
กูรูสื่อแนะทำข่าวบึ้มราชประสงค์คำนึงผลกระทบ
กูรูสื่อร่วมถกทำข่าววิกฤตไม่ให้วิกฤต...บทเรียนจากแยกราชประสงค์ แนะสร้างองค์ความรู้ รับผิดชอบ คำนึงผลกระทบ จักรทิพย์ระบุมีกลุ่มวางบึ้มในใจแต่ไม่เปิดเผย
27สิงหาคม 2558 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับหลักสูตรนิเทศศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต และหลักสูตรนิเทศศาสตร์มหาบัณฑิต คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และสถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย จัดงานราชดำเนินเสวนาในหัวข้อ“ทำข่าววิกฤตไม่ให้วิกฤต...บทเรียนจากแยกราชประสงค์” ณ ห้องประชุมอิศรา อมันตกุล ชั้น 3 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
นายจักร์กฤษ เพิ่มพูล อดีตประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กล่าวถึงเหตุการณ์การทำข่าวของสื่อมวลชนบริเวณแยกราชประสงค์นั้นถือเป็นการรายงานข่าวในสถานการณ์ความอ่อนไหวและเป็นการนำเสนอข้อเท็จจริงที่มีความรุนแรงเกิดขึ้น ดังนั้นการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน นอกเหนือจากการรายงานข้อเท็จจริงแล้วก็อาจจำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงหน้าที่ของความเป็นพลเมืองควบคู่ไปด้วยว่า สิ่งที่กำลังจะนำเสนอนั้นส่งผลกระทบต่อสังคมและทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง หรือสร้างความสับสนในสังคมหรือไม่อย่างไร ทั้งนี้องค์ประกอบสำคัญของการก่อเหตุการณ์ก่อการร้ายนั้น
นายจักร์กฤษ กล่าวว่า ยิ่งมีการแสดงรายละเอียดของผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตมากเท่าไหร่ยิ่งเป็นการสร้างความชอบธรรมให้เกิดขึ้น
นายจักร์กฤษ กล่าวอีกว่า สิ่งที่สื่อควรทำในการนำเสนอข่าวภายใต้เหตุการณ์ความรุนแรงและความอ่อนไหว คงเป็นเรื่องที่สื่อไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ในการทำจะทำหน้าที่ในการนำเสนอข่าว ด้วยการปฏิบัติโดยคำนึงถึงความถูกต้อง ครบถ้วน และรอบด้าน นำเสนอสิ่งที่เห็นด้วยตา ได้ยินด้วยหูมากกว่าการที่จะวิเคราะห์หรือวิจารณ์ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ส่วนภาพข่าวที่ตอกย้ำความขัดแย้งและความรุนแรง เช่น ชายเสื้อเหลืองเดินไปที่เกิดเหตุ นาทีถัดมาควรจะเห็นภาพระเบิด แต่สื่อก็ใช้คำอธิบายแทนการฉายภาพระเบิด และถัดมาเป็นเรื่องการตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้องว่าแหล่งข่าวมีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ตามการนำเสนอจะต้องเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งยังเชื่อว่าคนทำสื่อน่าจะพอเข้าใจได้ว่าอะไรที่ควรทำหรือไม่ควรทำ
อดีตประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กล่าวว่า สำหรับสิ่งที่สื่อไม่ควรทำนั้น คือการเสนอข่าวอย่างไม่ระมัดระวัง หรือการทำซ้ำภาพความรุนแรงเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นการทำซ้ำโดยสื่ออาชีพ ไม่ว่าจะเป็นภาพศพ ภาพชิ้นเนื้อที่ถูกระเบิดทำลาย หรือการรายงานรายชื่อผู้ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิต ว่ามีสัญชาติอะไรบ้าง หลังจากนั้นก็ตามอีกว่าเขาเป็นใครซึ่งการกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล
“วันนี้การรายงานข่าวเป็นการรายงานข่าวที่มากกว่าข้อเท็จจริง เพราะหากย้อนไปดูวันแรกของการเกิดเหตุที่แยกราชประสงค์ มีการระบุว่าเป็นการกระทำของแขกขาว โยงมาที่อุยกูร์ ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นจากการที่สื่อมวลชนโหยหาประเด็นใหม่แล้วหยิบฉวยมาใช้โดยไม่ได้คำนึงถึงข้อเท็จจริง”
นายจักร์กฤษ กล่าวด้วย
ทั้งนี้นายจักร์กฤษ กล่าวด้วยว่า สื่อมวลชนต้องระมัดระวังและไม่นำเสนอภาพข่าวที่ไปละเมิดสิทธิมนุษยชนเพื่อไม่ให้เกิดประเด็นดราม่าในสังคม รวมถึงการปฏิบัติหน้าที่จะต้องไม่ไปขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เกิดเหตุ และต้องไม่นำเสนอเหตุการณ์ที่จะส่งผลกระทบต่อความรู้สึกหรือล้อเล่นกับความเจ็บปวดกับคนในสังคมในเหตุการณ์ครั้งนี้ ที่สำคัญการไปตามสัมภาษณ์พยานบุคคล ทั้งการถ่ายภาพ เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เพราะนอกจากจะผิดกฎหมายเรื่องการคุ้มครองพยานแล้วยังแสดงให้เห็นว่าสื่อขาดความละเอียดอ่อนในการคิดถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น
“ทุกคนรู้ว่าข้อควรปฏิบัติคืออะไร หากจะช้าสักนิดแต่ได้มาซึ่งข้อมูลที่ถูกต้อง และหากอยู่ในพื้นที่ก็ต้องหลีกเลี่ยงที่จะไม่นำเสนอในสิ่งที่ไม่แน่ใจเพื่อที่จะได้ไม่เป็นสารตั้งต้นที่ผิด”นายจักร์กฤษ กล่าวด้วย
ด้านนายก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสกล่าวว่า การรายงานข่าวในเหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก สิ่งที่เป็นแรงผลักดันสำคัญคือความอยากรู้อยากเห็น ดังนั้นความอยากรู้อยากเห็นจึงถูกส่งผลมายังสื่อมวลชนที่จะต้องทำหน้าที่แบบปกติบนสถานการณ์ที่ไม่ปกติ และเหตุการณ์ระเบิดไม่ว่าจะสื่อในในโลกนี้ก็ต้องนำเสนอว่าเกิดอะไรขึ้นและเกิดขึ้นได้อย่างไร และเมื่อมีเหตุการณ์ใหญ่เกิดขึ้นเป็นปกติที่สื่อจะต้องรายงานอย่างเกาะติด ซึ่งก็ต้องมีข้อมูลและวัตถุดิบมารายงาน แม้ข้อมูลจะมีความสับสนแต่สื่อก็จำเป็นรายงาน
“จะอีกกี่ปีปัญหาก็จะยังคงเป็นแบบนี้ หากสื่อไม่รู้ว่าจะรับมือกับข้อมูลและวัตถุดิบของข้อมูลอย่างไรเพื่อให้เกิดผลกระทบตามมาน้อยที่สุด” นายก่อเขต กล่าว และว่า สื่อมวลชนจะต้องตระหนักและเห็นพ้องต้องกันว่าตกลงแล้วการรายงานข่าวมุ่งรายงานเพื่ออะไร เพื่อข้อเท็จจริงที่รอบด้านที่ส่งผลกระทบน้อยที่สุด เพราะแม้จะมีจรรยาบรรณมาควบคุม แต่หากไม่ถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ครั้งนี้เพื่อสะท้อนบทบาทหน้าที่ของตัวเอง การรายงานข่าวที่ส่งผลกระทบบนสถานการณ์ที่ไม่ปกติย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ผู้อำนวยการสำนักข่าวสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส กล่าว
