
หุ้นร่วงแค่เขย่าความเชื่อมั่น ธปท.มั่นใจเสถียรภาพแกร่ง
27 ส.ค. 2558
หุ้นร่วงแค่เขย่าความเชื่อมั่น ธปท.มั่นใจเสถียรภาพแกร่ง - เอกชนจับตานโยบายค่าเงิน
ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลกที่ล่าสุดตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง ซึ่งจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยหรือไม่นั้น นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า จะต้องรอดูผลกระทบอีกระยะหนึ่ง ซึ่งผลกระทบโดยตรงคงไม่มี แต่ก็คงไม่ใช่จังหวะที่ดีสำหรับการระดมทุนในตลาดหุ้น อย่างไรก็ตาม การที่ดัชนีหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงแรงทำให้ยังต้องติดตามสถานการณ์ดูว่าจะจบเพียงแค่นี้หรือไม่
“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ถือเป็นบิ๊กเซอร์ไพรส์ เพราะเป็นเรื่องที่ธนาคารกลางหลายแห่ง รวมทั้งแบงก์ชาติก็ได้คาดการณ์และออกมาเตือนไว้ก่อนหน้านี้แล้ว เพราะในภาวะที่ดอกเบี้ยต่ำ ทำให้คนเริ่มมีพฤติกรรมในการแสวงหากำไร ซึ่งเป็นเรื่องที่ ธปท.ได้เตือนมาตลอดว่าควรต้องระมัดระวัง”
ส่วนความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท ยังไม่พบความผิดปกติ โดยเงินบาทที่อ่อนค่าลงในช่วงนี้ถือเป็นการอ่อนค่าตามเงินสกุลอื่นๆ ในภูมิภาค ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) มีเครื่องมืออยู่พอสมควร อีกทั้งยังมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่สูง ถือเป็นเครื่องมือในใจ อีกทั้งหนี้ต่างประเทศของไทยในเวลานี้อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ภาคเอกชนไทยก็ต่างจากตอนปี 2540 ที่ช่วงนั้นภาคเอกชนไทยกู้ยืมหนี้ต่างประเทศเข้ามาลงทุนจำนวนมาก ทำให้มีหนี้ต่อทุนสูงถึง 5 เท่า แต่ปัจจุบันมีเพียง 1 เท่า และหนี้ต่างประเทศก็ไม่ได้มาก ดังนั้นในเรื่องเสถียรภาพจึงถือว่ามีภูมิคุ้มกันที่จัดการได้
ขณะที่ นายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ประเมินถึงสถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนว่า หากสงครามค่าเงินเกิดปะทุรุนแรงขึ้นมา มีความเป็นไปได้ที่เงินบาทจะอ่อนลงไปต่ำกว่า 40 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แต่ขณะนี้มองว่าน่าจะอ่อนค่าไปที่ 37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในปลายปีนี้ และ 38 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในปลายปีหน้า ซึ่งผู้นำเข้าควรต้องระมัดระวังความผันผวนและป้องกันความเสี่ยงค่าเงินไว้
ทั้งนี้ หลังจากธนาคารจีนประกาศลดค่าเงินหยวนลง และเวียดนามปรับตัวค่าเงินด่องลงตาม สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย มองว่าประเทศต่อไปที่จะนำนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนมาใช้คือ สิงคโปร์ ส่วนอินเดีย และอินโดนีเซีย ซึ่งยังมีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าอีกหลายประเทศ ก็อาจจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อพยุงการส่งออกของประเทศไทย ส่วนประเทศไทยเอง หากนโยบายอัตราดอกเบี้ยไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ จึงมีความเป็นไปได้ว่าแบงก์ชาติอาจจะมีการทบทวนนโยบายการเงิน โดยหันมาใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนแทนการใช้นโยบายดอกเบี้ย ซึ่งนักลงทุนควรเตรียมรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม หากแบงก์ชาติจะใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยน หรือบาทอ่อนค่า คงไม่ใช่การเข้าไปแทรกแซง และไม่ได้ใช้เงินสำรองระหว่างประเทศเพราะมีข้อจำกัด แต่ก็มีหลายวิธีที่สามารถทำได้ เช่นการสนับสนุนการออกไปลงทุนในต่างประเทศให้มากขึ้น หรือน่าที่จะมีการหยิบยกเรื่องกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติขึ้นมาศึกษาอีกครั้ง เพราะหากภาคเอกชนไม่ออกไปลงทุนในต่างประเทศ จะมีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีภาครัฐเป็นผู้ทำให้เห็นก่อนเพื่อสร้างแรงจูงใจ ตลอดจนการผ่อนคลายกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่อสนับสนุนการย้ายฐานการผลิตให้มากขึ้น
