
คงอำนาจคสช.ช่วงเปลี่ยนผ่าน
คงอำนาจคสช.ช่วงเปลี่ยนผ่าน : มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ โดยสำนักข่าวเนชั่น
ก่อนหน้าน่ี้เคยมีคนถามถึงสถานะของ คสช. หากร่างรัฐธรรมนูญใหม่มีผลบังคับใช้ว่า พวกเขาจะยังคงมีอยู่ต่อไปหรือไม่ หรือถึงแม้จะให้อยู่ต่อไปแต่จะมีอำนาจขนาดไหน เพราะเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้ก็ย่อมหมายความว่าอำนาจที่ให้ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวก็ต้องสิ้นสุดลง
เรื่องนี้ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ตอบคำถามแล้วเบ็ดเสร็จ โดยในร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 278 วรรคสอง ระบุว่า “ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 และผู้ดำรงตำแหน่งในคณะรักษาความสงบแห่งชาติซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ด้วย และในระหว่างเวลาดังกล่าว ให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติและคณะรักษาความสงบแห่งชาติคงมีอำนาจหน้าที่ตามบทบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 และที่แก้ไขเพิ่มเติมด้วย”
แปลความง่ายๆ ได้ว่า คสช. จะอยู่ในอำนาจเช่นนี้ไปจนกว่าการเลือกตั้งจะแล้วเสร็จและมีรัฐบาลใหม่ และในระหว่างนั้นอำนาจใดที่เคยมีตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวก็ยังจะคงอยู่ แม้ว่าจะประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วก็ตาม
และแน่นอนว่าย่อมหมายรวมถึงอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ที่ให้อำนาจเบ็ดเสร็จพิเศษกับหัวหน้า คสช. ด้วย
คำถามคือทำไมยังต้องให้อำนาจเบ็ดเสร็จกับ คสช.ต่อไป เพราะเมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญอีกไม่นานก็จะมีเลือกตั้งแล้ว ซึ่งคำตอบก็มีอยู่ที่ว่าเพราะการเลือกตั้งนั่นแหละเป็นสิ่งที่ คสช.กังวลและต้องการให้สถานการณ์ต่างๆ อยู่ในสภาวะที่ควบคุมได้
เพราะหากนับเวลากันจริงๆ แล้ว จากวันที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ กว่าจะถึงขั้นมีรัฐบาลใหม่ก็ร่วมปี โดยคาดการณ์ว่าหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านความเห็น สปช. ในวันที่ 6 กันยายน 2558 นี้ กว่าที่จะทำประชามติได้ก็น่าจะอยู่ในช่วงเดือนมกราคม 2559
ซึ่งจากนั้นกรรมาธิการยกร่างฯ จะใช้เวลาในการทำ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. ซึ่งในส่วนนี้ไม่กำหนดระยะเวลา แต่เมื่อ สนช.ได้รับร่าง พ.ร.บ.เลือกตั้งมาแล้วต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จใน 90 วัน หากรวมทั้งกระบวนการน่าจะอยู่ที่ราวๆ 6 เดือน
และเมื่อกฎหมายลูกผ่านแล้ว ร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 277 กำหนดว่าต้องจัดให้มีการเลือกตั้งภายใน 90 วัน ซึ่งระยะเวลาน่าจะตกอยู่ที่ราวเดือนกันยายน
ขณะที่มาตรา 132 ระบุว่า ต้องเปิดประชุมสภานัดแรกภายใน 30 วัน และจากการประชุมนัดแรกต้องมีมติเลือกนายกฯ ให้แล้วเสร็จภายในอีก 30 วัน แปลว่ากว่าจะมีรัฐบาลใหม่ก็น่าที่จะเป็นช่วงราวเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2559
ระยะเวลาเหล่านี้ คสช.ยังต้องการดูแลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และพวกเขาก็ยังหวั่นว่าระหว่างประกาศใช้รัฐธรรมนูญ จนถึงวันมีรัฐบาลใหม่ หากปล่อยอำนาจให้พ้นมือไป เรื่องราวหลายๆ อย่างอาจเกิดขึ้นได้และสุดท้าย ของที่ไม่อยากให้เสียก็อาจจะเสียได้ในช่วงสุดท้าย
เพื่อการันตีความนิ่ง พวกเขาจึงยังต้องคงอำนาจเช่นนี้ไว้ในมือในช่วงเปลี่ยนผ่านนั่นเอง
