ข่าว

พิษทลายแหล่งค้ากามลาวเด้ง5เสือสวีเข้ากรุ

พิษทลายแหล่งค้ากามลาวเด้ง5เสือสวีเข้ากรุ

28 ส.ค. 2558

พิษทลายแหล่งค้ากามลาวเด้ง5เสือสวีเข้ากรุ นักวิชาการชี้ปัญหาประมงข้ามชาติผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่รัฐมีเอี่ยวด้วย

               28ส.ค.2558 ภายหลังนายเลิศพรไชย ไชยฤทธิ์ ปลัดจังหวัดชุมพร พร้อมด้วย นายมานะ สิมมา ผู้อำนวยการสอบสวนคดีอาญา พ.อ.พงศ์คณิศร์ ธรรมะสกุล ศปป.2 กอ.รมน. และพนักงานฝ่ายปกครอง สำนักการตรวจสอบ และอส.กว่า20คน กรมการปกครอง ร่วมกันเข้าตรวจสอบ “ร้านคาราโอเกะ” ตั้งอยู่ริมถนนเอเชีย 41 หมู่ 4 ต.นาโพธิ์ อ.สวี จ.ชุมพร หลังจากได้รับแจ้งจากประชาชน และองค์กรพัฒนาเอกชน ผ่านศูนย์ดำรงธรรม ว่า ร้านดังกล่าวได้นำผู้หญิงชาวลาวเข้ามาลักลอบค้าประเวณี และมีเด็กอายุต่ำกว่า 18ปี ค้าประเวณีด้วย เมื่อวันที่ 27 สค.นั้น

               จากการตรวจสอบพบว่า ร้านดังกล่าวเป็นอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น โดยชั้นล่างเปิดเป็นร้านคาราโอเกาะมีตู้เพลงหยอดเหรียญ มีพนักงานหญิงหลายคนกำลังนั่งให้บริการนักเที่ยวกลางคืนอยู่จำนวนหลายโต๊ะ เจ้าหน้าที่ จึงได้แสดงตัวเพื่อเข้าตรวจสอบ พร้อมทั้งเรียกพนักงานหญิงทั้งหมดจำนวน 21 คน สอบปากคำ โดยมี นายเจริญ เซี้ยงวิลัย อายุ 48 ปี รับเป็นเจ้าของร้าน พร้อมพวกเป็น ชาย 2 และหญิง 1 รับสารภาพเป็นคนดูแลร้าน

               ตรวจค้นปรากฏว่าร้านดังกล่าว ไม่มีใบอนุญาตประกอบการ และยังพบสมุดจดบันทึกการรับเงินจากแขกที่มาใช้บริการร่วมหลับนอน แบบชั่วคราว และค้างคืนของหญิงชาวลาว แต่ละคนภายในห้องพักที่บริเวณชั้น 2 และ3 ซึ่งกั้นแบ่งเป็นห้องพัก และยังพบมีถุงยางอนามัยเป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งยารักษาโรคอีกจำนวนหนึ่ง

               จากการสอบปากคำหญิงสาวชาวลาวรายหนึ่ง ให้การเพิ่มเติมว่า ยังมีเพื่อนอีก 3 คน ออกไปให้บริการทางเพศที่โรงแรมแห่งหนึ่งในตัวอำเภอสวี เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองชุดจับกุม จึงได้ติดตามไปตรวจสอบขยายผล พบภายในห้องเป็นชายไทย 3 คน และหญิงชาวลาว 3 คน ค้นภายในห้อง พบยาเสพติดประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 21 เม็ด และยาไอซ์ น้ำหนัก 1.5 กรัม ซุกอยู่ใต้เตียงนอน โดย น.ส.เอ รับสารภาพเป็นเจ้าของยาเสพติด จึงควบคุมตัว น.ส.เอ ส่งดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนชายวัยรุ่นอีก 3 ราย ส่งตรวจปัสสาวะปรากฏว่า เป็นสีม่วงส่งดำเนินคดีเช่นกัน

