
บิ๊กตู่ชี้สื่อไทยอย่าตามสื่อนอกปมอุยกูร์
บิ๊กตู่ชี้สื่อไทยอย่าตามสื่อนอกปมอุยกูร์ พันบึ้มราชประสงค์ พ้อสื่อพาดหัวใช้ม.44 ห้ามพูดรากหญ้ายันมีชีวิตจิตใจเหมือนกัน ติงนักการเมืองไม่ละอายชี้นำคว่ำรธน.
เมื่อเวลา 17.45 น. วันที่ 28 ส.ค.2558 ที่ท่าอากาศยานทหาร กองบิน 6 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าคดีวางระเบิดบริเวณแยกราชประสงค์ว่า กำลังติดตามอยู่ เดี๋ยวตำรวจจะชี้แจงเองจะต้องให้พูดทุกวันหรืออย่างไร เขากำลังทำอยู่และมีความก้าวหน้า แต่เขาจะพูดตอนนี้ได้หรือไม่ เขาจะพูดอีกทีเมื่อมีความชัดเจน มันมีคดีตั้งหลายคดี ซึ่งเขาบอกว่ากำลังติดตามอยู่มันง่ายนักหรืออย่างไร เขาตามจ้องทั้งหมด ตามทั้งกรุงเทพฯ ลองไปทำงานอย่างเขาบ้าง ถ้าเขียนหนังสืออย่างเดียวมันง่าย นั่นคือสิ่งที่ทำให้เป็นปัญหาของเราคือการสร้างความเข้าใจ
การที่คิดเป็นกระบวนการ มีวิสัยทัศน์มีเหตุมีผลมีสติ และรู้ว่าสถานการณ์บ้านเมืองวันนี้เป็นอย่างไร ซึ่งตนเคยเตือนไปแล้ว เรื่องความทารุณการละเมิดสิทธิ์อะไรต่างๆ ข่าวออกทุกวัน ตรงนี้เราต้องแก้ หนังสือพิมพ์เมืองนอกหน้าแรกไม่มีเรื่องแรงๆ เรื่องข่มขืนต่างๆไม่มี เรื่องการเมืองถ้าจะมีก็เบาๆ ทั้งๆที่ทะเลาะกันแทบตาย แต่ออกข่าวนิดเดียว เพราะประเทศเขาต้องสร้างความเชื่อมั่น แต่ไม่ใช่เป็นการปิดบัง นั่นคือหลักการประชาสัมพันธ์ที่จะทำให้ประเทศสงบ ขณะเดียวกันในทางปฏิบัติก็ไล่ติดตามจับกุม ดำเนินคดี ถ้าประกาศไปทุกเรื่องก็ยุ่งกันหมด คดีที่ตัดสินมีเยอะแยะ แต่พอตัดสินก็กลายเป็นรังแก ไม่เป็นธรรมอีก
ผู้สื่อข่าวถามว่าสำนักข่าวต่างประเทศนำเสนอข่าววนกลับมาที่เรื่องชาวอุยกูร์ นายกฯ กล่าวว่า ช่างเขาสิ วันนี้ตนพูดที่ฟิลิปปินส์ เขาก็เข้าใจแต่ทำไมเราไม่เข้าใจ แล้วสื่อจะไปคล้อยตามทำไม เขาเอาหลักฐานจากที่ไหนมา เขาก็วิเคราะห์นั่นแหละ จะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ใครก็วิเคราะห์ได้
“รอให้หลักฐานชัดก่อนว่าใช่ ถ้าใช่ก็คือใช่ ทำไมจะต้องไปอย่างนั้น ถ้าใช่ผมก็ไม่ปิดบัง จะปิดบังทำไม ถ้าใช่จริงก็ต้องหามาตรการในการป้องกัน แก้ไขปัญหาโดยที่ทำอย่างไร ประเทศไทยจะไม่ตกไปเป็นคู่ขัดแยง คิดสิ สื่อช่วยคิดด้วยจะทำอย่างไรตรงนี้” พล.อ.ประยุทธ์
เมื่อถามว่ากล้องซีซีทีวีของกทม.ที่มีปัญหา นายกฯ กล่าวว่า กทม.ชี้แจงแล้ว ไม่ได้เสียหลายจุด เสียเพียงแค่สี่ตัว มหาดไทยก็ไปดูแล้ว นายกฯ ต้องไปตรวจกล้องด้วยตัวเองหรือเปล่า คงไม่ต้องมั๊ง
เมื่อถามว่าจะต้องพิจารณาการทำงานของผู้ว่าฯกทม.