ข่าว

'บึ้ม'คืบ!ทำมากกว่าเป็นข่าว10เท่า

'บึ้ม'คืบ!ทำมากกว่าเป็นข่าว10เท่า

27 ส.ค. 2558

ผบ.ตร.ยันคดีระเบิดคืบหน้า แต่เปิดเผยไม่ได้ ระบุ ตำรวจทำมากกว่าเป็นข่าว 10 เท่า ไม่รีบสรุป หวั่นชักศึกเข้าบ้าน

 
                       27 ส.ค. 58  สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.)  พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. กล่าวถึงความคืบหน้าเหตุระเบิดที่แยกราชประสงค์ และท่าเรือสาทร ว่า เรื่องนี้มีความคืบหน้าตลอดเวลา มีความคืบหน้าทุกวัน แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ และจากกระแสข่าวที่สื่อมวลชนนำเสนอว่ามีการเรียกชาวตุรกีย้อนหลัง 15 วัน ก่อนเกิดเหตุระเบิดนั้น ต้องบอกว่า ตำรวจทำทุกอย่าง ทุกเรื่อง ทุกกรณีที่เป็นข้อสังเกต ข้อสงสัย หรือมีข้อแนะนำจากผู้รู้ ผู้มีประสบการณ์ ตลอดจนข้อเสนอแนะจากพี่น้องประชาชน เพื่อนำไปตรวจสอบและวิเคราะห์ในเรื่องที่ควรทำ ควรดำเนินการ และย้ำว่าตำรวจทำงานกันอย่างเต็มที่สุดความสามารถ ทำมากกว่าที่เป็นข่าว 10 เท่า 
 
                       "เราทำงานกันเยอะ ไม่ได้พัก ไม่ได้หยุด ทำงานกันเต็มที่ ทำมากกว่าที่เป็นข่าว 10 เท่า แต่บางเรื่องไม่สามารถเปิดเผยได้ ตอนนี้ยังไม่ตัดประเด็นใดทิ้งทั้งนั้น ทุกอย่างสามารถเป็นไปได้หมด เราจะไม่ด่วนสรุปจนกว่าจะมีพยานหลักฐานแน่ชัด ถ้าหากยังไม่ชัดเจนแล้วบอกว่าเป็นกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ก็จะเป็นการให้ร้าย ถึงแม้จะมีสื่อหรือสำนักข่าวต่างประเทศวิเคราะห์นำเสนอข่าวอย่างนั้นอย่างนี้ก็ตาม เราจะชี้แจงระบุชี้ชัดก็ต่อเมื่อมีพยานหลักฐานยืนยัน อย่างเพิ่งไปด่วนสรุป ยืนยันว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังไม่ตัดประเด็นใด การเร่งรีบสรุปสาเหตุยิ่งจะสร้างปัญหามากกว่าการสร้างความเชื่อมั่น การไปสรุปว่ากลุ่มนั้น กลุ่มนี้ โดยที่ไม่มีพยานหลักฐานแน่ชัด ยิ่งจะเป็นการชักศึกเข้าบ้าน สำนักข่าวไหนจะรายงานอย่างไรก็แล้วแต่ แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ยืนยัน หน่วยงานความมั่นคงก็ยังไม่ยืนยัน"
 
                       พล.ต.อ.สมยศ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณสื่อญี่ปุ่นรายงานว่า จากการดักสัญญาณโทรศัพท์ ชายเสื้อสีฟ้า ที่ท่าเรือสาทร ซึ่งในรายงานมีการยืนยันว่ามีการติดต่อกับต่างประเทศ ถึง 3 เบอร์ นั้น ตนไม่ทราบ ใครจะยืนยันอย่างไรก็ช่าง แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ยืนยัน ซึ่งที่ผ่านมาการตรวจเบอร์โทรศัพท์ เราตรวจจากหลายหมื่นเบอร์จนเหลือหลักสิบเบอร์ ซึ่งตนไม่ได้บอกว่า คัดกรองเหลือ 10 เบอร์อย่างที่สื่อนำเสนอ
 
                       พล.ต.อ.สมยศ กล่าวด้วยว่า การนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนเข้าใจว่าสื่อมวลชนมีจำนวนมาก แข่งขันทำธุรกิจ รีบเร่งให้ได้ข่าว ใครเสนอข่าวก่อนก็ได้เครดิต บางครั้งไม่เป็นข่าว ก็สร้างสตอรี่ให้เป็นข่าว การรีบเร่งบางครั้งถ้าไม่ข้อมูลไม่จริงก็เป็นปัญหา ทำให้เสียต่อรูปคดี และยังทำให้ตำรวจหลงประเด็นทำงานล่าช้าเพิ่มขึ้น การทำงานของตำรวจต้องทำรัดกุม หาพยานบุคคล เทคโนโลยีอย่างกล้องวงจรปิด แล้วตรวจสอบ เพื่อยืนยันข้อเท็จจริง บางครั้งตำรวจทำงานช้า เพราะต้องใช้พยานหลักฐานจำนวนมาก อย่างเวลาได้พยานมา แล้วนักข่าวไปสัมภาษณ์พูดอีกแบบนึง แต่ให้การกับตำรวจก็พูดไปอีกอย่าง หรืออย่างกรณีสถานที่รับส่งผู้ต้องสงสัยที่ถูกยืนยันว่ารับตรงนี้ ใช้เส้านทางนี้ ไปส่งตรงนั้น แต่ภาพจากกล้องบันทึกชายต้องสงสัยได้ที่ สีลมซอย 9 ซึ่งมันขัดแย้งกัน ซึ่งส่งผลต่อรูปคดี และหลายๆ อย่าง เป็นผลพวงจากการรายงานข่าวของสื่อที่มีความคลาดเคลื่อน ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง 
 
                       "การสอบพยาน เราต้องสอบหลายครั้ง เปลี่ยนชุดสอบหลายชุด เปลี่ยนคำถาม เพื่อเทียบเคียงกับคำให้การแต่ละครั้ง แล้วก็ไปหาพยานหลักฐานมาสนับสนุนคำให้การ เมื่อไปหาตามที่บอกว่า รับตรงนั้น ไปตามทางนี้ ส่งตรงนั้น เราก็ต้องไปหาพยานบุคคลว่ามีใครเห็น ไล่กล้องวงจรปิด แต่ภาพก็โดดไปโดดมา ไม่ต่อเนื่อง อันนี้ก็เป็นปัญหาจากเรื่องกล้อง ถึงแม้บางหน่วยงานจะบอกว่ากล้องไม่เสียก็ตาม ผมไม่อยากจะพูดถึงแล้ว เดี๋ยวจะไปกระทบอีก ส่วนการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนหากมีไรผิดพลาดไปภายในประเทศเรายังสามารถมาแก้ข่าวได้ แต่ถ้าข่าวผิดๆ หลุดไปถึงต่างประเทศ ส่วนตัวผมไม่เชื่อว่าสำนักข่าวต่างประเทศจะมาแก้ข่าวให้ประเทศไทย เพราะเขาไม่รักประเทศไทยขนาดนั้น"