ข่าว

'มา'แล้วก็'ไป'

'มา'แล้วก็'ไป'

27 ส.ค. 2558

'มา'แล้วก็'ไป' : 'จอกอ'จักร์กฤษ เพิ่มพูล

            ภารกิจของสภาปฏิรูปแห่งชาติ จะสิ้นสุดลงในวันลงมติ 7 กันยายน 2558 นี้

            ครั้งก่อนได้พูดถึงร่างบทบัญญัติรัฐธรรมนูญใหม่ ที่เกี่ยวข้องกับสื่อมวลชน ว่าด้วยการห้ามสื่อมวลชนเสนอข่าวสาร หรือแสดงความคิดเห็นทั้งหมดหรือบางส่วน หรือการแทรกแซงด้วยวิธีการใดๆ เพื่อลิดรอน ซึ่งก็มีข้อยกเว้นเรื่องความมั่นคง และเรื่องอื่นๆ ไม่แตกต่างจากเนื้อหาของรัฐธรรมนูญอย่างน้อย 2 ฉบับ คือฉบับปี 2540 และ 2550

            วรรคต่อมา ของมาตรา 48 เขียนว่า การให้นำข่าวหรือบทความไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจก่อนนำไปโฆษณาในสื่อมวลชน จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะกระทำในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม และจะต้องกระทำโดยอาศัยอำนาจ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งได้ตราขึ้น

            ทั้งหมดนี้ลอกมาจากมาตรา 45 วรรคห้า ของรัฐธรรมนูญปี 2550 ทุกถ้อยทุกคำ

            อีกเรื่องหนึ่งซึ่งถกเถียงกันมาก คือการครอบงำผูกขาดสื่อ ซึ่งแต่เดิมคณะอนุกรรมาธิการสื่อ ที่ศึกษาเรื่องกฎหมายจัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ จะได้พิจารณารายละเอียดต่อจากการร่างกฎหมายตั้งสภาสื่อ แต่เนื่องจากเงื่อนเวลาอายุการทำงานของ สปช.หดสั้นลง เรื่องนี้จึงต้องปล่อยให้เป็นการพิจารณา ของสปช.ทั้งระบบ

            มาตรา 48 วรรคห้า บัญญัติว่า เจ้าของกิจการสื่อมวลชนต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย และบุคคลไม่อาจเป็นเจ้าของกิจการสื่อมวลชนหรือผู้ถือหุ้น ไม่ว่าโดยทางตรงและทางอ้อม หลายกิจการ ในลักษณะที่อาจมีผลเป็นการครอบงำหรือผูกขาดการนำเสนอข้อมูล ข่าวสาร หรือความคิดเห็นต่อสังคม

            หรือมีผลเป็นการขัดขวางการรับรู้ข้อมูล ข่าวสาร หรือปิดกั้นการได้รับข้อมูลข่าวสาร ที่หลากหลายของประชาชน ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ

            เนื้อหาที่เกี่ยวกับการครอบงำ ผูกขาดสื่อนี้ เพิ่มเติมจากรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่เขียนไว้เพียงว่า เจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย

            ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนไป ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการสื่อสาร ช่องทางสื่อสารใหม่ๆ ที่ผู้รับสารสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว รวมทั้งระดับการศึกษาของประชากรที่สูงขึ้น โอกาสที่ประชากรรุ่นใหม่ จะถูกครอบงำ หรือมีสื่อใดสื่อหนึ่งมามีอิทธิพลเหนือทัศนคติ ความคิด ความเห็น ของพวกเขา น่าจะเป็นไปได้ยาก

            ยกเว้นเพียง 2 กรณี คือ 1.การรับสารของกลุ่มการเมือง หรือกลุ่มผลประโยชน์ ที่รับสารเพื่อตอบสนองความพึงพอใจของตัวเอง หรือสอดคล้องกับแนวความคิด อุดมการณ์ทางการเมือง เช่น สื่อกระจายเสียงและภาพบางสถานี ที่มีเป้าหมายการเมืองชัดเจน

                        และ 2.ในสถานการณ์ไม่ปกติ ที่รัฐใช้อำนาจผูกขาด ครอบงำการนำเสนอข้อมูล ข่าวสาร หรือการมีเครื่องมือพิเศษ ที่จะใช้จัดการสื่อที่ไม่สนองนโยบาย กรณีเช่นนี้ มีความเป็นไปได้ที่คนส่วนหนึ่งอาจถูกครอบงำได้

            อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาประกอบกับงานวิจัยของผม ในเรื่องการเป็นเจ้าของข้ามสื่อและผลกระทบ ที่ได้ทำไว้เมื่อราว 20 ปีก่อน ในขณะที่สื่อยังไม่มีความหลากหลายเท่าวันนี้ ผลการวิจัยก็พบว่า ถึงแม้จะมีสื่อจำนวนมาก หลายประเภทในองค์กรเดียวกัน ก็ไม่มีอิทธิพลต่อผู้รับสาร

            (ดูประกอบ : จักร์กฤษ เพิ่มพูล . การเป็นเจ้าของสื่อและผลกระทบ. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต ภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2540)

            การผูกขาด ครอบงำสื่อ อาจมีผลบ้างในมิติของธุรกิจ เช่น การตราบทบัญญัตินี้ไว้ใน พระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 ในส่วนที่ว่าด้วยการป้องกันการผูกขาด

            ซึ่งจะเป็นเรื่องของการแข่งขันและโอกาสทางธุรกิจ มากกว่าการครอบงำผู้รับสาร ตามเจตนารมณ์ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

            ประเด็นถัดมา เป็นเรื่องของนักการเมืองกับสื่อ ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นประเด็นที่ถกเถียงกันพอสมควรว่า จะคงไว้ตามมาตรา 48 ของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 หรือไม่ เนื่องเพราะต้องยอมรับกันว่าการห้ามนักการเมืองเป็นเจ้าของหรือถือหุ้นในสื่อนั้น เป็นไปไม่ได้เลย แม้จะเขียนดักทางไว้ แต่ความเป็นจริงนักการเมืองไม่ต้องปรากฏชื่อเป็นเจ้าของ หรือผู้ถือหุ้น หรือแม้กระทั่งมีจุดเชื่อมโยงให้เห็นว่าเป็นเจ้าของ

            ก็ไม่สามารถยืนยันความเป็นเจ้าของได้ ถ้าเป็นเพียงข้อกล่าวอ้างลอยๆ หรือเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน ก็ไม่สามารถเอาผิดนักการเมืองคนนั้นได้

            การไม่เขียนไว้ ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะในความเป็นจริง สังคมก็รับรู้อยู่แล้วว่า นักการเมืองคนไหนเป็นเจ้าของสื่อใด ตรงกันข้าม อาจเปิดเผยรายชื่อนักการเมืองที่เป็นเจ้าของสื่อให้ชัดเจน เพื่อให้ผู้บริโภคข่าวสารสามารถตัดสินใจเลือกรับสื่อ ตามความพึงพอใจของเขา

            ยังมีอีกหลายประเด็นสำคัญที่ควรกล่าวถึงบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับสื่อ แต่เวลาก็เหมือนสายน้ำผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

            ขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม “จอกอ”

            ลาก่อนครับ