ผู้อำนวยการสำนักข่าวสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส กล่าวด้วยว่า การทำข่าวแบบเจาะลึกสื่อมีเสรีภาพในการที่จะทำและนำเสนอ ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวนักข่าวเพียงคนเดียว ยังมีการอาศัยข้อมูลจากบุคคลที่เกี่ยวข้องซึ่งบุคคลเหล่านั้นอาจจะตีความการให้ข้อมูลเพื่อหวังผลอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนั้นสื่อจำเป็นต้องรู้เท่าทันในทุกด้าน และต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อให้สังคมเกิดความสงบ ที่สำคัญวันนี้ถึงเวลาแล้วที่คนในสังคมรวมทั้งสื่อเองจะต้องรู้จักคำว่ารอ เพราะการสืบสวนสอบสวนจำเป็นต้องใช้ระยะเวลา หากจะนำเสนอประเด็นเพื่อมารายงานต่อก็ต้องไม่สร้างปัญหาให้กับการทำงานของเจ้าหน้าที่
“ผู้ปฏิบัติงานด้านข่าวจำเป็นต้องศึกษาและพยายามหาองค์ความรู้จากสถานการณ์ข่าวที่มีความขัดแย้งและรุนแรงเพื่อลดความเสี่ยงที่จะสร้างผลกระทบให้เกิดขึ้นนั้นน้อยลง”ผู้อำนวยการสำนักข่าวสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส กล่าว
ขณะที่นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ กล่าวถึงเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นที่ราชประสงค์ นักข่าวที่เข้าถึงพื้นที่ได้เป็นอันดับแรกจะเป็นนักข่าวสายอาชญากรรม ซึ่งในต่างประเทศเหตุการณ์ในลักษณะนี้จะเป็นนักข่าวสงคราม หรือนักข่าวที่ทำงานในพื้นที่ความรุนแรง ซึ่งเขาจะรู้หลักในการปฏิบัติงานในพื้นที่ลักษณะนี้
อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ กล่าวว่า ทั้งนี้ได้ติดตามข่าวในวันที่ 17 สิงหาคม 2558 พบว่าการรายงานข่าวของสื่อมวลชนไทยมั่วแบบไปไหนกันคนละที่ มีการระบุถึงแขกข่าว วันต่อมาโยงมาที่อุยกูร์ บอกว่าระเบิดครั้งนี้อุยกูร์มาแก้แค้น จึงอยากจะถามว่า เอาฐานข้อมูลมาจากไหน แล้วเอาข้อมูลอะไรมารายงาน ได้วิเคราะห์หรือยังว่าน่าเชื่อถือหรือไม่เพียงใด
อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ยอมรับว่า เหตุการณ์ระเบิดที่แยกราชประสงค์นั้นมีความรุนแรงกว่าอาชญากรรมปกติ ถามว่าเหตุการณ์ครั้งคือเรียกกว่าก่อการร้ายหรือไม่นั่นก็ยังระบุชัดไม่ได้ แต่อย่างน้อยเหตุการณ์ครั้งนี้คือการก่อร้ายต่อมนุษยชาติเพราะผู้กระทำประสงค์ให้มีคนตาย มุ่งหวังให้เกิดเสียงดังและต้องการให้เป็นข่าว และเมื่อเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นทุกสื่อก็รายงานอย่างรวดเร็วและทำให้ข่าวไปไกลกว่าความเป็นจริง
