวโคโยตี้นุ่งน้อยหุ่มน้อย “เต้นรูดเสา” อยู่กลางฟลอร์ เสมือนจุดไฟในใจชาวลาวให้โกรธแค้นนักธุรกิจชาวเวียดนามที่ย่ำยี “บ้านเกิด” ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว)

               จริงๆ แล้ว จุดเริ่มต้นของการตีแผ่เรื่องอื้อฉาวที่ว่านี้ มาจากแฟนเพจ "หัวพันวันนี้” (Houaphantoday) ได้โพสต์ภาพ “เธคโคโยตี้” ภายในถ้ำแห่งหนึ่ง เมื่อวันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม 2558 โดยผู้ใช้นาม "คนฮักบ้านเกิด" ได้ตั้งคำถามว่า "ท่านคิดอย่างไร เกี่ยวกับนักธุรกิจเวียดนาม มาเปิดสถานบันเทิงในถ้ำแห่งหนึ่งที่เมืองเวียงไซ"

               ผ่านไปสองวัน แผนกแถลงข่าว วัฒนธรรม แขวงหัวพัน และอำนาจปกครองเมืองเวียงไซ ได้ชี้แจงว่า เมื่อปี 2556 ทางการได้ให้สัมปทานแก่บริษัทฮว่างฟุก จากเวียดนาม เข้ามาบริหาร “โรงแรมเลข 1” ที่เก่าแก่ทรุดโทรม เป็นเวลา 50 ปี พร้อมกันนั้น ทางผู้บริหารใหม่ได้ดัดแปลง “ถ้ำ” ด้านหลังโรงแรมเป็นสถานบันเทิงในลักษณะ “ผับเธค” ที่มีสาวเวียดนามมาเต้นโคโยตี้ หรือ “เต้นรูดเสา”

               เนื่องในการฉลองวันยึดอำนาจ 23 สิงหา บริษัทฮว่างฟุก ผู้ได้สัมปทานบริหารโรงแรมเลข 1 ได้มีการจัดงาน "กินพาข้าวสามัคคี” โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐ และเอกชนมาร่วมงาน โดยตอนดึกคืนนั้น ก็มีโชว์เต้นรูดเสาจากสาวเวียดนาม

               พลันที่ภาพสาวเต้นรูดเสาภายในถ้ำ เผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์ ก็มีปฏิกิริยาเชิงลบต่อการเปิดสถานบันเทิงของชาวเวียดนามในเขตที่มั่นเมืองเวียงไซ ราวไฟลามทุ่ง

               ดังที่ทราบกัน "เมืองเวียงไซ” คือบ้านเกิดของ สปป.ลาว เพราะช่วงการต่อสู้กู้ชาติกู้แผ่นดินอันยาวนาน ดินแดนภูดอยแห่งนี้ เป็นฐานที่มั่นของ “แนวลาวฮักชาติ” และ “กองทัพประชาชนลาว”

               เนื่องจากภูมิประเทศเมืองเวียงไซ มีถ้ำกว่า 400 แห่ง จึงกลายเป็นยุทธภูมิอันสำคัญในการดำเนินสงครามประชาชน โดยถ้ำเหล่านี้ถูกดัดแปลงเป็น “แหล่งหลบซ่อน” ของทหารกู้ชาติในระยะแรก และเมื่อมีการประกาศให้แขวงหัวพัน เป็นฐานที่มั่น และที่ตั้ง “รัฐบาลแนวลาวฮักชาติ” ถ้ำหลายแห่งจึงกลายเป็น “สถานที่ทำงาน” ของนักปฏิวัติลาว

               อันประกอบด้วย ถ้ำศูนย์กลางพรรคประชาชนปฏิวัติลาว ถ้ำโรงหมอทหาร ถ้ำรับแขก ถ้ำนำเข้าส่งออก ถ้ำวิทยุ ถ้ำไปรษณีย์ ถ้ำกสิกรรม ถ้ำตำรวจ ถ้ำการเงิน ถ้ำธนาคาร ถ้ำโรงพิมพ์ ฯลฯ

