ข่าว

คดีบึ้มกดดันเอาหัวเดินต่างเท้า

คดีบึ้มกดดันเอาหัวเดินต่างเท้า

26 ส.ค. 2558

ผบ.ตร.เผย เหตุระเบิดคืบหน้า ทำงานแทบจะเอาหัวเดินต่างเท้า ให้น้ำหนักทุกประเด็น เชื่อมั่นจับได้ เช็ก 'กลุ่มแฮ็กเกอร์' ยังไม่พบเชื่อมโยงบึ้มราชประสงค์

 
                     26 ส.ค. 58  เมื่อเวลา 10.15 น.  พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวถึงกรณีเหตุระเบิดราชประสงค์และท่าเรือสาทร ว่า อยากให้สื่อมวลชนไปสอบถามที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบ.ตร. เนื่องจากได้มอบหมายให้ดูแลอย่างใกล้ชิด ถ้าพูดคนละทีอาจจะทำให้ข้อมูลบิดเบือน จากการติดตามจากรายงานระบุว่า ขณะนี้ยังไม่ตัดประเด็นสาเหตุในการก่อเหตุวางระเบิดที่สี่แยกราชประสงค์ และเหตุระเบิดที่ท่าน้ำสาทรทิ้งได้ แต่เชื่อมั่นว่าจะสามารถจับกุมตัวผู้กระทำผิดได้อย่างแน่นอน ซึ่งทางเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการดำเนินการอย่างเต็มที่ โดยต้องใช้พยานหลักฐานแวดล้อมต่างๆ มาทำการตรวจสอบ ทั้งพยานบุคคลและพยานวัตถุ ในการติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดี
 
                     พล.ต.อ.สมยศ กล่าวด้วยว่า กรณีที่นำรถแท็กซี่ที่รับชายผู้ต้องหาที่สวมเสื้อสีเหลืองจากบริเวณศาลาแดงมาส่งที่สถานีรถไฟหัวลำโพงนั้น ล่าสุด ยังอยู่ในการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอ ซึ่งพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้หลักฐานเพิ่มเติมเพื่อนำมาพิจารณาประกอบในการพิจารณาคดี 
 
                     พล.ต.อ.สมยศ กล่าวอีกว่า สำหรับกรณีที่สมาคมนักข่าวต่างประเทศวิเคราะห์ว่าการก่อเหตุระเบิดในครั้งนี้มาจากกลุ่มชาวเติร์ก ก็เป็นเรื่องของการวิเคราะห์ เป็นเรื่องที่ห้ามไม่ได้ ทุกคนมีสิทธิ์และมีข้อมูลที่แตกต่างกันไป แต่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังไม่สามารถบอกได้ว่ามาจากเรื่องใด นอกจากจะมีพยานหลักฐานที่แน่นอน ทุกวันนี้ตำรวจทำงานไม่ได้หลับได้นอน ทำงานอย่างกับหัวน็อตหัวสกรู แทบจะเอาหัวเดินต่างเท้าแล้ว เพราะมีความกดดันตัวเอง เนื่องจากมีความมุ่งมั่นที่จะจับคนร้ายให้ได้ เพื่อเป็นการเรียกความเชื่อมั่นให้กับประเทศไทย ส่วนที่บอกได้ ก็จะพยายามบอก ซึ่งยังมีอีกหลายเรื่องที่พูดไม่ได้ 
 
                     พล.ต.อ.สมยศ กล่าวตำหนิ ตำรวจ สน.ลุมพีนี และตำรวจกองพิสูจน์หลักฐาน ในเรื่องที่พาพยานคนขับแท็กซี่มาที่ พฐ. โดยไม่มีการปิดบัง แต่ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นเรื่องปล่อยให้สื่อมวลชนสัมภาษณ์คนขับแท็กซี่ที่เป็นพยานอย่างอิสระ จึงอยากฝากทางตำรวจที่รับผิดชอบว่า อย่าปล่อยให้พยานต้องถูกเปิดเผยตัว ฝากถึงสื่อว่า อะไรที่ยังไม่ควรเปิดเผยเพราะตำรวจจะทำงานยาก อย่างไรก็ตามต้องขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ส่งข้อมูล กล้อง CCTV ที่บันทึกภาพผู้ต้องสงสัยไว้ได้และนำมาให้ตำรวจ และมิตรประเทศที่ช่วยนำเทคโนโลยีที่ทันสมัย ซึ่งหลายๆ อย่างเป็นประโยชน์ แต่ต้องรอเวลาเพื่อส่งกลับไปทำให้ชัดเจนก่อนที่จะส่งกลับมาพิจารณาประกอบอีกครั้ง ซึ่งหลักฐานทั้งหมดนี้ถ้ามีการจับกุมได้ในอนาคต จำเป็นที่จะต้องใช้ประกอบในชั้นศาล
 
