ข่าว

ฎีกาคุก20ปี'ภาพ70ไร่'ฟอกเงินค้ายา

ฎีกาคุก20ปี'ภาพ70ไร่'ฟอกเงินค้ายา

27 ส.ค. 2558

ฎีกาพิพากษายืน จำคุก 20 ปี 'ภาพ 70 ไร่' คดีฟอกเงินค้ายาเสพติด ปล่อยตัว 'เมีย-พี่เมีย' ถูกคุมขังครบแล้ว หลังศาลพิจารณาแก้โทษให้เหมาะสม

 
                       27 ส.ค. 58  เมื่อเวลา 11.00 น.  ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 3 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายสยาม หรือ สุภาพ ทรัพย์วรสิทธิ์ ฉายา 'ภาพ 70 ไร่' นักค้ายาเสพติดรายใหญ่ ย่านคลองเตย ซึ่งเป็นนักโทษคดียาเสพติดที่ศาลฎีกา พิพากษาจำคุกตลอดชีวิตแล้ว , น.ส.ศยามล สิริธนาธร ภรรยานายสุภาพ และนางดวงตา กาญจนหาร พี่สาวของนางศยามล เป็นจำเลยที่ 1 - 3 ในความผิดฐาน กระทำผิดพระราชบัญญัติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พ.ศ. 2542 กรณีเมื่อวันที่ 19 ส.ค. 42 ถึงวันที่ 20 มี.ค. 46 จำเลยได้ร่วมกันโอน ซุกซ่อน เปลี่ยนสภาพทรัพย์สิน เพื่อปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สิน ซึ่งได้มาจากการค้ายาเสพติดตั้งแต่ปี 2541 มูลค่ากว่า 200 - 500 ล้านบาท
 
                       โดยศาลชั้นต้น มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 27 ต.ค. 47 ว่า จำเลยทั้งสาม กระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วย ปปง. มาตรา 3 , 5 , 60 ประกอบมาตรา 83 ให้เรียงกระทงลงโทษ จำคุก นายสุภาพ จำเลยที่ 1 และ น.ส.ศยามล ภรรยา จำเลยที่ 2 รวม 12 กระทง เป็นเวลา 40 ปี แต่เมื่อรวมโทษตามกฎหมายแล้ว ให้จำคุกนายสุภาพ และ น.ส.ศยามล จำเลยที่ 1 - 2 คนละ 20 ปี ส่วนนางดวงตา จำเลยที่ 3 ให้จำคุก 6 กระทงๆ ละ 2 ปี รวม 12 ปี ต่อมาจำเลยทั้งสาม ยื่นอุทธรณ์ ต่อสู้คดี 
 
                       ศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 28 ต.ค. 53 แก้โทษให้ น.ส.ศยามล จำเลยที่ 2 จำคุกเพียง 10 ปี จากเดิมที่ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 20 ปี ส่วนนางดวงตา จำเลยที่ 3 ให้เหลือโทษจำคุก 4 ปี จากเดิม 12 ปี เนื่องจากพฤติการณ์ฟอกเงินบางข้อที่โจทก์ฟ้อง ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 - 3 กระทำผิด แต่ในส่วนของนายสุภาพ จำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์ให้จำคุก 20 ปีเช่นเดิม
 
                       ต่อมาอัยการโจทก์ ฎีกาให้ศาลพิพากษาโทษจำเลยทั้งสามในทุกข้อที่ได้ฟ้อง และนายสุภาพ จำเลยที่ 1 , นางดวงตา พี่ภรรยาของนายสุภาพ จำเลยที่ 3 ได้ยื่นฎีกาสู้คดี
 
                       โดยวันนี้ศาลเบิกตัว นายสุภาพ จำเลยที่ 1 มาจากเรือนจำเพื่อฟังคำพิพากษา ส่วน น.ส.ศยามล จำเลยที่ 2 และ น.ส.ดวงตา จำเลยที่ 3 ก็เดินทางมาศาลพร้อมกับบุตรสาว 2 คน และญาติๆ
 