หรือไม่ นายกฯ กล่าวประชดว่า “อ๋อ เหรอ ปรับไล่ลงมาเลยไหม ตั้งแต่ผู้ว่าฯ รวมถึงคนติดกล้อง ปัดโธ่ มีเงินให้เขาหรือเปล่า เพื่อไปติดกล้องดีๆ เงินก็มีน้อย งบประมาณก็จำกัด ตนไม่ได้บ่น แต่เมื่อบ้านเมืองมีเหตุการณ์อย่างนี้ ก็ต้องดูว่าเรื่องเทคโนโลยีจะต้องทำอย่างไร เทคโนโลยีแพงทั้งนั้นไม่มีที่ไหนถูก ถ้าซื้อแพงเกินไปก็มีเรื่องทุจริตมาอีก ยังไม่ทันทำอะไร หากมีการทุจริตจริงท่านก็ไปเล่นงานเขาสิ วันนี้เขาก็เดินหน้าเรื่องทุจริตกฎหมายดำเนินการทั้งนั้น ถ้าเราไม่ไปทับซ้อนรัฐบาลไม่ไปยุ่งเขาก็ทำตามปกติ ไม่เห็นจะเดือดร้อน ไอ้นี่อะไรก็ไม่ได้วันหน้า ใส่นวมคนละอันแล้วชกกัน ป้องกันตัวเองกันแล้วกัน ดีไหม” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยว่า ใครจะเกลียดตนไม่ว่า แต่อย่าเกลียดประเทศไทย ถ้าสื่อยิ่งเขียน เหมือนทำร้ายประเทศไทยโดยไม่รู้ตัว ซึ่งตนรู้ว่าไม่เจตนา แต่ด้วยนิสัยการทำงาน ที่ผ่านมาชินกับสถานการณ์อย่างนี้มาตลอด ที่มีความรุนแรง ยิงกันมีระเบิด
“สื่อก็เขียนถ่ายภาพไปเรื่อย ลงเว็บไปเรื่อย และทำไมเขาไม่เชื่อมั่นเรา ก็มาบอกว่าตนเป็นรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร วันนี้ผมทำดีกว่ารัฐบาลเลือกตั้งทำอีก ทำไมต้องมาทำร้ายกันเองอีกผมไม่เข้าใจ หรือมันสงบกันดีปลอดภัยแล้วไม่ชอบ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พ้อสื่อพาดหัวงัดใช้ม.44 ห้ามพูดรากหญ้า
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีที่สื่อมวลชนนำคำว่านายกฯจะใช้มาตรา44 ห้ามไม่ให้เรียกคำว่ารากหญ้าไปพาดหัวข่าวว่า “ไอ้เรื่องมาตรา44 ปัดโธ่ ใครไปเขียน ใครเป็นเริ่มคนแรกใครว่ะ การบรรยายของผม การพูดของผม เป็นเทคนิคของผมทำยังไงคนฟังจะได้ไม่หลับ มันจะบ้าหรือเปล่าว่ะจะใช้มาตรา 44ไปบังคับให้เรียกนู่นนี่ แล้วถ้าคุณถูกเรียกคุณเฉยๆไม่รู้สึกอะไร ผมต้องการจะลดความขัดแย้ง ไม่ให้คนไปหาว่าไปเรียกเขาอย่างนี้ ผมเอาของเดิมมาแก้เท่านั้นแหละ เรื่องเดิมๆเอามาแก้ บางทีมันก็ติด ผมก็ชวนคนฟัง ว่าต้องใช้มาตรา 44 หรือเปล่า แล้วเขาก็หัวเราะ แล้วที่ผมพูดเรื่องการศึกษาไปทั้งหมดไม่ได้ออกเลย ไปทั้งหมด ไม่ไปออกเลย ออกเพียงอย่างเดียวว่านายกฯใช้มาตรา 44 มันจะบ้าหรือเปล่าว่ะ ใคร ใครล่ะ ไม่ได้อยู่ในนี้หรือ”
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า คุณวิจารณ์ตนว่าเป็นตลกหน้าตายไม่ใช่หรือ สื่อก็เห็นว่าตนเป็นตลกหน้าตาย ไปไหนก็หน้าอย่างนี้ ตนต้องหัวเราะให้มันตลกหรืออย่างไร หน้าตนไม่ใช่ตลกแบบนั้น ไม่ใช่ตลกคาเฟ่
เมื่อถามว่า นายกฯเคยบอกว่าพูดอะไรแล้วจะต้องทำ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอย่างมีอารมณ์ว่า “ปัดโธ่ ผมต้องขอใครมั๊ย ผมต้องพูดกับใครหรือไม่ ผมไม่ต้องบอกเขาหรอกแค่บอกว่าต่อไปนี้เลิกใช้ เสร็จแล้วกลับมา ผมก็สั่งเลยก็ได้ ไม่จำเป็นต้องบอก โธ่ พวกคุณเวลาดีๆ ไม่เห็นเอาผมมาเน้นเลย พูดมา 2 ชั่วโมง เขียนไปนิดเดียว นายกฯใช้มาตรา 44 ห้ามเรียกรากหญ้า”
ผู้สื่อข่าวแย้งว่า นั้นเป็นการโปรยหัวข่าว พล.อ.ประยุทธ์ ตอบกลับมาว่า “แล้วเอาไปโปรยทำไม โปรยให้เขามาด่าผมหรือยังไง ชอบนักหรอ มีคนไปด่าคุณ คุณชอบหรือไม่ ผมก็เป็นคนที่มีชีวิตจิตใจเหมือนกัน ไม่ใช่ทนได้ทุกอย่าง ผมก็มนุษย์”
