
นาข้าวแซมดินวิถี'ภูดิน รักษ์รงค์'เปลี่ยนชาวนาสู่ความยั่งยืน
นาข้าวแซมดินวิถี'ภูดิน รักษ์รงค์'นวัตกรรมเปลี่ยนชาวนาสู่ความยั่งยืน : คมคิดธุรกิจนิวเจน โดยสุรัตน์ อัตตะ เรื่องและภาพ
จากแนวคิดที่พลิกฟื้นผืนดินให้อุดมสมบูรณ์บนวิถีแห่งความพอเพียงที่เริ่มต้นจากเพาะปลูกแปรรูปและจำหน่ายเอง ก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการคัดสรรตามฤดูกาลเพื่อสุขภาพที่ยั่งยืน ภายใต้ตราสัญลักษณ์ "นาข้าวแซมดิน”
ใครจะไปนึกว่าเด็กหนุ่มจากแดนใต้ที่ใช้เวลาเพียง 3 ปีในการเรียนรู้วิถีชาวนานำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ จนได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศสาขานวัตกรรมดีเด่นในการพัฒนาเครือข่ายองค์ความรู้สู่ภูมิปัญญาไทย (KBO : KhowlegeBase Otop) ในงานศิลปาชีพ ประทีปไทย ประจำปี 2558 มีเงินรางวัล 1 แสนบาทพร้อมโล่เกียรติยศจากนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
สำหรับ "ภูดิน รักษ์รงค์” เด็กหนุ่มหัวก้าวหน้าจาก ต.สวนหลวง อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งปัจจุบันเป็นพนักธนาคารเกียรตินาคิน สาขานครศรีธรรมราช ที่เริ่มสนใจในอาชีพทำนาโดยใช้เวลาว่างหลังเลิกงานและในวันหยุดสุดสัปดห์ในการพลิกฟื้นพื้นที่บริเวณบ้านประมาณ 9 ไร่ ปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมืองชื่อดังทางปักษ์ใต้ ประกอบด้วย ข้าวไข่มดริ้นและข้าวสังข์หยด สำหรับการบริโภคภายในครัวเรือนเพื่อลดรายจ่ายและเสริมรายได้จากการจำหน่ายส่วนที่เหลือ
เขาใช้เวลาเพียง 3 ปีในการลงมือปลูกข้าวอย่างจริงจัง หลังได้รับการอบรมแนวคิดเศรษฐกิจชุมชนจากสำนักสันติอโศก แล้วนำมาปรับใช้อย่างจริงจัง โดยใช้พื้นที่ประมาณ 9 ไร่ในการปลูกข้าวพื้นเมืองอย่าง ไข่มดริ้นและสังข์หยด ซึ่งอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการและมีความหวังลึกๆ ของมนุษย์เงินเดือนอย่างเขาหากนำไปจำหน่ายคงจะได้ราคาดีกว่าข้าวทั่วไปที่มีอยู่ในท้องตลาด
“จุดพลิกผันของผมตอนที่ไปอยู่กับสันติอโศกปี’53 ก็เกิดความประทับใจที่เขาทำกสิกรรมไร้สารพิษ วิถีชีวิตได้ซึมซับเรื่องธรรมะเลยมีแนวคิดว่า ตัวเองน่าจะหันหน้าให้ถูกทิศถูกทาง เริ่มปรับเปลี่ยนขัดเกลาตัวเองมากขึ้น เมื่อก่อนอบายมุขเอาทุกอย่าง ทั้งเหล้า บุหรี่ เดี่ยวนี้หยุดหมดแล้วได้ปรับเปลี่ยนชีวิต ได้กลับคืนสู่ธรรมชาติได้มาสู่ดิน” ภูดินเผยเปลี่ยนความคิด ชีวิตเปลี่ยน
จากนั้นเขาได้เริ่มสู่วิถีเกษตรกรอย่างเต็มตัว โดยเริ่มทำนาอย่างจริงจังในฤดูกาลแรก ปี 2555 เป็นการทำนาอินทรีย์ในระบบนาทด ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองจากมูลวัว รวมทั้งเลี้ยงเป็ดประมาณ 100 ตัวสำหรับปราบศัตรูพืชและหอยเชอรี่ในนาข้าว