ด้าน นายวีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้บรรยายพิเศษในหัวข้อ “Second Half of 2015 Economic Outlook” จัดโดย บลจ.กรุงไทย โดยกล่าวว่า ที่ผ่านมาตลาดหุ้นสหรัฐได้ซึมซับข่าวการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปมากแล้ว ดังนั้นในการประชุมเฟดวันที่ 15 กันยายน 2558 จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจริงหรือไม่ ก็ไม่น่าจะมีผลต่อตลาดมากนัก ส่วนตลาดหุ้นที่ปรับลดลงแรง หลายคนคิดว่าน่าจะถึงสุดต่ำสุดแล้วเช่นกัน เพราะก่อนจะจบหุ้นขาลง หุ้นมักจะตกหนักแล้วจบ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะฟื้น ซึ่งการฟื้นตัวอาจจะเป็นตัวยูที่ยาวหรือสั้น คงต้องดูกันต่อไป
ส่วนการแก้ไขปัญหาในยุโรป คงต้องใช้เวลาอีกนานเพราะเป็นผลพวงมาจากการรวมเป็นยูโรโซนที่ใช้เงินสกุลเดียวร่วมกันในขณะที่แต่ละประเทศมีความสามารถในการผลิตและการแข่งขันที่แตกต่างกัน ซึ่งการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างเดียวก็ช่วยอะไรไม่ได้ จะยิ่งสร้างความเสียหาย ก็เหลือการขึ้นภาษีและลดค่าใช้จ่าย ขณะที่ญี่ปุ่นยังประเมินได้ยาก เพราะอุตสาหกรรมต่างๆ ของญี่ปุ่นได้กระจายออกนอกประเทศไปหมดแล้ว ดังนั้น การที่เงินเยนอ่อนค่าลงมาอาจจะไม่ได้ส่งผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นมากนัก เพราะโครงสร้างอุตสาหกรรมต่างๆ ของญี่ปุ่นเปลี่ยนไปหมดแล้ว
เอเชียจึงกลายมาเป็นความหวังของโลก เพราะเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นจากราคาพลังงานที่ลดลง แต่การฟื้นของสหรัฐในครั้งนี้ สหรัฐไม่ได้ซื้อของจากเอเชียเลยแต่ไปซื้อจากลาตินอเมริกาแทน ทำให้เศรษฐกิจลาตินอเมริกาได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของสหรัฐ ส่วนจีนเองจะเป็นปัจจัยเสี่ยงของโลกที่ต้องจับตาเพราะสุดท้ายไม่มีอะไรจะฟื้นกลไกของตลาดไปได้ จีนเคยเติบโตขึ้นอย่างเร็วจากค่าแรงที่ถูกและเครื่องจักรและเทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่า แต่ปัจจุบันค่าแรงของจีนไม่ถูกแล้ว มีค่าแรงขั้นต่ำ 500 บาทต่อวัน สูงกว่าไทยอีก เมื่อถึงจุดหนึ่งความสามารถในการแข่งขันของจีนก็จะลดลง ส่งออกได้ลดลง การพยายามจะมาผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจจากการบริโภคภายในประเทศนั้นกำลังของการเติบโตไม่เพียงพอที่จะขับเคลื่อนประเทศได้ สิ่งที่สำคัญกว่าการมีขนาดใหญ่คือต้องมีการเติบโตด้วยเช่นกัน
“การที่จีนเข้าไปแทรกแซงกลไกในตลาดหุ้นในช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้ช่วยอะไร และประเมินว่าตลาดหุ้นจีนยังปรับตัวลงไม่สุด และยังสามารถปรับตัวลงได้อีก ไม่มีอะไรฟื้นอำนาจของกลไกตลาดไปได้” นายวีรพงษ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม นายวีรพงษ์ กล่าวด้วยว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน ถือเป็นโอกาสที่ไทยจะได้เปลี่ยนเครื่องจักรและเทคโนโลยีในการผลิตใหม่อีกครั้ง เพราะตอนนี้ก็น้องๆ ต้มยำกุ้งแล้ว แต่ดีกว่าตรงที่ปัจจุบันไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศมาก ส่วนการจะเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่เข้ามาก็ต้องมีการโยกย้ายเครื่องจักรเก่าออกไป ตรงนี้ภาครัฐน่าจะมีนโยบายสนับสนุนโดยให้ประโยชน์ทางภาษี หรือมีมาตรการจูงใจให้เอกชนไทยมีการย้ายเครื่องจักรเก่าที่มีอยู่ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า ลาว กัมพูชา เป็นต้น โดยไทยต้องมุ่งไปสู่อุตสาหกรรมที่มีการใช้เทคโนโลยีเข้มข้นไม่ใช่เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น
“หากรัฐส่งเสริมในลักษณะนี้ได้ จะเกิดประโยชน์กับประเทศมากกว่า ดีกว่าไปเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษแล้วยังไปเปิดในพื้นที่ชายแดนฝั่งไทยอีก ก็จะไม่ได้ประโยชน์ทางภาษี และเชื่อว่าสุดท้าย แนวคิดเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษนี้จะไม่ได้ผลด้วย โดยตอนนี้ไทยมีทุนสำรองมากและสุดท้ายเชื่อว่าสถานการณ์จะบีบบังคับให้อุตสาหกรรมไทยต้องเปลี่ยนอยู่ดีเพราะถ้าไม่เปลี่ยนก็อยู่ไม่ได้แข่งขันไม่ได้เท่านั้นเอง” นายวีระพงษ์ กล่าวในที่สุด