               จากกรณีดังกล่าวที่ผ่านมาเวลา 08.30น.  พล.ต.ต. วิศฺษฐ์ ศุกรเสพย์ ผบก. ภ.จว.ชุมพร ได้เช็นต์สำสั่งย้ายด่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับบังคับการปฏิบัติการ ตั้งแต่ ผู้กำกับ รองผุ้กำกับฝ่ายป้องกันและปราบปราม รองผกก.การสืบสวน  ประกอบด้วย พ.ต.อ. กิตติศักดิ์ ประเสริฐผล ผกก.สภ.สวี พตท.ศราวุธ เชิงหอม รองผกก.(ป) สภ.สวี พตท.นิวัฒน์ ชื่นวิเศษ รองผกก(ส) สภ.สวี พตต.จเร ชูแก้ว สวป (ปป) สภ.สวี พตต. ถิรเดช แข่งแรง สว สภ.สวี ทั้ง5นาย พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยให้ไปปฏิบัติราชการที่ บก.ภ.จว.ชุมพร ตั้งแต่วันที่ 28 สค.58 เป้นต้นไปจนกว่าจะมี สำสั่งเปลี่ยนแปลงต่อไป


ชี้ปัญหาประมงข้ามชาติผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่รัฐเอี่ยวด้วย

               ขณะที่ที่ห้องประชุมจุมภฏ - พันธุ์ทิพย์ อาคารประชาธิปก - รำไพพรรณี จุฬาลงกร์มหาวิทยาลัย นายสมพงค์ สระแก้ว ผู้อำนวยการมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน ได้กล่าวเสวนาในงาน “วิกฤติ วิจัย วิพากษ์ - ความเป็นธรรมทางสังคม : มโนทัศน์กับความเป็นจริง” ในประเด็นของความไม่เป็นธรรมทางสังคมในธุรกิจประมงข้ามชาติ ว่าปัจจัยที่ทำให้คนเข้ามาทำงานเป็นงานบนเรือประมงข้ามชาติส่วนใหญ่มาจากความยากจน รองจากนั้นเป็นเรื่องของการศึกษาที่มีความรู้น้อยทำให้ไม่ค่อยมีตัวเลือกในการประกอบอาชีพ ซึ่งส่วนมากมักจะเป็นคนต่างจังหวัด โดยกลุ่มนายหน้าจะเข้าใจธรรมชาติของคนกลุ่มนี้ทำให้ง่ายต่อการชักชวน

               “ลูกเรือที่ไปทำงานในเรือประมงมีทั้งสมัครใจและถูกหลอกไป โดยระหว่างที่อยู่บนเรือนั้นพวกเขาต้องหาปลาในน่านน้ำประเทศอินโดนิเซีย ซึ่งเสี่ยงกับการถูกจับโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ อีกทั้งยังโดนไต๋เรือ (คนคุมเรือ) ทำร้ายจะได้รับผลกระทบทั้งด้านร่างกายและจิตใจ บางคนถึงขั้นเสียชีวิตเลยก็มี บางคนทนไม่ได้จนถึงขั้นแอบหนีไปเอาชีวิตรอดบนเกาะอัมบน ซึ่งส่วนใหญ่ลูกเรือใช้ชีวิตอย่างไม่มีความหวังว่าจะได้กลับบ้านอีก”

               นายสมพงค์กล่าวอีกว่า ปรากฏการณ์เรื่องการใช้แรงงานผิดกฎหมายในธุรกิจประมงนั้นเพิ่งมีการตื่นตัวเมื่อปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีการนำเสนอเป็นข่าวในสื่อต่าง ๆ มากมาย แต่ในความเป็นจริงแล้วเรื่องนี้ได้เป็นปัญหาสะสมมานานประมาณ  20 - 30 ปี จนผู้ประกอบการบางคนถือว่าเรื่องนี้เป็นวัฒนธรรมไปแล้ว และเมื่อมีการบังคับใช้กฎหมายกวาดล้างเรือประมง ทำให้ผู้ประกอบการหลาย ๆ คนมีความลำบากและรู้สึกปรับตัวได้ยาก โดยส่วนตัวเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงที่ปรากฏบนหน้าสื่อให้เห็นนั้นจะไม่เกิดขึ้นเลย หากไม่มีแรงกดดันจากยุโรปในเรื่องของการทำประมงผิดกฎหมาย และรายงานการค้ามนุษย์ของสหรัฐอเมริกา ที่แสดงให้เห็นว่าไทยความหย่อนยานในการจัดการปัญหาดังกล่าว