แม้ภูดินจะกำเนิดในครอบครัวชาวนา บิดา มารดาได้รับมรดกตกทอดอาชีพนี้มาตั้งแต่บรรพบุรุษ แต่บรรดาลูกทั้ง 6 คน รวมถึงแซมดินกลับไม่ได้มีส่วนในมรดกอาชีพนี้มากนัก เนื่องจากผืนนาเกือบทั้งหมดได้ให้เช่าเพื่อเก็บรายได้จากค่าเช่าส่งเสียให้ลูกทุกคนเรียนสูงๆ เพื่อจะได้ไม่ต้องมาลำบากเหมือนพ่อแม่และบรรพบุรุษอีกต่อไป เป็นความตั้งใจของบุพการีคนอื่นๆ ที่ประกอบอาชีพหลักในการทำนา
จึงไม่แปลกใจเมื่อเขาเรียนจบปริญญาโทด้านบริหาร จึงหันเหชีวิตสู่วิถีลูกจ้างด้วยการเป็นนายแบงก์ในตำแหน่งพนักงานสินเชื่อธนาคารเกียรตินาคิน กว่า 9 ปีที่คลุกคลีอยู่กับการเงินการธนาคาร ทำให้เขาได้รับมุมมองใหม่ๆ ด้านการตลาด ก่อนจะนำองค์ความรู้ตรงนี้มาปรับใช้กับวิถีชาวนาในเวลาต่อมา
“ตอนแรกเราอยากจะทำแค่อยากเอาข้าวมากิน ไม่ต้องซื้อ จำได้ว่าเริ่มหว่านกล้าในฤดูกาลแรกวันที่ 28 ตุลาคม 2555 ตรงกับวันเกิดพอดี พอถึงช่วงเก็บเกี่ยวต้นปี 56 บังเอิญช่วงนั้นฝนตกตลอด พอเกี่ยวปั๊บไม่มีที่ตากก็นำไปขายโรงสี ทางโรงสีเขาบอกว่าให้ราคาได้แค่เกวียนละ 6,000 บาท เราก็บอกพี่นี่มันข้าวปลอดสารเคมี เพิ่มราคาให้หน่อยได้ไหม เขาบอกว่าถ้าน้องไม่ขายก็เอากลับไป ผมเอากลับเลย นี่คือจุดพลิกผันเราก็ร้องอ๋อ ที่ชาวนาบอกว่าลำบากแบบนี้นี่เอง”
หลังได้รับการปฏิเสธจากโรงสี ทำให้เขาเปลี่ยนวิธีคิดจากการทำนาเพื่อขายผลผลิตโดยตรงที่ไม่มีอำนาจต่อรองราคามาเป็นการทำนาเพื่อแปรรูปเพิ่มมูลค่าแทน ด้วยการใช้องค์ความรู้ภูมิปัญญาชาวบ้านผสมผสานกับการทำตลาดยุคใหม่ โดยใช้โซเชียลมีเดีย อาทิ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ไลน์ในรูปของกลุ่มเครือข่ายที่สนใจผลิตภัณฑ์จากข้าวปลอดสารพิษ ภายใต้ตราสัญลักษณ์ "นาข้าวแซมดิน"
การทำนาเพื่อให้ได้มาซึ่งผลผลิตข้าวอินทรีย์ที่มีคุณภาพนั้นมีความยากมากๆ สำหรับชาวนามือใหม่อย่างเขา แต่การได้มาผลิตภัณฑ์จากข้าวนั้นกลับยากยิ่งกว่า เพราะต้องศึกษาหาความรู้ทางโภชนาการผสมผสานภูมิปัญญาชาวบ้านแล้วมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายเพื่อให้ตรงกับความต้องการของตลาด เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค
“ชาวนาที่มีปัญหาก็เขาทำแบบเอาโปรดักส์นำ ผลผลิตนำ ปลูกข้าวก็ขายข้าว ไม่มีกระบวนการคิดว่าจะปลูกข้าวอะไร ตลาดมีมากไหม จะขายที่ไหน พอคุยเรื่องการตลาดนำ บางทีเพื่อนๆ คิดว่าคำว่าการตลาดดูเหมือนห่างเหิน ห่างไกล จริงๆ แล้วไม่ใช่ การตลาดเป็นวิธีคิดเท่านั้นเอง ต้องคิดว่าปลูกข้าวต้องปลูกอะไร ต้องพันธุ์พื้นเมือง มันเหมาะสมยังไง ถ้าเราทำไร้สารพิษมันทน มันดูแลง่าย เราไม่ใช้ยา มีความปลอดภัย แล้วตลาดก็ต้องการ อย่างเช่น สังข์หยด ไข่มดริ้น อะไรแบบนี้”
เจ้าของผลิตภัณฑ์ข้าวแซมดินยอมรับว่า การปลูกข้าวให้ตรงกับความต้องการของตลาดและการแปรรูปผลิตภัณฑ์นั้น นอกจากนี้จะเพิ่มมูลค่าผลผลิตข้าวแล้วยังช่วยลดต้นทุนการผลิตด้านต่างๆ โดยใช้พื้นที่ปลูกเท่าเดิมแต่สามารถเพิ่มรายได้ต่อไร่สูงขึ้น ซึ่งในอนาคตข้าวนาวิถีชาวนาจะต้องเป็นแบบนี้หากจะต้องการอยู่รอดในอาชีพนี้ได้