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยว่า สองวันที่ผ่านมาตนเหนื่อยมาก เมื่อวานก็พูดคุยกับกัมพูชา วันนี้ก็ไปฟิลิปปินส์อีกทั้งวัน กลับมาก็อยากพักให้หายเหนื่อยให้มีความสุขบ้าง ไม่ใช่สื่อมาถามไล่ล่ากันอย่างนี้ ตนรู้ว่าท่านก็ได้รับคำสั่งมา ต้องปรับปรุงตัวเองหน่อย ไปสู้กับบรรณาธิการ เจ้าของหนังสือพิมพ์ พอเขาสั่งประเด็นมาก็สวนกลับไปบ้าง เหมือนบางคนที่กำลังให้กองทัพสวนนาย ที่ตัวเองไม่กล้า วันนี้ต้องร่วมมือกัน สร้างความรัก ความสามัคคี ให้โอกาสคนทำงาน อยากนึกถึงแต่เพียงแค่อำนาจหรือเพื่อผลประโยชน์ วันนี้มันไม่ใช่ วันหน้าก็ไปหากันเองว่าเป็นอย่างไร ถ้าไม่เกิดขึ้นอีกก็แล้วไป ตนไม่ต้องให้มันเกิดสิ่งที่ทำให้ตนมายืนอยู่อย่างนี้ ยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามรัฐธรรมนูญทุกประการยังเดินหน้าอยู่ แต่ถ้าไปไม่ได้ไม่ใช่เพราะตน
ติงนักการเมืองไม่ละอายชี้นำคว่ำรธน.
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงเรื่องสถานการณ์ทางการเมืองว่า ตนได้บอกกับทางฟิลิปปินส์ว่าประเทศไทยกำลังเดินตามโรดแม็ปอยู่ ในเรื่องของการเตรียมการทำรัฐธรรมนูญ เตรียมการทำประชามติ ถ้าขั้นที่ 1 ผ่านก็ไปขั้นที่ 2 และขั้นที่ 3 ก็ไปเลือกตั้ง ซึ่งตนยืนยันในเจตนารมณ์ของเราจะไม่ไปฝืนในสิ่งที่ทำไว้เดิมก็คือโรดแม็พ ซึ่งคนที่ทำไม่ให้เป็นไปตามโรดแม็พก็พวกที่ออกมาพูดจากกันอยู่ขณะนี้ และทำให้ประชาชนสับสน ฉะนั้นตนคิดวาอย่าดูถูกประชาชน อย่าไปชี้นำ ไม่ใช่ตนไม่รับผิดขอบ แต่ตนเคยบอกแล้วว่า บ้านเราเมืองเรา การเมืองเราให้ท่านทำมาตั้งนานแล้ว ท่านก็แก้ไขอะไรไม่ได้สักที ฉะนั้น วันนี้ตนเป็นกรรมการ ตนก็สามารถกำหนดกติกาออกมาได้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับคนดู ประชาชนที่รับประโยชน์ว่า เขาโอเคไหม ถ้าเขาโอเคควรที่จะมีกติกาใหม่หรือเปล่า ก็ไปว่ากันมา ตนไม่ได้ต้องการที่จะมีอำนาจเหนือใครทั้งสิ้น
นายกฯ กล่าวว่า ขณะที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) จะไปกลัวอะไรกันนักหนา สื่อมวลชนเข้าใจไหม อธิบายได้ไหม หรือวิจารณ์อะไรไปเรื่อยเปื่อย เข้าใจเขาเขียนว่ายังไง อ่านหรือยัง แล้วมันดีหรือไม่ดีในความคิดของสื่อ หรือไม่เป็นประชาธิปไตย ผู้สื่อข่าวย้อนตอบว่า น่าจะมีดีกว่าเดิม พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า น่าจะดีกว่าเดิม ก็บันทึกไว้ด้วยนะ ผู้สื่อข่าวบอกว่าน่าจะดีกว่าเดิม ซึ่งที่เดิมกว่า เพราะถ้าเขาไม่ทำมันคงไม่วุ่นมาถึงวันนี้ ก็ไม่มีตนมาอยู่ตรงนี้ สิ่งที่เขากลัวกัน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ สปช.หรืออะไรก็แล้วแต่ เขาก็กลัวเกิดขึ้นมาอีก ไปคิดหามาตรการมา โอเคท่านอาจมองว่าไม่เป็นประชาธิปไตย แล้วประชาธิปไตยที่ผ่านมา มันเป็นอย่างไร คิดให้มันต่อเนื่องเชื่อมโยงกันหน่อย หรือต้องการประชาธิปไตยที่เป็นแบบเก่า ตนก็ไม่รู้ มันก็เป็นมาหลายสิบปีแล้วไม่ใช่เหรอ รัฐธรรมนูญหลายฉบับมาแล้ว หากฉบับนี้จะเปลี่ยนแปลงก็ให้ขึ้นอยู่กับประชาชน ให้ประชาชนคิดว่า เขาจะได้อะไร หรือไม่ได้อะไร ไม่ใช่เราไปชี้นำ พวกเราต้องออกมาแสดงความคิดเห็นที่เป็นประชาธิปไตย ที่ผ่านมาก็พูดแบบนี้ ตีมาแบบนี้ ก็พูดแบบเดิม
