ข่าว

รวม‘พลังใจ’สู้วิกฤติระเบิดดึงความเชื่อมั่นต่างชาติกลับไทย

รวม‘พลังใจ’สู้วิกฤติระเบิดดึงความเชื่อมั่นต่างชาติกลับไทย

26 ส.ค. 2558

รวม‘พลังใจ’สู้วิกฤติระเบิด ดึงความเชื่อมั่นต่างชาติกลับไทย : ทีมข่าวอาชญากรรม

            เป็นเวลากว่า “1 สัปดาห์” หลังคนร้ายลอบวาง “ระเบิดภายในบริเวณศาลท้าวมหาพรหม แยกราชประสงค์ และบริเวณท่าเรือสาทร” ซึ่งเหตุระเบิดครั้งนี้ นับว่าเป็นเหตุการณ์รุนแรงสุดที่เกิดขึ้นใจกลางเมืองกรุงเทพมหานคร เพราะได้คร่าชีวิตผู้คนไป 20 ราย บาดเจ็บอีก 123 ราย ในจำนวนนั้นมีชาวต่างชาติจำนวนไม่น้อย

            ความสูญเสียที่เกิดขึ้นเสมือนเป็นฝันร้าย หลังเกิดเหตุทุกภาคส่วนพยายามเร่งสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องการรักษาความปลอดภัยเพื่อลดผลกระทบด้านการท่องเที่ยว บริเวณแยกราชประสงค์ในเวลานี้จึงคลาคล่ำไปด้วยกำลังทหารและตำรวจที่หมุนเวียนเข้าไปตรวจสอบความปลอดภัย

            เหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นครั้งนี้แม้จะส่งผลกระทบต่อประเทศอย่างใหญ่หลวง แต่หากคนไทยด้วยกันเองเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ชาวต่างชาติ เชื่อว่า จากหนักจะกลายเป็นทุเลาเบาบางลงได้

            เมื่อทีมข่าว “คม ชัด ลึก” ลงพื้นที่ถามความคิดเห็นคนไทยที่เข้ามาสักการะท้าวมหาพรหมพบว่าจำนวนไม่น้อยเรียกร้องให้ “คนไทยแสดงพลังด้วยการใช้ชีวิตอย่างปกติ” เพื่อให้ชาวต่างชาติเกิดความมั่นใจ

            “สิริพงศ์ เพ็ญพัชรพณิช” ชาวจ.นนทบุรี ซึ่งนำสมาชิกครอบครัวมาสักการะท้าวมหาพรหม ภายในศาลบริเวณแยกราชประสงค์ กล่าวว่า แม้จะรู้สึกวิตกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่บ้าง แต่ต้องการให้คนไทยกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ และให้เดินทางมายังแยกราชประสงค์เหมือนเดิม เพื่อทำให้ชาวต่างชาติมั่นใจว่าที่นี่ปลอดภัย

            “ผมเดินทางมาสักการะท้าวมหาพรหมเป็นประจำ หลายวันผ่านมายังรู้สึกตกใจกับเหตุการณ์ระเบิดครั้งนี้ แต่ไม่ว่าอย่างไรแม้ว่าจะเกิดความสูญเสีย เราต้องยอมรับกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และต้องช่วยกันสร้างความเชื่อมันให้แก่นักท่องเที่ยว ทุกวันนี้ผมใช้ชีวิตตามปกติ คือออกมาขอพรจากพระพรหมเหมือนเดิม เพราะรู้สึกว่า ที่นี่ปลอดภัยมีทหารและตำรวจดูแลความปลอดภัยบริเวณนี้โดยรอบ และคิดว่า คงไม่มีเหตุการณ์รุนแรงแบบนี้อีก” นายสิริพงศ์ กล่าว

            ไม่ต่างจาก นพ.พรชัย ลิ้มอุดมพร  บอกว่า ตั้งใจเดินทางมาสักการะที่ศาลท้าวมหาพรหม แยกราชประสงค์ เพื่อแสดงให้ชาวต่างชาติเห็นว่า สถานที่นี้ปลอดภัย
 
            “ผมตั้งใจพาครอบครัวมาไหว้พระพรหม เพื่อบอกต่างชาติว่าเมืองไทยปลอดภัย เราต้องแสดงออกให้ทุกคนได้เห็น เราต้องกล้าบอกให้คนต่างชาติรู้ว่าที่นี่ปลอดภัย ไม่ได้อันตราย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีคนกลุ่มหนึ่งคิดไม่ดีต้องการทำลายประเทศ ซึ่งเป็นใครเราไม่รู้ แต่อยากให้ทุกคนได้ทราบบ้านเมืองของเราปลอดภัย” นพ.พรชัย กล่าว

            ทั้งนี้จากการสังเกตการณ์พบว่า นอกจากชาวไทยและชาวต่างชาติที่เข้ามาเที่ยวชมและสักการบูชาพระพรหมยังมีชาวจีนจำนวนมากเข้ามาสักการะท้าวมหาพรหมอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งมีเจตนาเดินทางมายังแยกราชประสงค์เพื่อไว้อาลัยให้แก่ผู้เสียชีวิต