               หลังการปลดปล่อยใหม่ๆ พรรคประชาชนปฏิวัติลาวได้ใช้เมืองเวียงไซเป็นสถานที่ดัดแปลงโลกทัศน์ของข้าราชการสมัยรัฐบาลราชอาณาจักรลาว ให้เป็น “คนใหม่” ในระบอบสังคมนิยม ซึ่งกลุ่มลาวฝ่ายขวาเรียกว่า เป็นการล้างสมอง

               เมื่อ สปป.ลาว เปิดประเทศ แขวงหัวพัน จึงปรับภูมิทัศน์เขตฐานที่มั่นเวียงไซ ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ พร้อมกับเชิญชวนให้คนมาท่องเที่ยวและศึกษาประวัติการต่อสู้ของประชาชนลาวในอดีต

               อนึ่ง แขวงหัวพัน เป็นแขวงที่ตั้งอยู่ภาคเหนือ ห่างจากนครหลวงเวียงจันทน์ ประมาณ 650 กิโลเมตร มีพรมแดนติดกับเวียดนาม ภูมิประเทศเป็นภูดอย การเดินทางจากเวียงจันทน์ไปหัวพันโดยทางรถยนต์จึงยากลำบาก

               เมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว แขวงหัวพัน พยายามโปรโมทการท่องเที่ยวเมืองเวียงไซ โดยชูคำขวัญ “กลับไปเยี่ยมบ้านเกิด สปป.ลาว” แต่ก็ไม่เป็นที่นิยมของคนลาว เพราะไปมาลำบาก แถมเครื่องอำนวยความสะดวกยังมีข้อจำกัด ชาวต่างประเทศยังเดินทางไปเที่ยวน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างเมืองวังเวียง

               ด้วยเหตุนี้ทางการแขวงหัวพัน จึงให้สัมปทานโรงแรมเลข 1 แก่นักธุรกิจชาวเวียดนาม โดยหวังดึงดูดนักท่องเที่ยวเวียดนามให้เข้ามาที่แขวงหัวพัน เนื่องจากการเดินทางจากด่านพรมแดนเมืองสบเบา เข้ามาถึงเมืองเวียงไซ มีการตัดถนนลาดยางอย่างดี

               มีข้อสังเกตว่า เหตุที่คนลาวมีปฏิกิริยาไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อ “เธคโคโยตี้” ในถ้ำเมืองเวียงไซ เพราะระยะหลังนี้ นักธุรกิจชาวเวียดนามได้มาเปิดสถานบริการในนครหลวงเวียงจันทน์ และหัวเมืองใหญ่ๆ และมีการขายบริการทางเพศ ก่อให้เกิดปัญหาภัยสังคมและอาชญากรรมเพิ่มขึ้น

               แม้ทางการแขวงหัวพัน จะสั่งให้ผู้บริหารโรงแรมเลข 1 ยุติการเปิดผับเธค และการเต้นรูดเสา แต่ชาวลาวส่วนใหญ่ก็ยังไม่พอใจ และแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อโซเชียลอย่างต่อเนื่อง

               การแสดงพลังต้าน “การเต้นรูดเสา” ในถ้ำ ภายในอาณาบริเวณ “อนุสรณ์สถานการณ์ปฏิวัติลาว” ของพลเมืองลาวออนไลน์ในครั้งนี้ สร้างความตื่นตะลึงให้แก่ภาครัฐอย่างมาก และคาดว่าจะมีการควบคุมสื่อสังคมออนไลน์ให้เข้มงวดขึ้น

               ทางการลาวพยายามรักษาเอกลักษณ์การนุ่งถือแบบลาว แต่การรุกเข้ามาของทุนต่างชาติ ก่อให้เปิดปรากฏการณ์ “เสื่อมถอยด้านสังคมและวัฒนธรรม” อย่างทั่วด้าน