               ทั้งนี้ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดจากผู้ประกอบการเพียงอย่างเดียว หากแต่เจ้าหน้าที่ของรัฐมีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างความไม่เป็นธรรมในเรื่องนี้ด้วย อย่างในกระบวนการขึ้นทะเบียน Seaman Book ที่แรงงานเล่าให้ฟังว่า เมื่อทำไปแล้วเอกสารดังกล่าวไม่ได้อยู่กับตน แต่อยู่กับนายหน้า แม้กระทั่งการนำเรือออกทะเล ก็ไม่ได้มีการตรวจสอบเรือหรือขอดูเอกสารของลูกเรือแต่อย่างใด ซึ่งเป็นภาพของความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นโดยภาครัฐ

               อย่างไรก็ดีแม้ว่าในปัจจุบันได้มีแรงงานบางส่วนได้กลับเข้ามาในประเทศไทย แต่เรื่องก็ไม่ได้จบสวยงามเพราะพวกเขาต้องมาเผชิญความยากลำบาก บางส่วนประกอบอาชีพไม่ได้เพราะอายุมาก บางส่วนก็ถูกเลือกปฏิบัติจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ อย่างในกระบวนการตรวจสอบกระทรวงแรงงานที่บอกว่า พวกกเขาไม่ใช่กลุ่มบุคคลถูกหลอกใช้แรงงาน จึงทำให้เขาพลาดสิทธิประโยชน์ในการเยียวยาหลายๆอย่าง รวมถึงการทำหน้าที่ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ที่มักจะบอกว่าให้รับเงินที่ผู้ประกอบการเสนอมา ดีกว่าไม่ได้อะไร ทั้ง ๆ ที่จำนวนเงินน่าจะมากกว่านั้น  จากภาพโดยรวมดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในธุรกิจประมงข้ามชาติ ซึ่งสะสมมมาเป็นเวลานาน โจทย์จากนี้ไปที่ชวนขบคิดคือ ทำอย่างไรที่จะทำให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเพื่อแก้ไขปัญหานี้


ระบุเด็กอพยพข้ามชาตินิยมเข้าศูนย์เรียนรู้มากกว่าโรงเรียน

               นางนฤมล อรุโณทัย นักวิชาการบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวเสวนาในงาน “วิกฤติ วิจัย วิพากษ์ - ความเป็นธรรมทางสังคม : มโนทัศน์กับความเป็นจริง” การอพยพหรือย้ายถิ่นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามปกติ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งของผู้อพยพนั้นมีเด็กและเยาวชนด้วย โดยในปัจจุบันรัฐบาลจะมีนโยบายเปิดกว้างให้เด็กและเยาวชนผู้อพยพได้รับการศึกษาในโรงเรียนรัฐบาลได้ ซึ่งได้ยกตัวอย่างบริเวณแม่สอด จ.ตาก เด็กและเยาวชนส่วนใหญ่เลือกที่จะเข้าศูนย์การเรียนรู้มากกว่าโรงเรียนรัฐในระบบ เนื่องจากมีรถรับส่ง ไม่เก็บค่าใช้จ่าย อีกทั้งใช้ขั้นตอนการสมัครเข้าเรียนน้อย โดยศูนย์การเรียนรู้เป็นสถาบันที่ทำให้เด็กข้ามชาติมีความรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคม อีกทั้งศูนย์การเรียนรู้ยังมีบทบาทในการต่อรองเชิงอำนาจกับเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นเพื่อดูแลความปลอดภัย และเจรจาต่อรองกับนายจ้างในกรณีที่นักเรียนเป็นแรงงานเด็กด้วย

               ทั้งนี้การบริหารจัดการศึกษาสำหรับเด็กข้ามชาติบริเวณชายแดนนั้นถือเป็นเรื่องที่ยากพิเศษ เนื่องจากเด็กที่เข้ามาเรียนนั้นมีความลากหลายทั้งภาษา ชาติพันธุ์ ศาสนา และสถานะบุคคล อีกทั้งภูมิหลังของเด็กบางคนอาจจะส่งผลให้เขามีความต้องการที่พิเศษเพิ่มเติม แต่ในขณะเดียวกัน ศูนย์การเรียนรู้ก็มีทรัพยากรที่จำกัด เช่น งบประมาณ บุคลากร สถานที่ เป็นต้น ทั้งในส่วนของการดำเนินงานนั้น ได้มีอาสาสมัครจากต่างชาติเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาที่ก้าวหน้า อย่างเช่น การสอนประวัติศาสตร์ของเมียนมาร์ในมุมมองของนานาชาติ เป็นต้น โดยสาเหตุที่ทำได้เพราะศูนย์การเรียนรู้ไม่ได้ถูกควบคุมโดยระบบการศึกษาของรัฐชาติ