                     "สำหรับกรณีท่านนายกรัฐมนตรี ได้ให้ข้อมูลว่า ผู้ที่ก่อเหตุวางระเบิดที่สี่แยกราชประสงค์เป็นชาวอุยกูร์นั้น เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ให้ข้อมูล ซึ่งเป็นข้อมูลในหลายด้าน ส่วนผมก็จะให้ข้อมูลในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเท่านั้น ซึ่งก็อาจจะต้องนำมาวิเคราะห์ ถ้าหากมีประเด็นใดเพิ่มเติม ก็จะมีการประสานไปยังหน่วยงานของรัฐบาล หรือตัวแทนรัฐบาลจะประสานข้อมูลใหม่มาให้ ผมถึงได้ย้ำว่าตอนนี้ยังไม่มีการตัดประเด็นอะไรทิ้ง ทุกประเด็นมีน้ำหนักหมด จะตัดก็ต่อเมื่อมีพยานหลักฐานที่ยืนยันชัดเจน เรื่องที่บอกได้ก็บอก มีหลายเรื่องที่ยังบอกไม่ได้"
 
                     ผบ.ตร. ยังกล่าวถึงกรณีการคัดกรองโทรศัพท์ว่า เบอร์โทรมีเป็นหมื่นเป็นแสนเบอร์ จะคัดมาให้เหลือสิบกว่าเบอร์ ต้องใช้เวลา ส่วนนี้ค่อนข้างมีปัญหา เพราะเครื่องมือคัดกรองโทรศัพท์และใบหน้าเรายังไม่มี หากมีเครื่องมือเหล่านี้การทำงานจะง่ายขึ้น เพราะเครื่องมือคัดกรองใบหน้าจะมีกรอบสี่เหลี่ยมจับภาพใบหน้าของทุกคนพร้อมกันในเฟรมเดียว หากเป็นภาพบุคคลต้องสงสัยมันก็จะแจ้งเตือนขึ้นมา ตำรวจก็ดูดข้อมูลเข้ามาตรวจสอบได้ เชื่อว่าถ้ามีเครื่องมือนี้ตำรวจจับคนร้ายไปแล้ว ซึ่งเครื่องมือทันสมัยเหล่านี้ไม่มีในประเทศไทย แต่ในโลกเขามีกันแล้ว เช่น กล้อง CCTV สมัยใหม่นั้น ไม่ได้ถ่ายแค่ภาพเท่านั้น ยกตัวอย่างเมื่อตนเดินถือกระเป๋าเข้ามาในห้อง แต่ตอนเดินออกไปไม่มีกระเป๋านั้น เครื่องมันจะแจ้งเตือนทันทีว่า บุคคลนี้เป็นบุคคลน่าสงสัยผิดปกติ
 
                     ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องการข่าวความเคลื่อนไหวของกลุ่มไม่หวังดีต่อบ้านเมืองมีการเคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง  พล.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงมีการติดตามหาข่าวอยู่ตลอด แต่ยังไม่มีอะไรบ่งบอกชัดเจนว่ามีกลุ่มใดเคลื่อนไหว ส่วนกลุ่มที่ก่อเหตุครั้งนี้เป็นขบวนการใหญ่หรือไม่ หรือมีความเคลื่อนไหวของประเทศต่างๆ หรือไม่นั้น ตรงนี้ไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่เรื่องนี้ ยืนยันว่า ทำเป็นขบวนการ และการสืบสวนพบมีตัวละครเพิ่มมาเรื่อยๆ มีการแบ่งงานกันทำทุกขั้นตอน
 
 
 