“ผมไม่โทษสื่อที่ลงไปทำงานในพื้นที่ แต่โทษบรรณาธิการข่าวที่ไม่กลั่นกรองอะไร ไม่ประเมินข้อมูล ไม่ประเมินค่าของแหล่งข่าว เมื่อสื่อแข่งขันกันมากก็เกิดเหตุการณ์ไม่คัดกรองความจริงว่าคืออะไร เป็นเพียงข้อเท็จจริงที่ได้ยินมาแต่อาจจะไม่ใช่ความจริง”อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติกล่าว
นายนันทิวัฒน์ กล่าวด้วยว่า การก่อการร้ายแพร่กระจายไปทั่วโลกและมีการต่อสู้ในหลายประเทศ ซึ่งนี่เป็นเครื่องมือในการสร้างความกลัวให้กับผู้คน เมื่อประชาชนเกิดความหวาดกลัวก็จะมีการต่อรองเพื่อให้รัฐบาลยอมทำตามข้อเรียกร้อง ยิ่งประชาชนกลัวเท่าไหร่นั่นหมายถึงชัยชนะของผู้ก่อการร้าย ดังนั้นสื่อมวลชนไม่ควรนำเสนอข่าวอย่างหวือหวา แต่ให้คำนึงถึงความมั่นคงของประเทศ เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และอย่าตกเป็นเหยื่อของการก่อการร้าย
“และอยากจะฝากสื่อมวลชนอีกเรื่อง รวมถึงมหาวิทยาลัยที่สอนหลักสูตรนิเทศศาสตร์ว่าอาจจะต้องมีการอบรมสื่อมวลชนในภาคสนามที่มีความรุนแรง หรือการสงครามว่าอะไรที่สามารถทำได้ทำไม่ได้ และสิ่งใดต้องระมัดระวัง เนื่องจากเข้าใจได้ว่าสื่อมวลชนในปัจจุบันไม่ได้เรียนเรื่องความปลอดภัยของผู้สื่อข่าว”อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติกล่าว
'จักรทิพย์'ระบุมีกลุ่มวางบึ้มในใจแต่ไม่เปิดเผย
พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบ.ตร. กล่าวถึงความคืบหน้าคดีระเบิดกรณีกระแสข่าวที่ระบุชุดสืบสวนได้นำตัวผู้ต้องสงสัยชาวตุรกีมาสอบสวน ว่า ตอนนี้ตนยังไม่ทราบและยังไม่ได้รับรายงานแต่อย่างใด ขอเวลาตรวจสอบในเรื่องนี้ก่อน โดยจะสอบถามไปยังชุดสืบสวนของกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ว่า ข้อเท็จริงเป็นอย่างไร ถ้าหากมีการสอบสวนจริง อย่างไรก็ตามตอนนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้ตัดประเด็นใดประเด็นหนึ่งออกเลยตามที่ ผบ.ตร. ระบุมาโดยตลอด และไม่ได้ให้น้ำหนักประเด็นอะไรเป็นพิเศษ
พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวอีกว่า ตนก็เพิ่งได้ทราบข่าวจากสื่อมวลชนเช่นกันว่า มีประเด็นของกลุ่มเกรย์วูล์ฟ จากประเทศตุรกี ทั้งนี้ โดยปกติแล้วคนกลุ่มแบบนี้มันก็มีอยู่แล้ว เช่น กลุ่มคลั่งศาสนาหรืออะไรทำนองนี้ ที่ประเทศอื่นก็มีอยู่แล้วเช่นกัน และในประเทศไทยนั้นเท่าที่ทราบก็มี เช่น สมาคมฝ่าหลุนกง เป็นต้น ซึ่งจากการทำงานด้านความมั่นคงไม่ได้มีเฉพาะกลุ่มนี้เท่านั้น
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า กลุ่มที่มีในบัญชีของความมั่นคงตอนนี้ มีศักยภาพเพียงพอที่จะลงมือก่อเหตุที่ราชประสงค์หรือไม่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวว่า ในอดีตยังไม่เคยมีปรากฎเหตุการณ์จากกลุ่มพวกนี้ โดยที่ผ่านมานั้น ตนทำงานด้านความมั่นคงมาตลอดไม่เคยมีรุนแรงขนาดนี้ หากถามว่าอาจเป็นมูลเหตุที่สามารถทำให้คิดได้ว่าจะนำมาก่อเหตุหรือเปล่านั้น ก็อยู่ในประเด็นที่เราตั้งไว้อยู่แล้วทุกประเด็น เพราะคดีนี้เป็นที่สนใจของสังคม
พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวต่อว่า จากเหตุกาณณ์ที่เกิดขึ้น ไม่อยากเชื่อว่าคนไทยจะทำขนาดนี้ ไม่เชื่อเลยว่าคนไทยจะกล้าทำกับคนไทยด้วยกันขนาดนั้น แต่ยืนยันไม่ตัดประเด็นใดทิ้ง ตนคิดว่าในระดับรัฐบาลมีการพูดคุยกันอยู่แล้ว ตำรวจก็ได้นำเรียน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นายกรัฐมนตรี ถึงประเด็นข้อสงสัยข้อสันนิษฐานถึงกลุ่มต่างๆอยู่แล้ว ทุกหน่วยงานด้านความมั่นคงทำงานร่วมกัน ทั้ง กอ.รมน. สันติบาล และหน่วยข่าวกรองต่างๆ ซึ่งข้อมูลหลายอย่างก็สอดคล้องกันรวมทั้งในประเด็นเรื่องอุยกูร์ด้วย
เมื่อถามถึงประเด็นกลุ่มชาวเติร์กหัวรุนแรงในตุรกีที่เคยเผาสถานทูต พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวว่า ก็กำลังตรวจสอบในเรื่องนี้อยู่ ขณะนี้อะไรที่เป็นเบาะแส เป็นข่าว เราก็ได้พิสูจน์ทราบเกือบทุกเรื่อง ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวได้ถามต่อว่า เชื่อมโยงเหตุที่ซอยปรีดีพนมยงค์ กรณีระเบิดของชาวอิหร่าน หรือไม่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ บอกว่า ยังไม่แน่ใจ ตรวจสอบอยู่ ตอนนี้ยังไม่พบว่ามีความเชื่อมโยง โดยชุดสืบสวนของ บช.น. ได้สอบปากคำกับผู้ต้องหาคดีนั้นแล้ว ต้องเขาใจว่าตำรวจทำงานจากพยานหลักฐานที่มีอยู่
"ขณะนี้การสืบสวนเรากำลังหาตัวคนร้าย ไม่ได้หาว่าเขาอยู่ไหน แต่กำลังแกะรอยจากวิธีการของเรา ไม่ได้ดูว่าคนร้ายหนีออกไปหรือยัง แต่พยายามระบุตัวคนร้ายให้ได้ ที่ผ่านมาก็ประสานขอกล้องจาก กทม.เพิ่มเติมตลอด เพราะภาพมันยังไม่ต่อเนื่องยังปะติดปะต่อจิ๊กซอว์กันอยู่ สำหรับกล้อง กทม. มันไม่ถึงกับเป็นอุปสรรค เพียงแต่อาจเกิดความบกพร่องจากเทคโนโลยีของกล้องต่างๆ ซึ่งทาง กทม. เขาก็ได้ให้ความร่วมมือมาตลอดในทุกคดี ส่วนระเบิดที่ท่าเรือสาทรกับแยกราชประสงค์เป็นกลุ่มเดียวกันหรือไม่นั้น ขอเวลาพิสูจน์ก่อน ทุกวันนี้กำลังทำอยู่ เพราะถูกถามตลอดว่าเชื่อมโยงหรือไม่ คนร้ายออกไปหรือยัง" รอง ผบ.ตร. ระบุ
เมื่อถามว่า มีคำถามทุกวัน กดดันหรือไม่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ตอบว่า ปกติ เราก็อยากได้ตัวคนร้าย ทำงานเต็มที่ ชุดทำงานตนเดินหน้าตลอด มีความคืบหน้าในบางด้าน ไม่ถึงกับไม่มีความคืบหน้าเสียเลย ส่วนเรื่องตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์นั้น ขอไม่พูด เอาเป็นว่าคดีนี้คืบหน้าพอสมควร ส่วนจะมีความชัดเจนจะออกหมายจับสาทรหรือยังนั้น เราต้องตรวจสอบให้เรียบร้อยเพื่อความรอบคอบ