“ไม่รู้จักละอายบ้างนะ ผมว่าคนดีๆผมไม่ไปแตะต้องอยู่แล้ว ไม่ไปยุ่งกับท่าน แต่คนที่มีปัญหาชอบมาพูดนี้ พูดโน้น ประชาชนก็ตัดสินเอาแล้วกัน ผมขี้เกียจไปทะเลาะด้วย” นายกฯกล่าว
เมื่อถามว่า จะต้องใช้อำนาจให้คนพวกนี้หยุดพูดก่อนหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า คุณก็จะมาหาว่าตนใช้อำนาจ ตนไม่ใช่หรอก ประชาชนไปใช้เอาเอง เมื่อถามว่า แต่จะทำให้เกิดความสับสนได้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า จะสับสนเพราะใครละ ถ้าเขาจะพูดก็ปล่อยให้เขาพูดไป อยู่บ้านในห้องน้ำจะพูดอะไรก็พูดไป สื่อจะไปขยายให้เขาทำไม ก็ไปเขียนแล้วขยายไป เปิดศึกให้กับตนไปสู้กับเขา สื่อก็เป็นแบบนี้ แต่ที่ดีๆก็มีเยอะ จะให้มันสงบสักอาทิตย์ไม่มีเหรอ เดี๋ยวก็ต้องไปหามาจนได้ พอจบเรื่องนี้ก็ไปเรื่องโน้น แล้วไม่เข้าใจเขียนอะไรออออกมาก็ไม่รู้ ตนไม่ได้โทษผู้สื่อข่าว แต่โทษคนตรวจสอบ โทษนายท่านนั้นแหละ ตนรู้ว่าผู้สื่อข่าวเขียนไปก็ไม่ได้เขียนแบบนั้นทั้งหมดอยู่แล้ว
เมื่อถามว่า พรรคการเมืองจับมือคว่ำรัฐธรรมนูญ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอย่างมีอารมณ์ว่า “จะจับมือคว่ำได้อย่างไร เขามีกี่คน ประชาชนมีกี่คน นักการเมืองมีถึงร้อยไหม หรือสองร้อย ประชาชนที่เหลือมีเท่าไร 60 กว่าล้านคน แล้วท่านจะให้เขาชี้นำในเรื่องที่ทำให้เกิดปัญหาหรือเปล่าไม่รู้ ไปเลือกกันเอาเอง ผมทำมาให้ขนาดนี้แล้ว ก็ไปเลือกกันเอาเอง
เมื่อถามว่า หากมองข้ามไปพรรคการเมืองพรรคใหญ่จะไม่ลงเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า“ถ้าไม่ลงก็อย่าลงสิ ก็ไปง้อเขามาสิ ผมเฉยๆ ใครจะลงก็ลง ใครไม่ลงก็อย่าลง ผมไม่ได้ไปเกี่ยวข้องกับท่าน และผมก็ไม่ได้ไปลงเลือกตั้งกับท่านอยู่แล้วใช่ไหม ทำไมผมจะไม่สนใจว่าใครลงไม่ลง เพราะผมมีหน้าที่ไปเลือก ถ้าไม่ดีก็กาไม่เลือกใครเท่านั้นเอง เขามีทางเลือกอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ ไม่เห็นต้องมาขัดแย้ง มาเดินขบวนสู้กันอีก มันก็เกิดมาแล้วไง ก่อนวันที่ 22 พ.ค.57 เลือกตั้งครั้งที่แล้วมันเกิดหรือเปล่า
“ฉะนั้น วันนี้คนที่ออกมาพูดทั้งหมด เปิดเวทีแถลงมาว่า จะไม่เกิดเรื่องราวอย่างเดิมขึ้นมาอีก ทุจริตผิดกฎหมาย ทับซ้อนการใช้อำนาจ ไม่ใช่ปล่อยแล้วให้ตนมาแก้ให้ พอแก้ให้ก็มาเล่นงานตน แล้ววันหน้าเขาก็ไม่รับผิดชอบ คนอย่างนี้ท่านให้เขาพูดได้เหรอ คุณเชื่อเขาหรือเชื่อตน ให้เครดิตเขาหรือตน ท่านตัดสินเอาเองวันนี้ ผมไม่ได้ทำตัวแบบนกระสาที่มาจิกกินกบ มันไม่ใช่ แต่ผมมาทำให้สระนี้สงบเงียบเรียบร้อย พวกเราคือกบ ไม่ได้ดูถูกใครนะ เปรียบเทียบกันง่ายๆ เราก็อยู่กันสงบเรียบร้อย น้ำก็ใส ท่านจะไปหากินที่ไหนก็ได้ แล้วท่านจะไปหานกกระสาที่ไหนมาอีก ถึงเวลาเดี๋ยวเขาก็เลือกกันมาเอง อย่าไปกังวลนักหนาเลย อีกตั้งหลายขั้นตอน ยุ่งกันไปหมดแหละ ก็เหมือนกับการชี้นำ แทนที่จะไปโทษคนพูด ก็มาโทษผมอีกว่าชี้นำ ดีเหมือนกัน”นายกฯ กล่าว