เช็ก 'แฮ็กเกอร์' ยังไม่พบโยงบึ้ม
 
 
                     เมื่อเวลา 11.00 น.  สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.)  พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยความคืบหน้าคดีคนร้ายวางระเบิดบริเวณศาลท้าวมหาพรหม แยกราชประสงค์ ว่า กรณีกลุ่มแฮ็กเกอร์ที่อ้างตัวว่าเป็นกลุ่ม Fallaga Team ได้ดำเนินการเจาะระบบและเปลี่ยนหน้าเว็บไซต์หน่วยงานราชการในประเทศไทยหลายแห่งให้ปรากฏเป็นภาพความรุนแรงนั้น ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ต้องตรวจสอบความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ระเบิดด้วย แต่ความเชื่อมโยงมันไกลกันมาก ตอนนี้ไม่พบความเชื่อมโยงกับเหตุระเบิดที่เกิดขึ้น ทั้งที่แยกราชประสงค์และท่าเรือสาทร กลุ่มแฮ็กเกอร์นี้ทำไปเพื่อทำลายสถิติ เพื่อให้เกิดความโด่งดังและประกาศศักดาเท่านั้น ทั้งนี้ที่เกิดการเจาะเว็บไซต์หน่วยงานราชการขึ้นหลังเหตุการณ์ระเบิดคงเป็นเหตุบังเอิญ และเกิดมีคนที่นำเหตุการณ์ไปเชื่อมโยงกัน โดยกลุ่มแฮ็กเกอร์นี้มีการเจาะระบบมาแล้วทั่วโลก ส่วนตำแหน่งที่กลุ่มแฮ็กเกอร์อยู่ในประเทศไทยหรือไม่นั้น ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ และกลุ่มแฮ็กเกอร์กลุ่มนี้เป็นคนละกลุ่มกับที่เจาะระบบเว็บไซต์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และใช้คนละวิธีกันด้วย ส่วนกรณีที่มีประชาชนโพสต์ป่วนวางระเบิดตามสถานที่ต่างๆ ขอเตือนว่า อย่าทำ เพราะเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และสร้างความตื่นตระหนก ทั้งนี้เรามีผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีที่จะตามตัวมาดำเนินคดีแน่นอน
 
                     พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวอีกว่า ความคืบหน้าคดีระเบิดเรื่องพยานคนขับแท็กซี่ เมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา ก็ได้มีการเข้าให้ปากคำกับพนักงานสืบสวนสวนสอบสวนแล้ว วันนี้ (26 ส.ค.) พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ก็ได้เชิญมาสอบถามอีกครั้งว่าเป็นจุดไหนแน่ เพื่อจะได้ไปหาข้อมูลยืนยันว่าเขาอยู่ตรงไหน ขณะนี้ก็กำลังหาจุดที่แน่ชัดของการรับส่งชายผู้ต้องหา เพราะตอนนี้กำลังสับสนทั้งเรื่องของเวลา สถานที่ และจุดรับส่ง ก็จะขยายไป ขณะเดียวกันการสืบสวนเหตุที่ท่าเรือสาทร ก็กำลังทำอยู่ แต่ติดขัดปัญหาที่กล้องวงจรปิดไม่ชัด บางอันก็เห็นแค่ที่ขา กล้องบนถนนก็ไม่มี ถ้ามีก็ขอให้ส่งมาด้วย 
 
                     "โดยเฉพาะอย่างยิ่งจุดที่ผู้ต้องหาไปลงรถที่ศาลาแดงตอน 18.00 น. ก็ไม่มี ถ้ามีจุดนั้นมันก็ดี ถ้าไม่เสียก็ส่งมาด้วย ส่วนกรณีที่คนขับแท็กซี่ ระบุว่า รับคนต่างชาติที่พูดภาษาไทยไม่ชัด จะทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตัดคนต่างชาติหรือคนไทยไปได้เลยหรือไม่นั้น การพูดไม่ชัดนั้นอาจจะเป็นการท่องมาก็ได้ อาจจะเป็นคนที่เคยมาเมืองไทยหรือเป็นคนต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทยทำให้พูดภาษาไทยได้ โดยคนขับแท็กซี่ใช้คำว่า พูดภาษาไทยแบบคนต่างชาติ ก็เลยไม่รู้ว่าคนต่างชาติหรือเปล่า ก็ต้องมาดูอีกทีว่าเขาเป็นอย่างไร คงจะเป็นคนที่พูดไทยไม่ชัด จะให้ผมฟันธงเลยนั้น ทำไม่ได้ เพราะไม่ได้เห็นไอดีเขา หากเห็นไอดีเป็นต่างด้าวคงฟันธงได้"
 