“ถามว่าจะเพิ่มพื้นที่ปลูกข้าวไหม ตอบเลยไม่เพิ่มและมีแต่จะลดลงด้วย ตอนนี้ผมทำอยู่ 9 ไร่ อนาคตผมอาจจะทำแค่ 5 ไร่ แต่รายได้มากกว่าเดิมโดยอาจจะเพิ่มสัดส่วนการแปรรูป ปัจจุบันที่มีเพียง 30% เป็น 50% ดังนั้นผมทำนา 9 ไร่ ก็มีรายได้เท่ากับคนทำนา 50-100 ไร่ ก็ไม่จำเป็นต้องทำ 50 ไร่ 100 ไร่ ถูกต้องไหม ถ้าชาวนาทุกคนคิดแบบนี้รับรองว่าไม่มีเป็นหนี้ ไม่มีวันยากจน”
ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ข้าวแซมดินมีทั้งหมด 3 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ คือ ข้าวกล้องซ้อมมือบรรจุถุง ชาข้าวงอกพร้อมดื่มผลิตจากข้าวไข่มดริ้น ข้าวเฉพาะถิ่น จ.นครศรีธรรมราช และจมูกข้าวงอกชนิดผงพร้อมชงดื่ม ผลิตจากข้าวสังข์หยด ข้าวพันธุ์พื้นเมืองของ จ.พัทลุง ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไม่มีวางจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไป แต่จะให้ลูกค้าจองล่วงหน้าประมาณ 6 เดือนก่อนเริ่มฤดูกาลผลผลิต ผ่านเว็บไซต์ ไลน์ และเฟซบุ๊กเนื่องจากมีต้นทุนการตลาดถูกที่สุดพร้อมจำกัดปริมาณของผลิตภัณฑ์ ซึ่งถ้าเป็นข้าวกล้องซ้อมมือบรรจุถุง ถุงละ 5 กิโลกรัม จะได้ไม่เกินคนละ 30 กิโลกรัมและจะทยอยส่งถึงบ้านตามที่ลูกค้าต้องการ ส่วนผลผลิตตัวอื่นๆ ขึ้นอยู่กับการจองและปริมาณการผลิตในแต่ละเดือน
ภูดินระบุว่า เหตุผลที่ให้ลูกค้าจองผลิตภัณฑ์ล่วงหน้าพร้อมเงินมัดจำก็เพื่อชาวนาจะได้มีเงินส่วนหนึ่งมาลงทุนในการทำนา ในขณะลูกค้าก็มีส่วนในการช่วยเหลือชาวนาในเรื่องแหล่งทุน ซึ่งเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคมีส่วนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประกอบอาชีพทำนา โดยผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะมีข้อมูลย้อนกลับ ผู้บริโภคจะสามารถรับรู้รายละเอียดกระบวนการผลิตในทุกขั้นตอนตั้งแต่ชื่อเกษตรกร พื้นที่ปลูก สถานที่แปรรูป ฯลฯ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าผู้บริโภค
ไม่ได้มีเป้าหมายผลิตข้าวเพื่อธุรกิจเท่านั้น แต่เขายังมีโครงการกำไรอริยะที่ทำคู่ขนานมาตลอดตั้งแต่การเริ่มทำนาในฤดูกาลแรกปลายปี 2555 โดยการบริจาคข้าวสารเดือนละ 50 กิโลกรัมให้แก่ธรรมทานมูลนิธิ สวนโมกข์นานาชาติเป็นประจำทุกเดือนมิได้ขาด แม้ว่าบางฤดูการผลผลิตที่ได้ ไม่เป็นไปตามเป้าที่วางไว้ เหตุเพราะเกิดความเสียหายจากภัยธรรมชาติก็ตาม
“ผมบริจาคข้าวสารให้สวนโมกข์นานาชาติทุกเดือน เดือนละ 50 กิโลกรัม 1 ปี มี 12 เดือนก็ 600 กิโลกรัม หรือเท่ากับ 1 ตันข้าวเปลือก บางปีเราได้ไม่ถึง 10 ตันข้าวเปลือก แต่ก็บริจาคเดือนละ 50 กิโลกรัม เหมือนเดิมไม่มีลด แต่ส่วนมากเกิน 10% ทุกปี เพราะเราตั้งไว้แล้วว่า 50 กิโลกรัมต่อเดือน จะได้ผลผลิตเท่าไหร่เราก็บริจาคเท่าเดิม”