            ส่วนที่ท่าเรือสาทร หลังเหตุระเบิดแม้เวลาจะผ่านมาร่วม 1 สัปดาห์แล้ว บรรยากาศที่นี่ยังค่อนข้างเงียบเหงา ผู้คนที่เคยเข้ามาใช้บริการท่าเรือแห่งนี้ยังคงมีปริมาณน้อยเมื่อเทียบกับก่อนเกิดเหตุระเบิด ทั้งที่ก่อนหน้านี้บริเวณท่าเรือสาทรเป็นจุดที่บริษัทนำเที่ยวนิยมใช้เป็นจุดลงเรือเพื่อนำนักท่องเที่ยวต่างชาติชมทัศนียภาพของแม่น้ำเจ้าพระยา

            "ทวี เสวกตะมาลย์" พนักงานบริษัทนำเที่ยวแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งโต๊ะรอรับนักท่องเที่ยวบริเวณท่าเรือสาทร ให้ข้อมูลว่า หลังเกิดเหตุระเบิดราชประสงค์และสาทร สถานการณ์ด้านการท่องเที่ยวซบเซาลงจนน่าเป็นห่วง
 
            “ก่อนหน้านี้ผู้ที่เข้ามาใช้บริการนำเที่ยวจะเป็นชาวต่างชาติมากกว่าคนไทย แต่ตอนนี้แทบไม่เหลือเลย เช่นเดียวกับเรือด่วนโดยสารที่รับส่งผู้โดยสารเดิมจะมีผู้ใช้บริการเต็มลำเรือต้องยืนเบียดกัน แต่ตอนนี้เรือโล่งมาก ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่ยังกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะบริเวณท่าเรือสาทรเป็นจุดเชื่อมต่อในการเดินทาง เมื่อเกิดเหตุระเบิดขึ้นทำให้ต้องเปลี่ยนวิธีการเดินทาง” ทวี กล่าว

            “ละไม ภาระราช” ผู้ค้าบริเวณท่าเรือสาทร บอกว่า ยังหวาดกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นอนไม่หลับ เพราะนึกถึงภาพตอนระเบิด หลังเกิดเหตุต้องปิดร้านไป 5 วัน ทำให้ได้รับผลกระทบขาดรายได้จากการจำหน่ายสินค้าไปมากพอสมควร อีกทั้งหลังเกิดเหตุกรุงเทพมหานครได้จัดระเบียบผู้ค้าใหม่ โดยห้ามวางจำหน่ายสินค้าบนทางเท้าเพราะเกรงจะเป็นช่องว่างให้คนร้ายนำระเบิดมาวางได้

            ขณะเดียวกันในส่วนของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เข้ามาใช้บริการท่าเรือสาทรต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า "ยังคงวิตกกังวลกับความปลอดภัย"  แต่ยังมีนักท่องเที่ยวบางรายไม่รู้สึกตื่นกลัวกับเหตุระเบิด เพียงแต่ต้องเพิ่มการระมัดระวังให้มากขึ้นหากจะเดินทางไปสถานที่ใด
 
            “ไดแอนี เคลลี่” หญิงสาวชาวออสเตรเลีย บอกว่า เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม เป็นวันเดียวกันกับเหตุระเบิดที่ราชประสงค์ ทำให้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับเหตุระเบิดครั้งนี้พอสมควร โดยพนักงานของโรงแรมที่พักอยู่แจ้งเตือนให้ระมัดระวัง และบอกถึงสถานที่ต้องระวังหรือไม่สมควรไป แต่คงไม่สามารถห้ามได้ เพราะตั้งใจเดินทางมาท่องเที่ยวกรุงเทพฯ แม้จะกลัวเหตุร้ายอยู่บ้าง แต่คงไม่ยอมพักเฉพาะในโรงแรม ตอนนี้เพียงเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้นก็น่าจะเพียงพอ

            เช่นเดียวกับ “เจ วอน อิน” นักท่องเที่ยวชาวเกาหลียืนยันว่า มีความกังวลเกี่ยวกับเหตุระเบิดในกรุงเทพมหานครอยู่บ้าง โดยกลุ่มเพื่อนแจ้งเตือนให้ระมัดระวังมากขึ้น แต่ส่วนตัวเชื่อมั่นว่าเหตุร้ายคงไม่เกิดซ้ำที่เดิม

            จนถึงวันนี้ต้องยอมรับว่า เหตุระเบิดทมิฬบริเวณแยกราชประสงค์ และท่าเรือสาทร ยังสร้างความหวาดหวั่นให้แก่ประชาชน และนักท่องเที่ยวอย่างมิรู้คลาย โดยทุกคนต่างยืนยันตรงกันว่า ต้องการให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเร่งติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนสู่สายตานักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลกโดยเร็ว...