                     พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวต่อว่า สำหรับการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง เจ้าหน้าที่ได้ทำไปแล้ว โดยตรวจสอบย้อนหลังไป 2 - 3 เดือนก่อน เพราะคนต่างชาติจะอยู่ได้ 1 เดือน เราไม่หมดความพยามยามที่จะทำย้อนลึกลงไปเรื่อยๆ แต่ยิ่งย้อนลึกไปขณะนี้ 2 - 3 แสนคน และยิ่งย้อนลึกไปก็เป็นล้าน ก็จะยิ่งยาก เพราะเราไม่มีโปรแกรมไบโอแมทริกซ์ (biometrics) ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวสามารถช่วยให้การระบุตัวบุคคล ได้อย่างแม่นยำ และสามารถทำได้ทีเดียวถึง 5 ปีเลย แต่ว่าไม่ได้ให้น้ำหนักไปที่ชาวต่างชาติมากกว่าชาวไทย สิ่งนี้อาจจะทำให้เราหลงทาง การแกล้งพูดไม่ชัดไม่ใช่เรื่องยาก ส่วนหมายจับชายเสื้อเหลืองที่เป็นผู้ต้องหาคดีระเบิดนั้น ระบุว่า เป็นชาวต่างชาติ เพราะว่าออกหมายจับตามพยาน ซึ่งเป็นคนขับสามล้อ และคนขับวินจักรยานยนต์รับจ้าง พยานให้การว่า พูดภาษาไทยไม่ได้ พูดไม่รู้เรื่อง เพราะฉะนั้นก็น่าจะเป็นต่างชาติ ก็ต้องออกไปตามพยานหลักฐานก่อน แต่หากมีการจับกุมแล้วปรากฏว่าเป็นคนไทยที่ปลอมเป็นชาวต่างชาติและยอมรับว่าเป็นคนๆ เดียวกันเรื่องก็จบ
 
                     ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่าการเกิดระเบิดลูกที่สองที่ท่าเรือสาทร จะเป็นการเบี่ยงเบนประเด็น ไม่ให้จับกุมคนร้ายวางระเบิดลูกแรกที่แยกราชประสงค์ได้ พล.ต.ท.ประวุฒิ ตอบว่า ชัดเจนว่าลูกที่ 1 และ 2 ถ้าเป็นทีมเดียวกัน ก็คนละคน ยกเว้นเป็นคนละทีม ก็คนละคนแน่นอนอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเป็นการทำงานเป็นทีม คือ คนหนึ่งวางลูกนี้ อีกคนไปวางอีกลูก ซึ่งก็อาจจะคิดว่าลูกที่สองสร้างความตื่นตระหนกก็พอ ส่วนการเก็บหลักฐานบนรถแท็กซี่ได้ทำไปแล้วเมื่อวานนี้ (25 ส.ค.) เราต้องเก็บตามเรื่องที่เราจะทำการสืบสวนสอบสวน ถึงแม้อาจจะหลายวัน แต่ก็ต้องเก็บไว้ อาจมีลายมือแฝงของมือระเบิดอยู่ เพราะชัดเจนว่าคนร้ายได้มีการขึ้นรถคันนี้ ลายนิ้วมือของคนร้ายในที่เกิดเหตุแทบจะไม่มีเหลืออยู่ ที่สาทรก็เช่นกัน ส่วนลายนิ้วมือแฝงบนธนบัตรที่จ่ายค่ารถ น่าจะได้อะไรมาบ้าง 
 