กับดักประเทศรายได้ปานกลาง : บทบรรณาธิการประจำวันที่26ส.ค.2558
ในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอย ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจโลกที่อัตราการขยายตัวไม่เติบโตและหลายประเทศที่เป็นผู้นำเศรษฐกิจก็ต่างประสบปัญหาเช่นกัน จึงมีการตั้งความหวังต่อทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ของ ครม.ประยุทธ์ 3 ที่จะสามารถกระตุ้นการเติบโตเศรษฐกิจของประเทศได้ในระยะสั้นเพื่อเพิ่มรายได้และสร้างงานให้ประเทศขับเคลื่อนไปได้ ในขณะเดียวกันมีโจทย์ใหญ่อีกประการที่นายกรัฐมนตรีได้พูดถึงในการไปกล่าวปาฐกถาพิเศษในงานนายกรัฐมนตรีพบนักธุรกิจญี่ปุ่น ที่มีบรรดานักธุรกิจทั้งไทยและญี่ปุ่นเข้าร่วมจำนวนมาก นั่นคือความต้องการยกระดับประเทศไทยที่ติดกับดักตัวเองจากประเทศที่มีรายได้ปานกลางมานานหลายปีไม่สามารถหลุดพ้นได้และอีกเรื่องคือติดกับดักประชาธิปไตย
หลายปีที่ผ่านมา ธนาคารโลกและธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย ได้ออกมาเตือนประเทศกำลังพัฒนาหน้าใหม่ ให้ระวังสภาวะ “กับดักประเทศรายได้ปานกลาง" ซึ่งเป็นสภาพของประเทศกำลังพัฒนาที่ขยับและสร้างรายได้จากการพัฒนาอุตสาหกรรมและการส่งออกจนทำให้ประชาชนในประเทศมีความกินดีอยู่ดีในระดับหนึ่ง กล่าวคือมีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือจีดีพีของประชากรต่อหัวเพิ่มขึ้นนั่นเอง แต่กลับไม่สามารถพัฒนาตัวเองไปสู่ประเทศพัฒนาแล้วได้ เหตุเพราะไม่สามารถสร้างนวัตกรรม เทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิผลในการผลิต เพิ่มมูลค่าของสินค้าได้ ทั้งที่มีการสร้างงานวิจัยจำนวนมาก เมื่อต้องแข่งขันกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นที่ขึ้นมาและมีค่าแรงต่ำกว่าทำให้การแข่งขันของไทยลดลง
เมื่อปีที่ผ่านมา ไอเอ็มดี หรือ International Institute for Management Development ได้เผยแพร่ผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ฉบับปี 2557 โดยไทยอยู่ในอันดับที่ 29 จาก 60 ประเทศ ซึ่งตกลงไป 2 อันดับจากปี 2556 ที่อยู่อันดับที่ 27 จาก 60 ประเทศ ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย สามารถขยับอันดับได้ดีขึ้น และปัจจุบันอุตสาหกรรมของไทยที่ใช้แรงงานขั้นพื้นฐานได้ย้ายฐานการผลิตออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านหรือประเทศที่กำลังพัฒนาขึ้นมาใหม่ เป็นตัวสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า ไทยจำเป็นต้องปรับตัวและจำเป็นต้องมีแผนยุทธศาสตร์ของชาติในระยะยาว ถ้าไม่เร่งปฏิรูปหรือเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ตอนนี้ ในอนาคตจะต้องเผชิญความยากลำบาก
ประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่มีความสามารถในการแข่งขันด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมสูง ในขณะที่ประเทศไทยความสามารถในการแข่งขันด้านเหล่านี้ยังไม่สูงเท่าที่ควร จึงต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านหลายปัจจัย ทั้งเรื่องการสนับสนุน เรื่องงบประมาณ เรื่องระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ ซึ่งไทยประสบความสำเร็จในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศและการสร้างความหลากหลายเพิ่มมากขึ้นในภาคการผลิตอุตสาหกรรม ทั้งในแง่การผลิตที่เพิ่มมูลค่าในระดับที่สูงขึ้น จึงควรพัฒนาต่อยอดขึ้นไป ดังนั้นภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเฉพาะการสร้างคุณภาพคนให้พร้อมรับมือโลกแห่งการแข่งขันที่นับวันทวีความรุนแรงขึ้น