นายกฯ กล่าวว่า ที่ตนมาอยู่ตรงนี้ได้ เพราะเขาไม่ทำตามกรอบ เขาไม่ปล่อยให้ทุกคนทำหน้าที่ในทางที่ถูกที่ควร นั่นหล่ะคือปัญหา ฉะนั้นวันนี้สิ่งที่เราเป็นห่วงกันเสมอในเรื่องประชาธิปไตย ซึ่งเราไม่เคยคิดจะละเมิด เพียงแต่เขาเสนอควรจะมีกลไก สักกลไกลหนึ่งเพื่อดูแลเรื่องการปฏิรูป ดูแลการปรองดองในคดีที่สิ้นสุดแล้วจะทำอย่างไรกันต่อ แต่อยู่ดีๆจะมาเรียกร้องให้รัฐบาลยกโทษ นิรโทษกรรม มันทำไม่ได้ มันต้องเข้าสู่กระบวนการปรองดอง เพราะความขัดแย้งรบกันมาตั้ง 6-7 เดือน ถ้าไม่ให้มีตรงนี้ ก็ไปบอกสิทำสัญญากับประชาชนได้ไหม เขาก็ไม่ทำอีก เขาก็บอกประชาธิปไตย เออประชาธิปไตยจะทำผิดก็ได้ ถูกก็ได้บ้านเมืองเสียหายอย่างไรก็ได้หรือไง คนดีๆมีเยอะที่อยากเข้ามาการเมืองเขาก็ไม่กล้าเข้า ตนมาสภาพแบบนี้หลายๆคนก็ไม่ยอมรับกติกากัน ไปเอากติกาต่างประเทศมาต้องอย่างนี้อย่างนั้น ทำไมไม่ให้ประชาชนมีความรู้มากขึ้น การจะเป็นประชาธิปไตยส่วนหนึ่งคือการเลือกตั้ง แต่ส่วนหนึ่งท่านต้องรู้ว่าจะเลือกตั้งใครเข้ามาบริหารปกครองบ้านเมือง ที่มีธรรมาภิบาล
“ที่ผ่านมามีการไปร่วมงานศพ งานแต่งวันนี้มีหรือไม่ นั่นคือการดูแลประชาชนหรือ เอาเงินไปช่วยงานศพ มีพวงหรีดไปทุกวัน เอาเงินที่ไหนไปซื้อ เงินส่วนตัวหรือเปล่า ถ้าเป็นเงินส่วนตัว ผมโอเคชื่นชม ขึ้นสวรรค์ แต่ถ้าเป็นเงินหลวงตกนรกหมด ผมมีเงินเดือน7หมื่น5พัน แจกแบบนั้นไหวไหม ทะเลาะกับสื่อค่าแรงก็หมดแล้ว ผมไม่ได้โกรธสื่อเพราะโกรธกันไม่ลง” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
ขอบคุณปชช.ร่วมแสดงพลังสามัคคีหลังระเบิด
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวในรายการ“คืนความสุขให้คนในชาติ” ถึงการงานด้านความมั่นคงของรัฐบาล ว่า ในเรื่องของความมั่นคงการเฝ้าระวัง เป็นสิ่งที่จำเป็น จากเหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้น ตนและรัฐบาล ทั้งแสดงความเสียใจ แล้วก็ขอขอบคุณพี่น้องประชาชนอีกครั้งที่ได้ให้ความร่วมมือ ได้ร่วมกันออกมาแสดงพลังของความสามัคคี ต่อไปก็ยังคงเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนที่จะต้องช่วยกันนำพาประเทศไทยของเราให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ ไม่ว่าจะเป็นการเป็นเจ้าบ้านที่ดีต่อนักท่องเที่ยว การประสัมพันธ์สิ่งดีๆ ของประเทศเรา หรือการสร้างความเชื่อมั่นกับชาวต่างประเทศให้กลับมา ทุกคนมีส่วนมีขีดความสามารถที่จะช่วยกันทำได้ สำหรับภาคเอกชน บริษัท ห้างสรรพสินค้า โรงแรม บริษัท รวมถึงร้านค้าทั่วไป ท่านสามารถช่วยรัฐบาลได้โดยการติดตั้ง เพิ่มจำนวนหรือเพิ่มประสิทธิภาพของอุปกรณ์เฝ้าระวัง เช่น กล้อง CCTV ตามพื้นที่ต่างๆ ขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ในการติดตามคนร้ายที่มีความคืบหน้าตามลำดับ ขอให้เวลาให้เจ้าหน้าที่ในการทำงานด้วย
