ข่าว

‘สมคิด’ปลุกเชื่อมั่นเร่งพยุงศก.เอกชนขานรับ

‘สมคิด’ปลุกเชื่อมั่นเร่งพยุงศก.เอกชนขานรับ

28 ส.ค. 2558

‘สมคิด’ชี้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะซบเซาชะลอตัว ขึ้นเวทีปลุกความเชื่อมั่นภาคเอกชน ประกาศเดินหน้ามาตรการเร่งด่วนพยุงเศรษฐกิจ

               การบรรยายพิเศษในหัวข้อ “นโยบายเศรษฐกิจและทิศทางประเทศไทย” ที่จัดโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน ประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม นับเป็นเวทีแรกอย่างเป็นทางการของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าทีมเศรษฐกิจในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคเอกชน ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

               นายสมคิดยอมรับว่า ขณะนี้เป็นจุดพลิกผันของเศรษฐกิจที่กำลังเข้าสู่ภาวะชะลอตัวและซบเซา จากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ทั้งข้าวและยางพารา จนกระทบต่อกำลังซื้อของชาวบ้าน ทำให้เกิดความไม่มั่นใจในการใช้จ่ายจึงเลือกเก็บเงินไว้ใช้จ่ายเฉพาะที่จำเป็น และภาคเอกชนก็ชะลอการลงทุน เนื่องจากมีความกังวลใจด้วยเช่นกัน สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นที่ลดลงต่อเนื่อง ดังนั้น จึงต้องการชี้แจงให้ภาคเอกชนรับทราบว่ารัฐบาลจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างไร เพื่อลดความกังวลและให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน รวมทั้งขอความร่วมมือในการทำงานร่วมกัน โดยขอยืนยันว่ารัฐบาลเป็นมิตรกับภาคธุรกิจและพร้อมสนับสนุนให้เอกชนมีความเข้มแข็ง เป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไป

               อย่างไรก็ตาม นายสมคิดยืนยันว่าเศรษฐกิจในปีนี้ไม่เหมือนช่วงปี 2540 ที่ไทยเผชิญวิกฤติ มีปัญหาทั้งภาคการเงินและภาคการผลิต จนทำให้มีคนตกงานจำนวนมาก และมองว่าปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจของไทยไม่ได้เลวร้ายจนน่าเป็นห่วง แต่หากปล่อยให้ตกอยู่ในภาวะซึมเซาทั้งภาคเอกชนและภาคประชาชน ก็จะกัดกินเศรษฐกิจโดยรวมให้มีปัญหา จึงจำเป็นต้องดึงความเชื่อมั่นของทุกฝ่าย โดยต้องออกมาตรการเร่งด่วนช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย เป็นการอัดฉีดเงินให้ถึงมือประชาชนผ่านกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองทั่วประเทศ และเร่งลงทุนโครงการขนาดเล็ก ซึ่งจะทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า

               นายสมคิด กล่าวต่อว่า หลังจากนั้นในขั้นตอนต่อไปภายใน 2 สัปดาห์ จะหาแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยมอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมร่วมกับภาคเอกชน เช่น สถาบันการเงิน ออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนให้เอสเอ็มอีมีความเข้มแข็ง เช่น การเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ สร้างมูลค่าเพิ่ม และสร้างธุรกิจใหม่ เพื่อวางรากฐานของประเทศในระยะยาว

               รองนายกฯ กล่าวว่า สำหรับภารกิจสร้างอนาคตของประเทศไทยที่จะต้องผลักดันระยะต่อไปคือ การสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาจากต่างประเทศ โดยจะสนับสนุนให้ภาคการผลิตรวมกลุ่มสินค้าที่มีศักยภาพในการแข่งขันในรูปแบบของคลัสเตอร์ ซึ่งอาจมี 6-7 กลุ่มสินค้า เช่น เกษตรแปรรูป ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมีคอลสะอาด กลุ่มไอทีและดิจิทัล โดยการขยายนิคมฯ มาบตาพุดให้เป็นซูเปอร์คลัสเตอร์รองรับการมาลงทุนของเอสเอ็มอีและผู้ประกอบการ ซึ่งจะมีการปรับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เพื่อส่งเสริมการลงทุนสู้กับประเทศเพื่อนบ้าน คาดว่าจะสรุปแผนงานได้ภายใน 1 เดือนข้างหน้า เพื่อนำเสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

               นายสมคิด กล่าวว่า หลังจากนั้นจะเดินหน้าพัฒนานักรบทางเศรษฐกิจ ด้วยการสร้างเอกชนให้เข้มแข็ง โดยร่วมกับมหาวิทยาลัย และหน่วยงานของรัฐด้านเศรษฐกิจ เพื่อสร้างกลุ่มเอสเอ็มอี สตาร์ทอัพ ให้มากขึ้น สนับสนุนการสร้างแบรนด์ให้รายย่อยและนำบริษัทใหญ่มาต่อท่อกับเอสเอ็มอี เพื่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ในการดูแลให้ความรู้แก่ภาคเอกชนและคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะโอท็อปและวิสาหกิจชุมชนที่เหมือนจะเลือนหายไป ก็จะส่งเสริมให้กลับมาสร้างความคึกคักให้ชุมชนในทุกตำบล