"เรื่องหมายจับพรุ่งนี้ก็ออกได้ แต่ยังไม่ออก ดูความเชื่อมโยงอีกนิด รวมถึงดูรายละเอียดทางด้านธุรการด้วยว่าจะไปขอที่ศาลใด เหตุการณ์ที่สาทรนั้นจะเป็นความพยายามเบี่ยงเบนประเด็นหรือไม่นั้น ผมก็ว่าเป็นไปได้ทั้งหมด เพราะถ้าเขาเจตนาจะฆ่าคนแบบที่ราชประสงค์ก็คงวางบนบกไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องเอาลงไปในน้ำ ผมคิดเองว่าลูกแรกเขาทำสำเร็จแล้ว แต่ที่อยากรู้คือบังเอิญมาเกี่ยวข้องกับลูกที่สองได้อย่างไรเท่านั้นเอง” พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าว
พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวด้วยว่า ในอนาคตถ้าการป้องกันเหตุทำได้ดี เชื่อว่าน่าจะเกิดขึ้นได้ยากกว่าตอนนี้ ซึ่งเราต้องเรียนรู้วิธีป้องกันในเชิงรุกด้วย ไม่ใช่ให้เขาก่อเหตุอยู่เรื่อย ซึ่งรัฐบาลก็ได้เน้นย้ำมาแล้ว ส่วนสื่อพยายามที่จะถามว่ากลุ่มไหนเป็นผู้ก่อเหตุ ต้องยืนยันหรือย้ำอีกครั้งว่า เปิดเผยไม่ได้ แต่พอจะอนุมานได้แล้วว่าเป็นกลุ่มใด อยู่ในใจแล้ว ซึ่งเป็นกลุ่มที่อยู่ในประชาคมโลกนี้แหละ เป็นมนุษย์โลกนี้แน่นอน
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ตำรวจให้น้ำหนักเป็นกลุ่มต่างชาติมากกว่าคนไทยหรือไม่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ตอบว่า “ครับ แต่ก็เท่าๆกัน เพราะยังไม่รู้ว่าเป็นกลุ่มไหน จากข้อมูลภาพวงจรปิดมีคนเดินเข้ามาก็รู้แล้วว่าเป็นใครใช่หรือไม่ ซึ่งการสืบสวนมันก็ต้องคืบหน้าไปตามขั้นตอนอยู่แล้ว เพราะบนกระดานนักสืบมันมีอยู่แล้ว”
ทั้งนี้ สื่อมวลชนได้ขอให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ในฐานะหัวหน้าชุดสืบสวนคลี่คลายคดีดังลก่าวตั้งโต๊ะแถลงข่าวความคืบหน้าทุกวันเวลา 10.00 น. ซึ่ง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ระบุว่ายินดีให้ข้อมูล ผู้สื่อข่าวถามต่อว่านอกจากการปิดเมืองค้นหาคนร้าย ตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์ หรือตรวจสอบเส้นทางเข้าออกประเทศ ตอนนี้มีสิ่งใดบ้างที่ตำรวจยังไม่ได้ทำ พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวว่า “ถ้าเอาความจริง คือยังไม่ได้ไปบนสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือพึ่งทางไสยศาสตร์เลย แต่จริงๆมันไม่ต้องพึ่งหรอก มันต้องมีสักวันหนึ่ง ที่ตำรวจดวงดีเจอกับโจรดวงซวย”
พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตอนนี้ได้ส่งข้อมูลไปให้อินเตอร์โพล์เพื่อให้ช่วยตรวจสอบข้อมูลคนร้ายตามหมายจับแล้ว ตามที่ไทยมีสนธิสัญญาด้วย เพียงแต่ปัญหาตอนนี้คือเรายังไม่รู้ชื่อคนร้าย จึงระบุประเทศไม่ได้ ซึ่งเท่าที่ได้รับข้อมูลประสานกลับมายังไม่ใช่คนร้ายตามหมายจับ ซึ่งตอนนี้สื่อต่างๆ รวมทั้งสื่อออนไลน์ มีการชี้นำในประเด็นชาวอุยกูร์กันไปแล้ว แต่ตำรวจไม่กังวล เพราะทำไปตามพยานหลักฐาน เพื่อความถูกต้อง ซึ่งตำรวจก็อยากรู้เช่นกันว่าเป็นกลุ่มไหนที่มาทำกับประเทศไทยแบบนี้ สำหรับการส่งกลับชาวอุยกูร์ทางรัฐบาลก็ทำตามหลักกฎหมายถูกต้องแล้ว ส่วนทางกลุ่มสิทธิมนุษยชนจะวิพากษ์วิจารณ์อะไรนั้นก็เป็นเรื่องของเขา เขาไม่ทำอะไรนอกจากมีหน้าที่จับผิดเจ้าหน้าที่



