
ศาลอนุมัติหมายจับมือบึ้มท่าเรือสาทรแล้ว
ศาลอนุมัติหมายจับมือบึ้มท่าเรือสาทรแล้ว ตาม3อุยกูร์แหกกักตัวสอบโยงบึ้มราชประสงค์
วันที่ 27 ส.ค.2558 รายงานข่าวจากทีมสืบสวนแจ้งว่า ช่วงบ่ายศาลอาญากรุงเทพใต้ ได้อนุมัติออกหมายจับชายสวมเสื้อสีฟ้าตามรูปพรรณที่ปรากฏภาพจากกล้องวงจรปิดเป็นคนนำระเบิดไปทิ้งที่บริเวณท่าเรือสาทรแล้ว เป็นหมายจับเลขที่ 572/58 ระบุว่า ผู้ต้องหาเป็นชายชาวเอเชีย อายุประมาณ 25-30 ปี สูงประมาณ 170 ซม. ผิวขาวเหลือง ผมดก ผิวเข้ม จมูกโด่ง โดยหมายจับระบุข้อหา “มี, ใช้, ด้วยประการใดๆ ซึ่งวัตถุระเบิด โดยไม่ได้รับอนุญาต กระทำให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่น และพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน”
ทั้งนี้มีรายงานข่าวแจ้งว่า ภายหลังจากที่ชุดสืบสวนไล่ตรวจสอบภาพกล้องวงจรปิดจากบริเวณสวนลุมพินี ซึ่งเป็นจุดที่พบชายต้องสงสัยเสื้อเหลืองที่ถูกออกหมายจับตามภาพสเก็ตซ์ภายหลังจากก่อเหตุนั้น ล่าสุดชุดสืบสวนได้ไล่ติดตามภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณทางด่วนถนนจันทน์ เส้นทางมุ่งหน้ามาจากบริเวณถนนพระราม 3 พบรถแท็กซี่สีเขียวเหลือง โดยมีชายต้องสงสัยที่ถูกออกหมายจับอยู่ภายในรถ ตำรวจจึงเตรียมเรียกโชเฟอร์แท็กซี่คันดังกล่าวมาสอบปากคำเพิ่มเติมอีกครั้ง
ขณะนี้ทางชุดสืบสวนนครบาล ได้ทำการไล่ภาพกล้องวงจรปิดบริเวณโดยรอบพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งเป็นเขตรอยต่อระหว่าง สน.บางโพงพาง และสน.วัดพระยาไกร ทั้งนี้ ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่า แท็กซี่คันดังกล่าวรับชายตรงสงสัยมากจากบริเวณจุดใด นอกจากนี้ ทางพนักงานสอบสวน สน.ยานนาวา ได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติหมายจับชายเสื้อคอกลมสีฟ้า กางเกงขายาวสีดำที่ปรากฏอยู่ในภาพกล้องวงจรปิด บริเวณเหตุระเบิดท่าเรือสาทรภายในวันนี้
รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า ส่วนความคืบหน้าภายหลังที่พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบ.ตร.หัวหน้าชุดสืบสวน ได้สั่งการให้ตำรวจชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด(อีโอดี) จำลองเหตุระเบิดลักษณะเดียวกับบริเวณหน้าศาลท้าวมหาพระพรหม แยกราชประสงค์ และบริเวณท่าเรือสาทร โดยจะมีการทดสอบที่สนามทดสอบระเบิดหุบสบู่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี เพื่อดูแรงดันระเบิดของวัตถุระเบิด และรัศมีการทำลายล้างเพื่อนำมาเปรียบเทียบกับหลักฐานชิ้นส่วนที่ได้จากจุดเกิดเหตุนั้น ได้ขออนุญาตคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) แล้วเพื่อดำเนินการดังกล่าว