               อย่างไรก็ดีสถานการณ์ในประเทศเมียนมาร์ในปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้การสนับสนุนด้าการศึกษาในพื้นที่ชายแดนดลงไปอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่การสร้างความมั่นคงทางการศึกษาให้กับเด็กผู้อพยพมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่วไม่ได้มีหลักประกันใดๆที่บ่งบอกว่าการเปลี่ยนแปลงของประเทศเมียนมาร์ จะเป็นปัจจัยที่ยกระดับให้ผู้ยากไร้ในประเทศ หรือทำให้เขาต้องอพยพเข้ามาในชายแดนไทยมากขึ้น หากเป็นเช่นนั้นเด็กที่อพยพตามครอบครัวเข้ามาก็ยังคงต้องการศูนย์การเรียนรู้เพื่อเป็นสถานศึกษาต่อไป


ชี้งานวิจัยต้องมีความเข้าใจคนในสังคม

               นายสุริชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวปาฐกภาพิเศษในงาน “วิกฤติ วิจัย วิพากษ์ - ความเป็นธรรมทางสังคม : มโนทัศน์กับความเป็นจริง” ในหัวข้อทวิภพของความเป็นธรรมกับอนาคตการวิจัยทางสังคม ว่าคำว่าทวิภพนั้น หมายถึงหลายๆภพขององค์ความรู้ที่ใช้ในการวิจัยเรื่องของความเป็นธรรม ยกตัวอย่างในเรื่องมุมมองของการเมืองที่คนในสังคมต่างมองว่าฝ่ายตัวเองถูก และฝ่ายที่คิดต่างนั้นผิด ซึ่งเป็นความเชื่อแบบคับแคบ ทั้งๆที่ทั้งสองฝ่ายนั้นมีผิดและถูกปะปนกันไป หรือไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการประมงที่ผู้ประกอบการส่งออกอาหารทะเล มองว่าความไม่เป็นธรรมของเขาคือการถูกกีดกันจากยุโรป ด้านอเมริกาก็ออกรายงานค้าแรงงานมนุษย์จัดให้ไทยอยู่ Tier3 ซึ่งหลายๆคนมองว่าเป็นเรื่องไม่เป็นธรรมต่อไทยเนื่องจากเขามองเรื่องของรายได้รวมเป็นหลัก แต่ในมุมมองของแรงงานที่ถูกหลอกขึ้นเรือประมง ก็ถือว่าเป็นเรื่องไม่เป็นธรรมของเขาเช่นกัน ซึ่งสองปรากฏการนี้ได้ก็สะท้อนให้เห็นถึงความทวิภพในความเป็นธรรมได้เป็นอย่างดี

               นายสุริชัย กล่าวอีกว่า ในด้านงานวิจัยในปัจจุบันมีความเป็นไปในแนวทางของวิทยาศาสตร์ กล่าวคือให้ความสำคัญกับตัวเลขที่พิสูจน์ได้เช่นค่าของ GDP เป็นต้น จนมองข้ามเรื่องของ คุณค่าวิถีชีวิต พหุวัฒนธรรม หรือมีข้อมูลเพียงด้านเดียวซึ่งเป็นมุมมองที่คับแคบ จึงทำให้งานวิจัยแบบนี้ยึดหลักมิติเดียว และไม่ได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงและเป็นเพียงแค่เครื่องมือเท่านั้น อีกทั้งสังคมโลกสมัยใหม่มีความคิดเห็นที่หลากหลายมาก จึงต้องทำความเข้าใจถึงความเป็นธรรมที่หลากหลายของคนในสังคม รวมถึงการเข้าไปมีส่วนร่วมทุกข์และเข้าใจของคนในสังคมเพื่อให้งานวิจัยก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงด้วย

               “ภารกิจที่สำคัญท่ามกลางความขัดแย้งของทวิภพของความเป็นธรรม ทำให้พื้นที่ความคิดในสาธารณะคับแคบไปมาก เพราะความขัดแย้งทางการเมือง เราต้องคิดว่าทำอย่างไรจึงจะช่วยให้เราก้าวพ้นในทัศนคติแบบนี้ ในขณะที่เราเจอโจทย์ซับซ้อนยื่งขึ้น” นายสุริชัย กล่าว