               นายสมคิด กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังสั่งการให้เร่งเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างขนาดใหญ่ เพื่อให้เกิดการลงทุนโดยเร็ว ทั้งการลงทุนรถไฟฟ้าความเร็วสูง การลงทุนก่อสร้างมอเตอร์เวย์ เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงกิจกรรมทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน ด้วยการดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนแบบพีพีพี เพื่อพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะดำเนินการโดยยึดหลักความพอดีและดูกำลังความสามารถทางการคลังของรัฐบาลด้วย ซึ่งหากดำเนินการตามแผนที่วางไว้จะทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของประเทศขยายตัวได้พอสมควร

               "ปัญหาหลักคือขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศถดถอย เพราะจีดีพีไทยพึ่งส่งออกมากไป ซึ่งเป็นสิ่งต้องแก้ไขใหม่ ดังนั้นครม.ใหม่จะเน้นดูแลใน 2 เรื่องหลัก เรื่องแรกคือมาตรการระยะสั้นเพื่อช่วยเหลือคนมีรายได้น้อยและเอสเอ็มอี และอีกเรื่องเป็นการวางรากฐานประเทศในอนาคต เพราะการพึ่งส่งออกถึง 60% ของจีดีพี เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเมื่อเศรษฐกิจโลกมีปัญหาก็ต้องแผ่ว เศรษฐกิจจึงส่อแววจะอ่อนแอ เราต้องสร้างใหม่และเตรียมอนาคตข้างหน้า อะไรที่ต้องแก้ก็ต้องรีบ และสร้างในสิ่งที่ควรสร้าง อย่ากังวลจนเกินเหตุ แต่ก็อย่าประมาท" นายสมคิดกล่าว

               นายสมคิดได้ตอบข้อซักถามของผู้แทนจาก กกร. ย้ำว่าไทยเผชิญปัญหาต่างๆมามาก โดยเรื่องมาตรฐานการบินจากไอเคโอ ต้องยอมรับว่าเป็นปัญหามานาน แต่ควรใช้สิ่งเหล่านี้มาเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจ ส่วนเรื่องประมง ถือเป็นเรื่องใหญ่เพราะมีทั้งปัญหาการค้ามนุษย์ การใช้แรงงานผิดกฎหมาย ซึ่งจากนี้ก็ต้องลุ้นว่าในส่วนปัญหาไอยูยู หรือการทำประมงที่ผิดกฎหมายขาดการรายงานและไร้การควบคุม ทุกอย่างมีเส้นตายที่ต้องทำตาม ทั้งส่วนการนำเสนอข้อเท็จจริงและขั้นตอนการเจรจา

               “ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ไทยก็ต้องทำดีต่อไป และยอมรับว่าการต่อรองกับคนที่ใหญ่กว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นในส่วนปัญหาประมงหากไปเข้มงวดมากเกินไปก็จะเป็นการสร้างผลกระทบแก่ผู้ประกอบการที่เคยอยู่กับปัญหามานาน จึงควรยอมตามเท่าที่ทำได้ และพยายามเยียวยาประมงที่ได้รับความเสียหายควบคู่ไปด้วย เพราะปัญหาไอยูยูไม่ใช่แค่มีผลต่อมูลค่าการส่งออกที่มีเพียงไม่กี่หมื่นล้านดอลลาร์แต่มีผลกระทบที่มากกว่าคือภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทย” รองนายกฯ กล่าว

               นายสมคิด กล่าวต่อว่า ส่วนสถานการณ์แรงงานขณะนี้ ต้องดูแลให้รอบคอบการออกมาตรการอะไรในขณะนี้จะต้องเตรียมความพร้อมก่อนดำเนินการ ซึ่งไทยมีค่าแรงงานที่ไม่ได้อยู่ในระดับต่ำแล้ว ทำให้การผลิตจากนี้จะมีการเคลื่อนย้ายออกจากไทยหรือไปอยู่ตามแนวชายแดน แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งอุตสาหกรรมใหญ่ๆ จะแสวงหาแรงงานที่มีทักษะสูง แทนแรงงานราคาถูก ซึ่งเมื่อถึงวันนั้นไทยที่อยู่ในระดับกลางจะถึงทางตันไม่สามารถขยับไปไหนได้ จึงต้องเร่งพัฒนาแรงงานให้มีทักษะที่สูงขึ้น เช่นเดียวกับการส่งออกสินค้าที่ไทยยังเน้นส่งออกสินค้ามูลค่าต่ำ ซึ่งไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้อง

               ด้านนายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้เสนอต่อนายสมคิดว่าในจังหวะนี้น่าจะเป็นโอกาสดีในการที่รัฐบาลจะเร่งผลักดันแก้ไขกฎหมายต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าการลงทุนของภาคเอกชน และหากรัฐบาลจะออกกฎหมายก็ควรรับฟังความเห็นจากภาคเอกชนด้วย  เพื่อจะได้เกิดความรอบคอบก่อนเสนอสภา พร้อมทั้งระบุว่าเอกชนเห็นด้วยกับแนวทางการผลักดันผู้ประกอบการผ่านกลุ่มคลัสเตอร์ เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางในการสนับสนุนผู้ประกอบการรองรับเข้าสู่กลุ่มประชาคมอาเซียน

               นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนมีความเชื่อมั่นในนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลมากขึ้น และสภาหอการค้าฯ พร้อมให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในการพัฒนาผู้ประกอบการแบบคลัสเตอร์ เพราะได้จัดทำยุทธศาสตร์ระดับภาค ระดับจังหวัดไว้ 18 กลุ่ม ในการพัฒนาผู้ประกอบการภายในปี 2020 อยู่แล้ว พร้อมกันนี้ อยากเสนอให้รัฐบาลปลดล็อกอุปสรรคด้านการค้า การลงทุน การขอใบอนุญาต และเดินหน้าบริหารจัดการเรื่องน้ำ เพราะเป็นสิ่งสำคัญต่อภาคเกษตร

               ขณะที่นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานประภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เสนอให้ปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมเอสเอ็มอี เนื่องจากที่ผ่านมาได้มีการหลีกเลี่ยงภาษีถึงร้อยละ 80 เมื่อกิจการเติบโตต้องการขยายกิจการจึงไม่สามารถเติบโตได้ เพราะบัญชียังไม่โปร่งใส จึงเสนอขอให้นิรโทษกรรมภาษี และพร้อมเดินหน้าไปพร้อมกัน ด้วยการส่งเสริมการจัดทำบัญชีที่เป็นมาตรฐาน การฝึกอบรม การขึ้นทะเบียน จากนั้นจะทำให้เอสเอ็มอีกลับเข้าระบบภาษีมากขึ้น รวมทั้งกลับมารณรงค์ให้คนไทยซื้อสินค้าไทยฟื้นโครงการเมด อิน ไทยแลนด์ เพื่อส่งเสริมการซื้อสินค้าไทย ตลอดจนการพัฒนาให้ไทยเป็นศูนย์กลางแสดงสินค้าของอาเซียน เพราะไทยเป็นจุดสนใจของต่างประเทศในการเข้ามาแสดงสินค้า และจะเกิดการท่องเที่ยวขยายตัวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

               ด้านนายบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หลังรับฟังนโยบายจากนายสมคิดแล้ว รู้สึกมีความเชื่อมั่นมากขึ้น ทำให้มองเห็นภาพและความหวัง เนื่องจากผู้ที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจมีความเข้าใจสภาพปัญหาของประเทศอย่างแท้จริง มีแนวคิดว่าจะนำพาประเทศเดินไปอย่างไร โดยมีขั้นตอนต่างๆ ระบุออกมาอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าสิ่งที่รองนายกรัฐมนตรีเอ่ยถึงนั้นบางเรื่องอาจจะเป็นเรื่องยากในการแก้ไข แต่เมื่อได้ฟังการแก้ไขปัญหาแล้วมีส่วนทำให้สบายใจมากขึ้น

               นายสุรัตน์ชัย กึงฮะกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิ เอ็มเพอเร่อร์ เฮ้าส์ จำกัด กล่าวว่า สิ่งที่รองนายกรัฐมนตรีพูดถือว่าดีมากสอดคล้องกับแนวคิดของภาคเอกชนที่เล็งเห็นว่าท้ายที่สุดเศรษฐกิจไทยต้องกลับไปให้ความสำคัญกับ “ฐานราก” ทั้งเศรษฐกิจชุมชน โอท็อป การท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของประเทศไทย นโยบายที่นายสมคิดกล่าวมาถือเป็นวิสัยทัศน์ที่มาถูกทางแล้ว ส่วนการลงทุนพัฒนาระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน ถือเป็นการกระจายความเจริญไปสู่ต่างจังหวัดจึงไม่ต้องการให้หลายฝ่ายมองการลงทุนดังกล่าวแค่ผลลัพธ์จากความคุ้มค่ากับเม็ดเงินที่ทุ่มลงไปแล้วเพียงอย่างเดียว

               นายวัลลภ วิตนากร  รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า นโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรองนายกฯ สะท้อนให้เห็นว่ามองเห็นปัญหาของประเทศไทยอยู่ตรงไหน และเป็นครั้งแรกที่มีการกล่าวถึงการแก้ไขปัญหาระยะสั้น ควบคู่กับโครงการระยะยาว สิ่งเหล่านี้ภาคเอกชนเคยเสนอไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มการบริโภคภายในประเทศ ช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี)ทั้งด้านมาตรการภาษี และเสริมสภาพคล่อง

               “สิ่งที่รัฐบาลจะดำเนินการถือว่าครอบคลุมทุกมิติ และล้วนเป็นเรื่องเร่งด่วนทั้งสิ้น หากรัฐดำเนินการแก้ไขปัญหาได้เร็ว โอกาสฟื้นตัวจะเห็นภายใน 3 เดือน” นายวัลลภ กล่าว