                       ทั้งนี้ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่า ตามพยานหลักฐานอัยการโจทก์ รับฟังได้ว่า นายสุภาพ จำเลยที่ 1 ได้กระทำผิดเกี่ยวกับการค้ายาเสพติดจริง โดยอัยการโจทก์มีนักโทษคดียาเสพติดซึ่งถึงที่สุดแล้ว เป็นพยานเบิกความอยู่ในชุมชนคลองเตยเดียวกับจำเลยที่ 1 รู้จักกัน และเคยรับยาบ้า 40 - 50 ครั้งจากจำเลยที่ 1 ไปจำหน่ายช่วงระหว่างปี 2540 - 2543 ขณะที่อัยการโจทก์ ยังมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบทรัพย์สินการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของ ป.ป.ส.เป็นพยานเบิกความด้วยว่า การตรวจสอบที่มาทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 - 3 พบว่า จำเลยที่ 1 ระบุ เคยเปิดบริษัทขายเครื่องใช้ไฟฟ้าและให้บริการเช่า-ซื้อ รถจักรยานยนต์ รวมทั้งการปล่อยเงินกู้นักพนัน แต่เมื่อมีการตรวจสอบดำเนินการบริษัทปรากฏว่า ภาวะขาดทุนตั้งแต่ปี 2542 - 2544 นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนสอบสวน คดีการค้ายาเสพติดย่านคลองเตย พยานโจทก์ เบิกความถึงการความเชื่อมโยงของจำเลยที่ 1 และครอบครัว เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ข้อเท็จจริงที่ได้พยานหลักฐานโจทก์ จึงรับฟังได้ว่า นายสุภาพ จำเลยที่ 1 เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดยาเสพติดจริง ซึ่งการเปิดบริษัทของจำเลยที่ 1 ก็เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นภายหลังจากการกระทำผิดค้ายาเสพติด โดยพฤติการณ์จำหน่ายยาเสพติดก็มีปริมาณมาก มีมูลค่าสูง ขณะที่การประกอบธุรกิจต่างๆ โดยปกติก็ต้องมีการลงทุนพอสมควร ซึ่งบริษัทของจำเลยที่ 1 มีข้อมูลว่าขาดทุน ประกอบกับจำเลยที่ 1 ก็ไม่มีพยานหลักฐานใดมาแสดงยืนยันได้ว่าการทำธุรกิจของบริษัทมีเงินทุนมาจากแหล่งใด ดังนั้นจึงฟังได้ว่า ทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 จากการประกอบุรกิจ แท้จริงมาจากการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 บางส่วนก็มีการนำเข้าบัญชีเงินฝากของครอบครัว และเก็บไว้ในตู้เซฟที่นางดวงตา จำเลยที่ 3 เช่าไว้กับธนาคารด้วย ซึ่งเป็นการปิดบังทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำผิดค้ายาสพติดที่เป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน แต่ในส่วนของ น.ส.ศยามล จำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า พฤติการณ์เกี่ยวกับทรัพย์สินบางข้อตามฟ้อง ยังฟังได้ไม่ว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้นำเงินกระทำผิดฝากเข้าบัญชี ดังนั้นศาลฎีกา เห็นควรพิจารณาโทษให้เหมาะสม
 
                       จึงพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก น.ส.ศยามล จำเลยที่ 2 เป็นเวลา 5 ปี ส่วนนายสุภาพ จำเลยที่ 1 จำคุกเป็นเวลา 20 ปี และนางดวงตา จำเลยที่ 3 จำคุก 4 ปี ตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา แต่เนื่องจากที่ผ่านมา น.ส.ศยามล จำเลยที่ 2 และนางดวงตา จำเลยที่ 3 ได้คุมขังครบตามเวลาแล้ว ดังนั้นจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ต้องถูกคุมขังอีก ให้ปล่อยตัวไป
 
                       ภายหลังฟังคำพิพากษา น.ส.ศยามล จำเลยที่ 2 และนางดวงตา จำเลยที่ 3 ถึงกับน้ำตาคลอด้วยความดีใจ และยกมือไหว้แสดงความขอบคุณศาล ก่อนที่จะกอดให้กำลังใจนายสุภาพ จำเลยที่ 1 ขณะที่บุตรสาว 2 คน และญาติๆ ที่เดินทางมาร่วมฟังคำพิพากษา ก็ร่ำไห้และสวมกอดนายสุภาพด้วย เนื่องจากนายสุภาพ ยังต้องถูกคุมขังไว้ตลอดชีวิตในคดีค้ายาเสพติดตามคำพิพากษาฎีกาตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งคดีถึงที่สุดไปแล้ว