                     พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวด้วยว่า กรณีที่มีนักวิเคราะห์แสดงความคิดเห็นว่า การก่อเหตุครั้งนี้เกี่ยวข้องกับกลุ่มเกรย์วูล์ฟนั้น นายแอนโทนี่ เป็นนักวิเคราะห์เกี่ยวกับสถานการณ์ของโลก ก็มีข้อมูลเชื่อมโยงกับการกระทำความรุนแรงทั่วโลก เพราะฉะนั้นข้อมูลก็จะมีลักษณะเชื่อมโยงกับต่างประเทศ แต่ของเรายังไม่ได้ลงไปลึก และยังไม่ได้ตัดประเด็นว่าเป็นการกระทำของการก่อการร้ายสากล หรือการก่อความไม่สงบระหว่างประเทศ เพราะว่าเราต้องแยกองค์ประกอบออกมาก่อนว่า การก่อการร้ายสากลคืออะไร ต้องแน่นอนว่ามีวัตถุประสงค์และข้อเรียกร้องที่แน่ชัด เหตุการณ์นี้องค์ประกอบไม่เข้าสักอย่าง เพราะฉะนั้นในลักษณะที่นายแอนโทนี่วิเคราะห์ว่า กลุ่มเกรย์วูล์ฟเข้าข่ายมากที่สุด เราก็ฟังเอาไว้ 
 
                     "กลุ่มเกรย์วูล์ฟทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็มีฐานข้อมูลอยู่ กลุ่มนี้ไม่เคยมีข้อมูลการเคลื่อนไหวในประเทศไทย และอยู่ไกลจากประเทศไทยพอสมควร อาจมีเคลื่อนไหวในประเทศเพื่อนบ้านบ้าง อย่าเพิ่งไปให้น้ำหนักกลุ่มเกรย์วูล์ฟ เราพยายามทำตามแนวสืบสวนของเราก่อน ส่วนการแฝงตัวเข้ามาก่อเหตุและหลบหนีออกไปนอกประเทศแล้ว ก็มีความเป็นไปได้ทั้งนั้น แน่ใจว่าอย่างไรก็ต้องมีคนไทยร่วมขบวนการอยู่แล้ว"
 
                     ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า ทางเจ้าหน้าที่ได้มีการพบหลักฐานว่าผู้ต้องสงสัยมีการติดต่อกับซีอีโอกลุ่มอุยกูร์ มีข้อมูลหรือไม่ พล.ต.ท.ประวุฒิ บอกว่า ผู้ต้องสงสัยเรายังไม่รู้ว่าเป็นใคร และกลุ่มที่เราสืบสวนอยู่เรายังไม่รู้ว่ากลุ่มผู้ต้องสงสัยคือใคร เพราะฉะนั้นที่บอกว่ามีการติดต่อ ก็เป็นข้อมูล บางครั้งข้อมูลที่เราส่งไปว่าตามหมายจับนี้ และกลุ่มความเคลื่อนไหวมีผู้ร่วมขบวนการหน้าตาแบบนี้มีหรือไม่ ถ้ามี มีใครบ้าง ก็จะมีการส่งข้อมูลของกลุ่มที่เคลื่อนไหวมา แต่ทุกวันนี้ไม่มีกลุ่มไหนที่เคลื่อนไหวอย่างมีนัยสำคัญเลย ข้อมูลทางสถานทูตก็ไม่มีอะไรในลักษณะนี้เลย 
 
                     พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวย้ำด้วยว่า การส่งภาพผู้ต้องสงสัยผ่านทางตำรวจสากลของแต่ละประเทศนั้น ยังไม่มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ส่งมา ส่วนการออกหมายจับเหตุระเบิดที่สาทรยังไม่เข้าข่ายออกหมายจับ พยายามทำให้ภาพจากกล้องวงจรปิดชัดเจนอยู่ให้ได้มากที่สุด ขอความร่วมมือประชาชนที่อยู่บริเวณนั้นก่อนเกิดเหตุและมีการถ่ายภาพว่าหากพบเห็นชายคนดังกล่าวในรูปให้รีบติดต่อให้เบาะแสมาทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่หมายเลขโทรศัพท์ 1599 ด้วย ส่วน 15 คนชาวตุรกีที่มีการเดินทางเข้าประเทศไทยมาล่าสุด ก็ได้ตรวจสอบเปรียบเทียบใบหน้าทั้งหมด แต่ก็ยังไม่ใช่ผู้ต้องสงสัย