
ดอนเผยปล่อยตัวนักข่าวฮ่องกงพกเสื้อเกาะแล้ว
ดอนชี้ต่างชาติยังเกาะติดระเบิดราชประสงค์ เผยปล่อยตัวนักข่าวฮ่องกงพกเสื้อเกาะแล้ว ขณะที่ ประยุทธ์ขอสื่อไม่เสนอภาพริดรอนสิทธิ จักรทิพย์ระบุเป็นคดีระดับโลกไป
25ส.ค.2558 นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีเหตุการณ์ระเบิดที่แยกราชประสงค์ที่ผ่านมาว่า นานาชาติต่างติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งได้แสดงความห่วงใยต่อประเทศไทย แต่ไม่มีประเทศใดแสดงความกังวลต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นพิเศษ ขณะที่การจับกุมนักข่าวฮ่องกงที่นำเสื้อเกราะและหมวกนิรภัยเตรียมเดินทางออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเพื่อกลับฮ่องกงว่า ขณะนี้ได้มีการปล่อยตัวนักข่าวคนดังกล่าวแล้ว และเห็นว่านักข่าวคนนั้น อาจไม่ทราบว่าอุปกรณ์ดังกล่าวถือเป็นยุทธภัณฑ์ที่ไม่สามารถครอบครองได้โดยไม่มีใบอนุญาต และกรณีดังกล่าวถือเป็นบทเรียนที่ทุกคนต้องเพิ่มความระมัดระวังและรับรู้กติกาของแต่ละประเทศเพิ่มมากขึ้น ไม่ใช่ใช้เพียงความรู้สึกส่วนตัวและคิดเอาเองว่าถูกหรือผิด
นายดอน ยังกล่าวว่า งานด้านต่างประเทศขณะนี้ยังไม่จำเป็นต้องเดินสายชี้แจงต่างประเทศเพิ่มเติม เนื่องจากไม่มีประเทศใดแสดงความกังวลถึงสถานการณ์ภายในประเทศ แต่หากมีประเทศใดให้ความสนใจในเรื่องต่างๆ ก็ยินดีจะชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมให้รับทราบต่อไป
‘ประยุทธ์’ขอสื่อไม่เสนอภาพริดรอนสิทธิ
ที่ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวภายหลังการประชุมของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้คุยในประเด็นเรื่องความมั่นคง โดยขอให้นำเหตุการณ์ที่แยกราชประสงค์เป็นบทเรียนครั้งสำคัญ ซึ่งขณะที่เกิดเหตุนั้น เจ้าหน้าที่ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นอาสาสมัคร ตำรวจ ทหาร หน่วยข่าวกรองสภาความมั่นคงแห่งชาติ ต่างได้พยายามบริหารจัดการสถานการณ์ต่างๆเพื่อให้ประเทศชาติคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็ว และสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย กันพื้นที่ในเรื่องการบริหารจัดการข่าว และเรื่องความปลอดภัย อีกทั้งเปิดพื้นที่ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินแต่ปรากฏว่าเราประสบปัญหาอยู่พอสมควร เช่นเรื่องของการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชน หรือการเข้าไปก้าวก่ายของพี่น้องประชาชน โดยจะต้องคิดว่าทำอย่างไรให้คนทั้งสองกลุ่มนี้มีความเข้าใจ เช่นการไปทำข่าวอย่างไรให้ได้ภาพข่าวที่เหมาะสมโดยไม่ไปริดรอนสิทธิผู้อื่น หรือขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ หรือทำอย่างไรไม่ให้ประชาชนเป็นส่วนหนึ่งของการแพร่กระจายข่าวลือทำให้เกิดความสับสนในสังคม
‘จักรทิพย์’ระบุเป็นคดีระดับโลกไปแล้ว
ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เมื่อเวลา 15.00 น. พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น. พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย ผบช.ส. พล.ต.ต.ชาญเทพ เสสะเวช พล.ต.ต.จิตติ รอดบางยาง พล.ต.ต.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข พล.ต.ต.ทวิชชาติ พละศักดิ์ พล.ต.ต.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา รอง ผบช.น. พล.ต.ต.รณศิลป์ ภู่สาระ รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.อัคราเดช พิมลศรี ผบก.ป. พร้อมเจ้าหน้าที่ทหารจาก พล.ม.2 รอ. ประกอบด้วย พ.อ.นพสิทธิ์ สิทธิพงศ์โสภณ, พ.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ และเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สพฐ.ตร. บช.ส. บช.ก. บช.น. และ อีโอดี เข้าร่วมประชุมติดตามความคืบหน้าคดีระเบิดที่ศาลท้าวมหาพรหม แยกราชประสงค์ และท่าน้ำสาทร
พล.ต.อ.จักรทิพย์ เปิดเผยก่อนเข้าห้องประชุมว่า หลังจากเหตุระเบิดจนถึงขณะนี้ เจ้าหน้าที่ทำงานกันมา 7 วันแล้ว วันนี้ตนจึงได้เรียกชุดทำงานมาสรุปผลการทำงานในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งจากนครบาล และสอบสวนกลาง จากข้อมูลที่ได้รับรายงานในเบื้องต้น กล้องวงจรปิดที่เรายังไม่ได้ขอจาก กทม. เราจึงได้ประสานไปยัง กทม.แล้ว เพื่อขอแผ่นพิมพ์เขียว จุดที่มีการติดตั้งกล้อง เพื่อดูว่าเราต้องไล่เก็บตรงไหนอย่างไร เพราะว่าการเก็บกล้องในที่เกิดเหตุ จะเป็นตัวชี้วัดอย่างหนึ่งว่า ทิศทางจะไปทางไหนอย่างไร ซึ่งตลอด 7 วัน ที่เจ้าหน้าที่ทำงานมา ยังขาดอยู่บางช่วง ส่วนตัวผู้ต้องสงสัยที่สาทร ขณะนี้ยังไม่ได้มีการออกหมายจับ กำลังอยู่ในระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน ต้องรอให้มีความชัดเจนก่อน ส่วนคนร้ายจะเป็นชายเสื้อฟ้า ที่เห็นในกล้องวงจรปิด ว่าเป็นคนเขี่ยถุงลงแม่น้ำตรงจุดที่เกิดระเบิดหรือไม่นั้น จนถึงตอนนี้ยังไม่มีคนอื่นที่มีพฤติกรรมที่น่าสงสัย เท่ากับว่าชายเสื้อฟ้า ซึ่งอาจจะใช่หรือไม่ใช่ก็ได้ ซึ่งเราต้องพิสูจน์ทราบให้ได้อยู่แล้ว ส่วนสาเหตุการระเบิดตอนนี้ยังไม่มีการสรุป ตอนนี้ยังตั้งไว้ทุกประเด็น ยังไม่ได้ตัดประเด็นใดประเด็นหนึ่งทิ้ง
ต่อข้อถามที่ว่า เมื่อวานนี้(24 ส.ค.) ได้มีการนำตัวโชเฟอร์แท็กซี่ ที่รับคนร้ายมาสอบปากคำ มีประโยชน์ต่อรูปคดีแค่ไหน พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวว่า ถือว่าเป็นประโยชน์มาก โดยมีท่านพล.ต.ท.ศรีวราห์ เป็นผู้สอบปากคำด้วยตนเอง หลังจากสอบปากคำ ได้นำรถคันดังกล่าวส่งให้ พฐ. เพื่อทำการตรวจพิสูจน์อยู่ นอกจากนี้ยังได้มีการนำเงินที่คนร้ายจ่ายเป็นธนบัตร เพื่อเป็นค่าโดยสารไปตรวจสอบดีเอ็นเอ.แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ ส่วนตัวคนร้ายในภาพสเก็ตยังอยู่ในประเทศหรือไม่ อันนี้ยังตอบไม่ได้ และคนร้ายจะเป็นคนไทย หรือชาวต่างชาติ ตอนนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เชื่อว่าคนร้ายยังคงดูการทำงานของตำรวจอยู่
