
ตั้งกองทุนออมเพื่อคนชราปี 53 ชง 8 มาตรการพัฒนาตลาดทุนเข้าครม.กันยาฯนี้
คลังชง 8 มาตรการพัฒนาตลาดทุนไทยเข้าครม.เดือนกันยายนนี้ พร้อมปฏิรูปภาษีการลงทุนทั้งระบบครั้งใหญ่ เล็งตั้งกอช.ปีหน้าคาดใช้เม็ดเงินกว่า 2 หมื่นล้านบาท ดึงพ่อค้าแม่ค้า แรงงานนอกระบบประกันสังคมเข้าร่วม
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการพัฒนาตลาดทุนไทย ว่าที่ประชุมพิจารณาเห็นชอบ 8 มาตรการเพื่อพัฒนาตลาดทุนไทย โดยหนึ่งในมาตรการดังกล่าว คือ การจัดตั้งระบบการออมเพื่อการชราภาพ หรือกองทุนการออมเพื่อการชราภาพ (กอช.) ซึ่งถือเป็นการออมของประชาชนที่อยู่นอกระบบประกันสังคมและกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) โดยการออมผ่าน กอช. จะได้รับการยกเว้นภาษีเช่นเดียวกับกองทุนอื่นๆ ซึ่งกระทรวงการคลังจะนำเสนอแผนดังกล่าวให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาได้ภายในเดือนกันยายนนี้ และคาดว่าจะผ่านการพิจารณาเพราะถือเป็นนโยบายหลักของนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว
นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กล่าวว่า กองทุนเพื่อการชราภาพ หรือ กอช. นั้น มีการเปลี่ยนแปลงการเรียกชื่อใหม่จากกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) เนื่องจากเป็นกองทุนที่เปิดกว้างให้เฉพาะผู้ที่อยู่นอกระบบได้เข้ามาสู่ระบบการออม เช่น กลุ่มพ่อค้าแม่ค้า ผู้มีอาชีพขับรถรับจ้าง ทั้งวินมอเตอร์ไซค์ รถตู้และรถแท็กซี่ ซึ่งปัจจุบันมีประมาณ 24 ล้านคน โดยจะใช้วิธีให้ออมแบบสมัครใจกำหนดขั้นต่ำเดือนละ 100 บาท ไม่จำกัดวงเงินการออมขั้นสูง แต่กำหนดเงินสมทบโดยภาครัฐในอัตราคงที่ตามอายุของผู้ออม หากอายุ 20-30 ปี รัฐจ่ายสมทบ 50 บาท อายุ 31-50 ปี รัฐจ่ายสมทบ 80 บาท อายุ 51 ปีขึ้นไปรัฐจ่ายสมทบ 100 บาท โดยคาดว่ารัฐจะใช้งบประมาณจ่ายสมทบปีละ 2 หมื่นล้านบาท หากผู้ออมเข้าสู่ระบบทั้งหมด
“ในปีแรกน่าจะเริ่มได้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2553 ผู้อยู่นอกระบบคงเข้าร่วมกองทุนกอช.ไม่มากนัก ส่วนวงเงินขั้นต่ำ 100 บาทต่อเดือนนั้น มองว่าเป็นเงินที่ผู้ออมน่าจะจ่ายได้ ซึ่งผู้ออมจะได้รับเงินหลังเกษียณหรือเมื่ออายุ 60 ปี เป็นรายดือนขั้นต่ำ 1,720 บาท สูงสุดอยู่ที่ 2 พันกว่าบาท ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการออม" นายสมชัยกล่าวและว่า กองทุนเพื่อการชราภาพนี้จะไม่เปิดกว้างให้ผู้มีสิทธิในประกันสังคม และกบข.เข้าร่วมกองทุน เพื่อไม่ให้มีความซ้ำซ้อนและในอนาคตไม่มีแผนจะรวมกองทุนทั้ง 3 กองทุนเข้าด้วยกัน เพราะจะทำให้ยากต่อการบริหาร
สำหรับแผนพัฒนาตลาดทุนที่เหลืออีก 7 เรื่องนั้น ถือเป็นการแก้ไขปัญหาอุปสรรคและขจัดความซ้ำซ้อนของภาระภาษีจากการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์และในตลาดตราสารหนี้ครั้งใหญ่ จึงต้องแก้ไขกฎหมายหลายฉบับ ทั้งพ.ร.บ.หลักทรัพย์ ประมวลกฎหมายรัษฎากร ซึ่งขณะนี้ถือว่าคืบหน้าไปกว่า 85%



