ข่าว

 ‘สมคิด’ก้าวย่างที่น่าจับตามอง

‘สมคิด’ก้าวย่างที่น่าจับตามอง

28 ส.ค. 2558

‘สมคิด’ก้าวย่างที่น่าจับตามอง : คิดข้ามขั้ว โดยไพศาล สังโวลี

               ถ้ามองในมุมของ “โอกาส” วิกฤติเศรษฐกิจของประเทศไทย และของคนชั้นล่างในเวลานี้ คือ โอกาสเป็นอย่างดีที่คนมือดีของประเทศนี้จะได้พิสูจน์ฝีมือ

               สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ คือ หนึ่งในนั้น

               เพราะไม่เพียงได้รับโอกาสและแรงสนับสนุนอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู จากทั้ง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. และ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรมว.กลาโหม “ผู้มากบารมี” แห่ง “คสช.” คนหนึ่ง

               หากแต่ท่ามกลางกระแสเรียกร้องต้องการผู้ที่จะมาพลิกฟื้นวิกฤติเศรษฐกิจ ชื่อ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ยังเป็นลำดับต้นๆ ที่หลายคนหลายฝ่ายต้องการอีกด้วย

               ดังนั้น ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านเศรษฐกิจถึง 9 หน่วยงาน คือ กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน

               และในฐานะ “หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ” ที่พกเอาความเชื่อมั่นของหลายฝ่าย รวมทั้งพล.อ.ประยุทธ์ มาอย่างเต็มเปี่ยม

               ก็อยู่ที่ “สมคิด” เพียงคนเดียวแล้ว เวลานี้ว่าจะพิสูจน์ตัวเองได้ดีแค่ไหน

               แต่จะว่าไปแล้ว แค่เริ่มต้นก็โชว์ให้เห็นอยู่พอสมควรว่ามีความพร้อมสูง

               กรณี สมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวว่า ในการประชุม ครม.สัปดาห์หน้า กระทรวงการคลังจะเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ที่ประชุม ครม.พิจารณา โดยกระทรวงการคลังจะเป็นผู้รวบรวมมาตรการต่างๆ เสนอ ตามที่ ‘สมคิด’ หารือกับ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รวมทั้งมีการหารือกับสำนักงบประมาณถึงแหล่งเงินที่จะใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว

               เบื้องต้นแหล่งเงินจะใช้จากงบกลาง รายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินและจำเป็นปีงบประมาณ 2558 ที่มีวงเงินคงเหลือมากกว่า 5 หมื่นล้านบาท ส่วนจะมีการกู้เงินเพิ่มเติมหรือไม่ ยังไม่สามารถบอกได้ในขณะนี้ แต่หากมีความจำเป็นก็สามารถทำได้

               นัยว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เชื่อว่าจะได้ผล ก็คือทุ่มงบประมาณลงไปที่ฐานคนส่วนใหญ่ของประเทศ หรือรากหญ้านั่นเอง เพื่อให้มีกำลังซื้อ และเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งแนวทางที่เปิดเผยออกมาแล้วก็คือ การให้แบงก์รัฐปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ผ่านสถาบันการเงินในชุมชน เช่น กองทุนหมู่บ้านทั่วประเทศ

               ที่สำคัญกว่านั้น “สมคิด” อาจไม่ใช่แค่ความหวังของ “ครม.ประยุทธ์ 3”

               เพราะในยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร “สมคิด” ถือว่า เป็น “เบอร์ 2” ที่ถูกจับตามองว่าจะเป็น แคนดิเดต “นายกรัฐมนตรี” ด้วยซ้ำไป แถมยังเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สลับกลับไปกลับมากับตำแหน่งรองนายกฯ หลายครั้ง ก่อนที่จะมานั่งรองนายกฯ ควบ รมว.พาณิชย์เมื่อปี 2548

               นัยว่า นโยบาย “ประชานิยม” หรือนโยบายเศรษฐกิจหลายอย่างที่ประสบความสำเร็จในยุคทักษิณ ก็มาจากแนวความคิดของ “สมคิด” นั่นเอง

               นอกจากนี้ ถ้ายังจำกันได้ “สมคิด” เคยเป็นที่ยอมรับในฐานะแกนนำกลุ่ม “8ส.+ส.พิเศษ” มาก่อน กล่าวคือ สมศักดิ์ เทพสุทิน, สมคิด จาตุศรีพิทักษ์, สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล, สุวิทย์ คุณกิตติ, สุวัจน์ ลิปตพัลลภ, สุรนันทน์ เวชชาชีวะ, สนธยา คุณปลื้ม ส่วน ส.พิเศษ คือ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

               นี่คือสิ่งที่จะเป็นตัวบ่งบอกว่า การได้รับโอกาสพิสูจน์ตัวเองของ “สมคิด” ครั้งนี้ จะไม่เพียงสร้างความเชื่อมั่นให้รัฐบาล “ประยุทธ์ 3” ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องประชาชน และวางรากฐานเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ

               หากแต่จะเป็นการพิสูจน์ตัวเอง ในท่ามกลางความต้องการ “ผู้นำ” ที่ประชาชนเชื่อมั่นในอนาคต หลังจากรัฐบาลยุค “คสช.” ด้วยก็เป็นได้

               เพียงแต่วันนี้ ที่ “สมคิด” จะต้องโชว์ให้เห็น ก็คือ ภาวะผู้นำในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจที่ประสบความสำเร็จ

               เมื่อโอกาสมา อำนาจมา คนพร้อม งบประมาณพร้อม แถมยังไม่ต้องกลัวอุปสรรคขวากหนามที่ไหนด้วย เพราะมีพะยี่ห้อ “บิ๊กตู่” เป็นทั้งอาวุธทะลุทะลวงและเกราะป้องกันอย่างดีอยู่แล้ว หากทำได้ เชื่อว่า ประชาชนจะคิดถึง และเก็บชื่อเอาไว้ในใจ แต่ถ้าไม่มีอะไรคืบหน้า หรือไม่ต่างจากหลายคนที่ท่าดีทีเหลว ก็จะได้พิสูจน์กันให้ชัดเจนอย่างไร้ข้อสงสัย