ย้ำชัดปรับครม.เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวในรายการ“คืนความสุขให้คนในชาติ” ว่า เมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา ตนได้นำคณะรัฐมนตรีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งใหม่ เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ณ ห้องประชุมสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ชั้น 14 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช ซึ่งก็ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อม เป็นสิริมงคลแก่ผมและคณะรัฐมนตรีอย่างสูงสุด
ส่วนในเรื่องของการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้นั้น ปรับเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทั้งในประเทศ และสถานการณ์โลก และช่วงนี้ก็เป็นช่วงระยะที่ 2 ของรัฐบาล วันนี้โลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สถานการณ์ทั้งภายในประเทศด้วยก็มีการผันผวนอย่างต่อเนื่อง ทั้งเศรษฐกิจ สังคม จิตวิทยา ความมั่นคงด้วยทั้งนี้ การเปลี่ยนคณะรัฐมาตรีของผมครั้งนี้นั้น ไม่หวังว่าจะทำให้เกิดแรงกระเพื่อมอะไรต่างๆ ทั้งสิ้น ตนต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้ได้ แล้วก็สร้างความเชื่อมั่นในการทำงานของคณะรัฐมนตรีของเรา ทั้งในชุดที่ 1 และชุดที่ 2-3 ที่ผ่านมาจนถึงวันนี้นะครับทุกอย่างทำต่อเนื่องกันมาโดยตลอด โดยจะไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงาน
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า เนื่องจากคณะรัฐมนตรีชุดที่ผ่านมานั้น ก็เป็นผู้วางรากฐานทำงาน ท่ามกลางปัญหา ข้อขัดแย้งมากมาย ได้มากำหนดนโยบายใหม่ๆ แก้ไขปัญหาเดิมที่ติดขัด นโยบายเร่งด่วนที่ตนได้กำหนดขึ้นแล้วขณะนี้ก็อยากให้ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่นี้ เข้ามาขับเคลื่อน ทำให้เกิดเป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็วขึ้น เดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ภาคเอกชน รวมทั้งนักลงทุนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ จะต้องมีการวางแผนดำเนินการที่ชัดเจน กำหนดระยะเวลาที่จะได้ผลสัมฤทธิ์ ที่จับต้องได้เป็นรูปธรรม ในทุกมิติ ดูในเรื่องของความโปร่งใส มีประสิทธิภาพของการทำงานในเรื่องของโครงการทุกโครงการจะต้องปลอดจากการทุจริต
ในการประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งล่าสุดนั้น ตนก็ได้ย้ำถึงนโยบายของรัฐบาลนี้ ว่าเราจะไม่ยอมรับการทุจริตคอรัปชั่นโดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะในรูปแบบใดทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแต่งตั้งข้าราชการการเมือง ขึ้นใหม่นี้ผมได้กำชับรัฐมนตรีทุกคน เน้นความรอบคอบ และระมัดระวังในเรื่องของการแต่งตั้งที่ปรึกษา และตำแหน่งอื่นๆ จะต้องไม่มีข้าราชการการเมืองคนใดไปแอบอ้าง หรือกระทำการใดๆ ที่ส่อไปในทางทุจริตเด็ดขาด