โดยทางชุดอีโอดีได้เตรียมอุปกรณ์ในการดำเนินการดังกล่าวแล้ว และให้ทางชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดของกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน(บช.ตชด.) ร่วมดำเนินการในการจำลองเหตุระเบิดดังกล่าวด้วย โดยจะมีการลงพื้นที่เพื่อดำเนินการตรวจสอบด้วยวิธีการจุดระเบิด ให้พนักงานสอบสวนพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องเฝ้าสังเกตการณ์หลบอยู่ในแนวกำบัง โดยอาจพิจารณาไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าร่วมสังเกตการณ์การจำลองเหตุการณ์ดังกล่าว เพราะเกรงว่าอาจจะเกิดอันตราย ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องจะมีการลงพื้นที่ในวันที่ 3 ก.ย.นี้
ตาม3อุยกูร์แหกกักตัวสอบโยงบึ้ม
รายงานจากชุดสืบสวนแจ้งด้วยว่า ได้เร่งตรวจสอบและติดตามชาวอุยกูร์ ซึ่งอ้างตัวเป็นชาวตุรกี 3 คน คือ นายบิลาส อายุ 25 ปี นายอาลี อายุ 26 ปี และนายนัลรุลเลาะห์ อายุ 22 ปี โดยทั้ง 3 คนถูกตำรวจ สภ.อรัญประเทศ ออกหมายจับ หลังจากหลบหนีออกจากห้องกักตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เมื่อวันที่ 29 เมษายน โดยทั้ง 3 คน อยู่ในกลุ่มชาวอุยกูร์แต่อ้างว่าเป็นชาวตุรกีจำนวน 17 คน ลักลอบเข้าไทยจากชายแดนประเทศกัมพูชา ซึ่งถูกตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจุบกุมได้ จึงนำตัวไปควบคุมไว้ภายในห้องกักเพื่อรอส่งเข้ากรุงเทพมหานคร แต่ทั้ง 17 คนใช้เสื้อและผ้าห่มผูกเป็นเชือกโรยตัวลงมาจากหลังคาตึกห้องขัง หลังเกิดเหตุตำรวจได้ติดตามตัวชาวอุยกูร์กลุ่มนี้กลับได้เป็นส่วนใหญ่เหลือเพียง 3 คนที่ยังคงหลบหนี
แหล่งข่าวด้านความมั่นคงเปิดเผยว่า ในช่วงระหว่างเดือนเมษายนมีกลุ่มชาวตุรกีเดินทางเข้าไทยและมีพฤติการณ์ตระเวนเยี่ยมชาวอุยกูร์หลบหนีเข้าเมืองที่ถูกทางการไทยควบคุมตัวไว้ทั้งที่ จ.สระแก้ว และ จ.ระยอง ซึ่งหน่วยงานด้านความมั่นคงได้ติดตามคนกลุ่มนี้เพื่อตรวจสอบ กระทั่งคนกลุ่มนี้เดินทางกลับออกไป ต่อมาหลังเกิดเหตุกลุ่มผู้ประท้วงบุกทำลายสถานกงสุลไทยในตุรกี เพราะไม่พอใจที่ไทยส่งตัวชาวอุยกูร์กลับประเทศจีน มีภาพปรากฏตามสื่อต่างๆ ปรากฏว่าหน่วยงานความมั่นคงได้ตรวจสอบแล้วพบเป็นบุคคลคนเดียวกับที่เดินทางเข้ามาตระเวนเยี่ยมชาวอุยกูร์ในไทย คือนายอีซีซี่ เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงจึงประสานตำรวจตรวจคนเข้าเมืองขึ้นแบล็กลิสต์บุคคลรายนี้ห้ามเข้าในประเทศเพราะเป็นภัยต่อความมั่นคง
นอกจากนี้ ได้เร่งติดตามชาวอุยกูร์ที่หลบหนีออกจากห้องกักที่ด่าน ตม.อรัญประเทศ จำนวน 3 คน ที่ยังหลงเหลืออยู่ เพื่อตรวจสอบให้ชัดเจนว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดที่ราชประสงค์และท่าเรือสาทร หรือไม่