ส่วนคนขับแท็กซี่ กับคนขับรถตุ๊กตุ๊ก ที่เข้ามาให้ปากคำนั้น ข้อมูลสอดคล้องกันหรือไม่ ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการวิเคราะห์คำให้การอยู่ เมื่อถามว่ามีกระแสข่าวว่า กล้องวงจรปิดสามารถจับภาพได้ว่า คนร้ายได้เข้าไปเปลี่ยนเสื้อภายใน รพ.จุฬา ตรงนี้มีข้อเท็จจริงอย่างไร พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวว่า ก็มีการพูดกันไป แต่ทุกอย่างที่มีการพูดคุย หรือมีข้อมูลเข้ามา ก็ต้องมีการตรวจสอบและพิสูจน์ทราบอยู่แล้ว
เมื่อถามว่าเหตุระเบิด ทั้งที่ศาลท้าวมหาพรหม และที่ท่าเรือสาทร มีความเชื่อมโยงกันหรือไม่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวว่า มีความเป็นไปได้สูง เพราะว่าส่วนประกอบบางตัวยังคล้ายกันอยู่ ซึ่งเรายังไม่ได้ตัดประเด็นใดทิ้ง ทั้งนี้ยังต้องรอดูพยานหลักฐานในบางจุด
“คดีไม่ได้ไม่คืบหน้า มันก็คืบหน้าไปตามลำดับอยู่แล้ว ถ้าไม่คืบหน้า แสดงว่าพวกผมไม่ทำงาน ก็มีความคืบหน้าไป จนมีการออกหมายจับคนร้ายตามภาพสเก็ตในคดีที่ราชประสงค์ เจ้าหน้าที่มีการทำงานมาตลอด ไม่ได้หลับไม่ได้นอนกันหลายคืน คดีนี้ไม่ใช่คดีระดับประเทศแล้ว มันเป็นคดีระดับโลกแล้ว ซึ่งเราไม่ได้นิ่งนอนใจ ทำกันเต็มที่อยู่แล้ว” พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าว
เมื่อถามว่า ที่ท่านบอกว่าเป็นคดีระดับโลก เป็นเพราะว่า ตัวผู้ก่อเหตุอาจจะเป็นชาวต่างชาติ ที่มุ่งก่อเหตุให้เกิดความรุนแรงในประเทศหรือไม่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวว่า ไม่ใช่ประเด็นดังกล่าว ตนดูจากจำนวนคนเสียชีวิต และเหตุการณ์อย่างนี้ในบ้านเรา ไม่เคยมีมาก่อน อีกทั้งเป็นที่สนใจของหลายๆประเทศ
เมื่อถามว่า มีความมั่นใจกี่เปอร์เซ็นต์ว่า จะสามารถจับตัวคนร้ายได้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวว่า ถ้าถามตน ตนก็ต้องมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว ตนไม่มั่นใจในทีมงานของตนได้อย่างไร ในเมื่อคดีมันยังเดินได้ต่อ มีสิ่งที่ยังสามารถเดินได้อยู่
ขณะที่มีรายงานข่าวแจ้งว่า ช่วงเวลาประมาณ 21.00 น. วันที่ 24 ส.ค.ที่ผ่านมา ทางชุดสืบสวนบก.สส.บช.น. พร้อมด้วย ชุดสืบสวนบก.น.6 ได้เชิญตัวพยานมาสอบปากคำ เป็นชาย อายุ 34 ปี โชเฟอร์ขับรถแท็กซี่ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นอัลติส สีเขียวเหลือง มฎ 2835 โดยใช้เวลาสอบปากคำประมาณ 3 ชั่วโมง ก่อนปล่อยตัวกลับ ซึ่งโชเฟอร์รถแท็กซี่ดังกล่าว ยืนยันว่า เป็นผู้ที่รับตัวชายอายุประมาณ 30 ปี สูง 178 เซนติเมตร ไม่ทราบสัญชาติ ผมหยิกสีน้ำตาล สวมแว่นตากรอบดำ เสื้อยืดคอกลมสีเหลือง สวมปลอกแขนคล้ายต้องการอำพรางรอยสักหรือตำหนิ กางเกงสามส่วน สวมรองเท้าผ้าใบลายดำ-แดง ที่ถูกออกหมายจับตามภาพสเก็ตช์ จากบริเวณสวนลุมพินี แยกศาลาแดง ใกล้กับตึกชาญอิสสระ ทาวเวอร์ 1 ถนนพระราม 4 แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร ช่วงเวลาประมาณ 16.30 น. ไปส่งบริเวณสถานีรถไฟหัวลำโพง ภายหลังจากที่ข่าวถูกนำเสนอออกไป จึงได้ติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อมายืนยันว่า รถแท็กซี่คันดังกล่าวที่เจ้าหน้าที่ตำรวจให้ตนดูนั้น เป็นรถแท็กซี่ของตนเอง