รวมทั้งต้องวางบทบาทตัวเองให้ถูกต้อง เหมาะสม ไม่ใช่ไปนั่งเป็นประธานหัวโต๊ะ สั่งการแทนรัฐมนตรี ไม่ได้ ไม่มีอำนาจในการสั่งการแทนรัฐมนตรี เพราะมีรัฐมนตรีช่วยกันอยู่แล้ว การทำงานของข้าราชการนั้นต้องเป็นไปตามสายการบังคับบัญชาเท่านั้น ไม่ต้องเอาตำแหน่งหน้าที ไปแสวงผลประโยชน์ส่วนตัว สร้างความสำคัญไม่ได้ทั้งนั้นนะครับ ข้าราชการการเมืองทุกคนนั้นจะต้องปฏิบัติหน้าที่ในกรอบของกฎหมาย ระเบียบ กติกา และประพฤติตนตามประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมืองอย่างเคร่งครัด นอกจากนั้นตนยังได้ย้ำให้กระทรวงต่างๆ สร้างการรับรู้กับประชาชนให้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของนโยบายของรัฐที่จะมีผลกระทบโดยตรงต่อความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน เช่น เรื่องพลังงาน โรงไฟฟ้า โรงงานกำจัดขยะ และอื่นๆอีกมากมาย " พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า การปรับคราวนี้ก็อยากให้มองว่าไม่ใช่ว่าเราต้องการอำนาจ เพียงแต่จำเป็นต้องอยู่ในกลุ่มงานที่เหมาะสม ทหารจะอยู่ตรงไหน พลเรือนอยู่ตรงไหน ให้เหมาะสมกับระยะที่ 2 ในระยะที่ 1 นั้นเราจะเน้นเรื่องความมั่นคงเป็นหลักนะครับ เมื่อขณะนี้ก็มีเสถียรภาพพอสมควรแล้วเมื่อเริ่มต้นไปแล้ว ชุดต่อไปก็จะต้องให้เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำงานต่อ มีการปรับปรุง พัฒนาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ที่อาจจะมีผลกระทบในขณะนี้ก็คือเรื่องการหมุนเวียนที่จำเป็นต้องปรับออกไปบ้าง ก็ไม่ได้ด้วยความขัดแย้งหรืออย่างอื่น ยังให้ความร่วมมืออยู่เสมอ แล้วก็พร้อมที่จะรับฟังคำปรึกษาของท่านเหล่านั้น เพราะท่านทำงานกับตนในระยะแรก เป็นที่น่าพอใจนะครับ ผ่านมานั้นต้องแก้ไขทั้งปัญหา แก้ทั้งกฎหมาย กระบวนการบริหารจัดการ ทั้งหมดที่มันวุ่นวายสับสนอยู่ การจัดระเบียบข้าราชการ ซึ่งอาจทำให้ สังคม หรือประชาชนส่วนหนึ่งมีความรู้สึกว่าเอ๊ะ ช้าไม่ทันการ รัฐบาลนี้มีอำนาจเยอะแยะ ทำไมทำช้า ไม่ทันใจ ก็ขอให้เข้าใจด้วยนะครับ เราไม่สามารถจะทำทุกอย่างให้รวดเร็วโดยที่ไม่มีการไตร่ตรองหรือใคร่ครวญให้ดีที่สุดนะครับ ไม่งันจะเกิดปัญหาในห้วงต่อไป ระยะแรกนั้นการปฏิรูปในเชิงโครงสร้าง การปรับปรุงประสิทธิภาพ เพื่ออนาคต ได้เริ่มกันไว้มากพอสมควรแล้ว
พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวต่อว่า คราวนี้เป็นระยะต่อไปที่จะต้องเดินหน้าต่อ โดยเฉพาะเรื่องของการปฏิรูป ซึ่งจะต้องเริ่มทำแนวทางของ สปช. มาศึกษาดู อะไรทำได้เราก็จะทำไปเลย ทั้งนี้จะต้อง แบ่งระยะให้ถูกต้อง กำหนดโร้ดแม็ป กำหนดผู้กระทำ ความรับผิดชอบ ในช่วงที่สองที่ผ่านมาก็ทำไปบ้างแล้ว วันนี้ก็ ครม.ใหม่เข้ามาก็กำลังทำต่อ เพราะงั้นบางอย่างทำได้เลยก็ทำไปแล้ว บางอย่างที่กำลังเริ่มก็เริ่มอยู่ พูดหลายครั้งแล้ว ดังนั้นบางอย่างก็ต้องมีการแก้ไขกฎหมาย ซึ่งจะต้องชัดเจน ใน สนช. ผ่านคณะกรรมาธิการ 3 คณะด้วยกัน กว่าจะออกมาเป็นกฎหมายได้ อะไรที่จำเป็นผมก็ใช้มาตรา 44 ไปก่อน แต่กฎหมายที่จะออกตามมาก็ทำนองเดียวกัน ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความรวดเร็วเป็นไปตามกฎระเบียบ
นายกฯ กล่าวต่อว่า ในเรื่องของการปฏิรูปการทำงานของรัฐบาลนั้นก็มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะบูรณาการการทำงานร่วมกันให้ได้ ในทุกกระทรวง ในกระทรวงตัวเองก็ต้องเป็นเรื่องของทุกกรม ไม่แบ่งเป็นพรรคเป็นฝ่ายแบบที่เคยเป็นมาในอดีต มีการจัดสรรแบ่งงบประมาณแยกไปทำกันเองอย่างนั้นไม่ได้ ดังนั้นเราจะต้องทำให้เกิดการบูรณาการให้ได้ นี่คือสิ่งที่เรียกว่าปฏิรูปเหมือนกัน ไม่มีการทำงานซ้ำซ้อน ไม่สิ้นเปลืองงบประมาณ หากทำไม่ได้นี่การบูรณาการทำไม่ได้จริงนี่ จะทำให้รัฐต้องสูญเสียงบประมาณเป็นจำนวนมากโดยไม่จำเป็น ประชาชนไม่ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ แทนที่จะเอางบตรงนี้ไปให้ตรงโน้นบ้าง ก็รวมไปเป็นบางที่บางทางจนไม่ทั่วถึงเพราะงั้นต้องเชื่อมโยงกันให้ได้ทั้งในส่วนของการประสานงานระหว่างกระทรวง การประชุมร่วมกัน
"หลังจากที่มีการปรับคณะรัฐมนตรีไปแล้ว ก็ขอความกรุณาท่านอดีตรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ได้กรุณาทำความเข้าใจกับสื่อด้วย เพราะผมเองนั้น ผมก็เป็นกังวล หลายๆ อย่าง ว่าเดี๋ยวจะไม่เข้าใจกันอีก ในส่วนของสื่อส่วนของสังคม ในภาพรวมผมรับผิดชอบแต่ผู้เดียวในเรื่องของการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีใดก็ตาม หรือรองนายกรัฐมนตรีท่านใดก็ตาม การตัดสินใจ ความรับผิดชอบอยู่ที่ผม เพราะงั้นสิ่งใดก็ตามที่อาจจะไม่ตรงกับสิ่งที่ท่านคิด ท่านก็บอกผมมาเท่านั้นเอง ผมเป็นผู้กำหนดนโยบาย แล้วก็จะต้องขับเคลื่อนกระทรวงไปพร้อมๆ กัน เพราะงั้นรองนายกรัฐมนตรีทุกๆ กระทรวงก็จะต้องขับเคลื่อนให้ผม ร่วมกับรัฐมนตรี แปลงนโยบายผมไปสู่การปฏิบัติ จากนั้นก็จะส่งไปยังข้าราชการ ที่อยู่ข้างล่างเป็นผู้ปฏิบัติ วันนี้ก็เน้นหนักในส่วนของผู้ว่าราชการจังหวัด ที่ต้องดูแลข้างล่างในพื้นที่ให้ชัดเจนขึ้น ปัญหาในช่วงที่ผ่านมานั้นก็คือ เริ่มต้นแล้วการขับเคลื่อนยังเป็นไปได้ อย่างช้าอยู่ ไม่รวดเร็ว ทุกกลุ่มงานต้องทำให้เร็วขึ้น ทั้งนี้ก็ต้องอาศัยความร่วมมือของข้าราชการ ประชาชน ที่มีส่วนร่วมกัน ปัญหาสำคัญคือหลายอย่างยังคงติดอยู่กับปัญหาเก่า เหมือนกับเราติดกับดักตัวเอง ติดกับดักเรื่องกฎหมาย ติดกับดักเรื่องความคิด ความไม่เข้าใจ อะไรต่างๆ เหล่านี้ ความไม่ชัดเจน เพราะงั้นทั้งสองฝ่ายก็ต้องปรับเข้าหากัน ทั้งรัฐบาล ราชการ ประชาชน เราจะต้องลดปัญหาที่เกิดขึ้นให้ได้ ทั้งในส่วนของการทำงานของรัฐบาล ส่วนของประชาชน มีส่วนร่วม ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ว่าควรจะทำยังไง ตรงไหนให้เดินหน้าไปได้แล้วกัน ไม่งั้นผลประโยชน์ของประเทศชาติโดยรวมก็ไม่เกิดขึ้น ประชาชนก็เดือดร้อนเหมือนเดิม "นายกฯ กล่าว