การแบ่งสัดส่วนของผลผลิตข้าวที่ได้ในแต่ฤดูกาลผลิตออกเป็น 3 ส่วน โดยแบ่งเป็นข้าวสาร 30% แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ 20% และบริจาคเข้าโครงการกำไรอริยะ 10% เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจให้แก่ตัวเองว่าการทำนาไม่ได้หวังมุ่งประโยชน์ในเชิงธุรกิจอย่างเดียว แต่ต้องเป็นผู้ให้แก่สังคมด้วย
หลังได้ดำเนินการตามแนวคิดของตัวเองมาได้ 2 ปีจนผลิตภัณฑ์เริ่มเป็นที่รู้จักของผู้บริโภค จากนั้นเขาจึงตัดสินใจส่งผลิตภัณฑ์เข้าประกวดในโครงการพัฒนาเครือข่ายองค์ความรู้สู่ภูมิปัญญาไทยหรือเคบีโอ (KBO : Knowledge base otop) ที่ขับเคลื่อนโดยกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ในระดับจังหวัดเป็นครั้งแรก พร้อมนำเสนอแนวคิดกระบวนการผลิตที่นำองค์ความรู้จากภูมิปัญญาพื้นบ้านมาต่อยอดจนได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ จนได้รับรางวัลชนะเลิศในระดับจังหวัดและส่งเข้าประกวดในระดับประเทศในงานศิลปาชีพ ประทีปไทยโอท็อปก้าวไกลด้วยพระบารมี ประจำปี 2558 ในระหว่างวันที่ 8-16 สิงหาคม 2558 ที่ผ่านมา และคว้ารางวัลชนะเลิศไปครองในที่สุด
“จุดเด่นก็คือนวัตกรรม คำว่านวัตกรรมคนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นผลิตภัณฑ์อย่างเดียว มันต้องล้ำยุค ต้องเป็นของใหม่ทันสมัย แต่นวัตกรรมในมุมมองผมที่พยายามนำเสนอเป็นองค์รวมวิถีชีวิตแนวความคิด แผนธุรกิจ แผนการตลาด การสร้างเครือข่าย ทุกอย่างเป็นวัตกรรมหมด ซึ่งมันก็ตรงใจคณะกรรมการ เขาก็คิดแบบนั้นนำมาต่อยอดภูมิปัญญาชาวบ้านทำให้เกิดสิ่งใหม่”
เขายกตัวอย่างชาข้าวกล้องงอกพร้อมดื่ม ซึ่งผลิตจากตังข้าวไหม้ที่อยู่ในก้นหม้อมาแปรรูปเป็นชาข้าวพร้อมดื่ม มีสภาพเป็นด่างอ่อนๆ เพื่อปรับอุณหภูมิของร่างกาย ซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่ได้ทำกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ โดยภูมิปัญญาตัวนี้มีลักษณะคล้ายกับคนญี่ปุ่นและเกาหลีที่นิยมนำตังข้าวไหม้ก้นหม้อมาผลิตเป็นชาชงพร้อมดื่ม
“มีเพื่อนเป็นอาจารย์จบทางด้านฟู้ดซาย บอกว่า ภูมิปัญญาตัวนี้ ญี่ปุ่น เกาหลีก็ใช้ภูมิปัญญาเดียวกันมาจากรากเดียวกันเลยคือตังข้าว ของญี่ปุ่นเป็นชาข้าวเหมือนกัน แต่ใช้ข้าวบาเลย์โดยพัฒนาไปมีส่วนผสมของธัญพืชเยอะแยะมากมาย ส่วนเกาหลีทุกวันนี้ในชนบทห่างไกลก็ยังต้มน้ำตังข้าวรับประทานกันอยู่เลย” ภูดินเผยข้อมูล พร้อมยืนยันจะพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลายมากขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค สนใจผลิตภัณฑ์ติดต่อได้ทางเว็บไซต์ www.samdin.net หรือ fb : นาข้าวแซมดินและผลิตภัณฑ์ ภายใต้ตราสัญลักษณ์ "นาข้าวแซมดิน" ทุกชิ้นมีส่วนช่วยพัฒนาชาวนาไทยไปสู่ความยั่งยืน