โชเฟอร์รถแท็กซี่รายนี้ เล่าถึงเหตุการณ์ในวันนั้นว่า ระหว่างที่ชายในภาพสเก็ตซ์โบกรถแท็กซี่แล้ว ได้จอดรถให้ชายคนดังกล่าวเปิดประตูด้านหลังซ้าย จากนั้นจึงถามว่าไปไหน ชายคนดังกล่าวที่ถูกออกหมายจับตามภาพสเก็ตซ์ ใช้คำพูดภาษาไทยสำเนียงภาษาอังกฤษ ตอบว่าไป “หัวลำโพง” จากนั้นก็ได้ขึ้นมานั่งบริเวณเบาะหลังด้านซ้าย โดยขับรถใช้เส้นทางถนนพระราม 4 มุ่งหน้ามายังหัวลำโพง เมื่อใกล้ถึงหัวลำโพง ชายคนดังกล่าวได้ใช้ภาษาไทย สำเนียงภาษาอังกฤษบอกว่า “จอด” จากนั้นจึงจอดให้ลงบริเวณฝั่งตรงข้ามหัวลำโพง ก่อนชายคนดังกล่าวจะจ่ายค่าแท็กซี่ตามมิสเตอร์จำนวน 61 บาท โดยให้ธนบัตรใบละ 100 บาท แล้วทอนเงินให้ 20 บาท ก่อนที่จะเดินลงไปจากรถแท็กซี่ จากนั้นตนเองก็ได้ขับรถแท็กซี่ต่อ เพื่อกลับบ้านไปหาภรรยาที่บริเวณฝั่งธนบุรี
จากการที่พนักงานสอบสวนสอบปากคำโชเฟอร์ขับแท็กซี่ยืนยันว่า ไม่แน่ใจว่า สะพายกระเป๋ามาหรือไม่ แต่จากข้อมูลการสืบสวนสอบสวนเป็นไปได้ ระหว่างที่ขึ้นแท็กซี่ดังกล่าว ชายต้องสงสัยที่ถูกออกหมายจับตามภาพสเก็ตช์ อาจจะนั่งแท็กซี่มาตัวเปล่า แล้วอาจจะมาเอากระเป๋า ที่คาดว่าเป็นสิ่งของที่บรรจุวัตถุระเบิด เพื่อนำมาก่อเหตุ จากบริเวณจุดใดจุดหนึ่ง ใกล้กับสถานีรถไฟหัวลำโพง อย่างไรก็ตาม ทางชุดสืบสวนได้ทำการตรวจยึดรถไว้ตรวจสอบ โดยมอบให้พนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี เป็นผู้ตรวจรับรถแท็กซี่คันดังกล่าวไว้ ก่อนที่จะนำมาให้สำนักงานพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สพฐ.ตร.) ทำการตรวจสอบหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม โดยเฉพาะเส้นผมของชายต้องสงสัยที่ถูกออกหมายจับตามภาพถ่าย เพื่อนำมาตรวจสอบหาดีเอ็นเอต่อไป
รายงานข่าวแจ้งอีกว่า เบื้องต้นทางพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบปากคำพยานต่างๆ กว่า 200 ราย รวมถึงเร่งตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด บริเวณแยกสาทรเพิ่มเติม เพื่อติดตามตัวชายสวมเสื้อสีฟ้า กางเกงขายาวที่อยู่ในภาพกล้องวงจรปิด เพื่อเร่งรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม หากมีความเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดที่บริเวณท่าเรือสาทร จะทำการออกหมายจับกุมเพิ่มเติมด้วย ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างติดตามภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณใกล้เคียงที่เกิดเหตุ ล่าสุดยังไม่พบว่า นั่งพาหนะอะไรมาก่อเหตุ พบเพียงแค่ภาพกล้องวงจรปิดขณะที่เดินมาที่บริเวณท่าเรือสาทร ขณะนี้ยังไม่ได้พบตัวชายคนดังกล่าวแต่อย่างใด และยังไม่มีการติดต่อประสานเพื่อเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ



