ข่าว

เติมเงินรากหญ้ากระตุ้นศก.ภารกิจด่วนทีม‘สมคิด’

เติมเงินรากหญ้ากระตุ้นศก.ภารกิจด่วนทีม‘สมคิด’

26 ส.ค. 2558

เติมเงินรากหญ้ากระตุ้นเศรษฐกิจ ภารกิจด่วนทีม ‘สมคิด’ ชู ‘สร้างขีดแข่งขัน’ หัวใจสำคัญ

 
       เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2558 คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ภายใต้รัฐบาล “ประยุทธ์ 3” ส่วนใหญ่เดินทางเข้าทำงานในกระทรวงเป็นวันแรก โดยนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนเป็นครั้งแรก ระบุว่า การทำงานของรัฐมนตรีเศรษฐกิจทุกกระทรวงจะทำงานเป็นทีม โดยไม่มีการแบ่งแยกเป็นกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง เนื่องจากปัญหาสำคัญๆ ของประเทศมีความเกี่ยวพันกับในการทำงานของหลายกระทรวง มั่นใจว่าจะได้รับความร่วมมือที่ดีมากในการทำงาน ซึ่งหลังจากเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อขอรับทราบนโยบาย นายกรัฐมนตรีได้ฝากให้ช่วยสานต่อและติดตามในสิ่งที่ท่านได้สั่งการไปแล้ว
 
       “ผมตั้งใจว่าจะเป็นอีกแรงหนึ่งที่จะช่วยนายกรัฐมนตรีแก้ไขปัญหาบ้านเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเศรษฐกิจที่ค่อนข้างซบเซา ประชาชนทั่วไปมีความกังวลในสภาพเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าพื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศไทยยังมีความแข็งแกร่ง ซึ่งเมื่อรวมกับความพยายามใหม่ๆ จะทำให้เราประคับประคองเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นวิกฤติและก้าวต่อไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง” นายสมคิดกล่าวและว่า ภารกิจไม่ใช่แค่การกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะการกระตุ้นเป็นการแก้ปัญหาไม่ให้คนยากคนจนลำบาก แต่หัวใจสำคัญคือการสร้างความสามารถในการแข่งขัน
 
       ทั้งนี้ ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นปัจจุบันมาจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยมองว่าปัจจัยภายนอกคือภาวะเศรษฐกิจโลกกำลังซบเซา เป็นปัญหาชั่วคราวระยะสั้น ขณะที่ปัญหาภายในขณะนี้มาจากราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ ทำให้กำลังซื้อของเกษตรกรอ่อนแอ และมีปัญหาเรื่องความเชื่อมั่นตามมา ซึ่งการแก้ปัญหาระยะสั้นคือ การออกมาตรการที่ทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนมากขึ้น โดยได้เรียนนายกรัฐมนตรีแล้วว่าจะต้องเน้นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระดับรากหญ้า การพัฒนาชุมชนในท้องถิ่น เน้นให้เศรษฐกิจโดยทั่วไปหมุนได้ และในต่างจังหวัดให้มีรายได้เงินหมุนเวียนมากขึ้น โดยจะต้องมีมาตรการระยะเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการจัดทำมาตรการเพื่อเสนอต่อที่ประชุม ครม.พิจารณาโดยเร็วที่สุด
 
       ส่วนปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นตัวฉุดรั้งเศรษฐกิจก็ต้องมีการแก้ไข เนื่องจากที่ผ่านมาไทยแข่งขันทางเศรษฐกิจได้ยากขึ้น เห็นได้จากสินค้าที่มีมูลค่าสินค้าส่งออกบางรายการที่ลดลง โดยหลายสิ่งจะต้องมีการปฏิรูปเพื่อให้เกิดการแข่งขันในตลาดโลกให้ได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะต้องมีการแก้ไขด้วยการผลักดันให้มีการลงทุนครั้งใหญ่ หมายถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุนด้านต่างๆ ในประเทศ เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจในขณะนี้ไม่เหมือนเดิมไม่สามารถพึ่งพาการส่งออกได้ แต่ต้องมีการลงทุนกระจายไปในพื้นที่ต่างๆ ในต่างจังหวัด ผลักดันให้เกิดการลงทุนในท้องถิ่น ภูมิภาค ทั้ง 76 จังหวัดจะต้องมีจุดแข็งของตัวเอง เพื่อลดการเหลื่อมล้ำ
 
       นายสมคิดกล่าวด้วยว่า ปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่เหมือนกับปี 2540 ปีนี้ปัญหาเกิดกับประชาชนระดับล่าง รากหญ้าลำบาก หากปล่อยไว้เป็นเวลานานปัญหาจะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจได้ อย่างไรก็ตาม ทุกคนต้องร่วมมือกันไม่ใช่คนใดคนหนึ่ง เศรษฐกิจจะเดินได้เอกชนต้องเข้ามามีส่วนร่วม โดยในวันที่ 27 สิงหาคมนี้ จะเดินทางไปหารือกับภาคเอกชน เพื่อให้เขารู้ว่ามีหน้าที่อย่างไรในการผลักดันให้เกิดการพัฒนาและแก้ไขปัญหาของประเทศ
 
       ด้านนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า งานเร่งด่วนที่จะต้องรีบดำเนินการในขณะนี้คือ การเติมเงินให้รากหญ้าผ่านกลไกของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐโดยไม่เน้นการแจกเงิน ซึ่งจะหารือในรายละเอียดกันอีกครั้ง คาดว่าจะผลักดันมาตรการใส่เม็ดเงินใหม่เข้าสู่มือประชาชนได้ภายใน 1 เดือนนี้ และจะต้องขับเคลื่อนการลงทุนภาครัฐให้เกิดขึ้นเร็วที่สุด เน้นโครงการลงทุนขนาดเล็กกระจายไปทุกพื้นที่ให้ทั่วถึง เพื่อให้เม็ดเงินเข้าสู่ชุมชนโดยเร็ว ซึ่งจะส่งผลดีต่อผู้ประกอบการทุกรายไม่ใช่เฉพาะรายใหญ่ จึงหวังว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ซึมลึกไปมากกว่านี้ ส่วนนโยบายด้านเศรษฐกิจมหภาคที่ดำเนินมาก่อนหน้านี้ก็ยังคงเดินหน้าต่อไป
 
       “ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดีก็ต้องยอมรับ แต่ไม่ได้หนักใจที่เข้ามาทำงาน โดยระหว่างที่รอการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐที่ต้องใช้เวลา ทำให้ช่วงนี้เกิดช่องว่าง คนรู้สึกเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จึงต้องเร่งทำอะไรเพื่อเติมช่องว่างตรงนี้ให้เต็ม เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจทรุดตัว โดยเฉพาะการเติมเงินให้ประชาชนระดับรากหญ้าที่ต้องทำโดยเร็วที่สุด” นายอภิศักดิ์ กล่าว
 
       สำหรับสิ่งที่ต้องดำเนินการเพิ่มเติมยังมีอีก 2 เรื่อง คือ 1.ผลักดันให้การชำระเงินทั่วประเทศเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยเปลี่ยนจากระบบเงินสดมาเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพกับประเทศโดยเฉพาะในแง่จัดเก็บภาษี และการขยายฐานภาษีเพิ่ม จะต้องประสานกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต่อไป และ 2.การสนับสนุนให้ภาคธุรกิจใช้ระบบบัญชีเดียว เพื่อเป็นพื้นฐานให้ประเทศเติบโตไปข้างหน้าอย่างยั่งยืนและจะเป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจและการจัดเก็บหรือขยายฐานภาษีของภาครัฐตามมา เหมือนในประเทศที่พัฒนาแล้วที่ผู้ประกอบการจะต้องเสียภาษีอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งรัฐจะต้องมีมาตรการเข้าไปช่วยส่งเสริมเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัว ส่วนเป้าหมายในการดำเนินงานระยะต่อไปที่รัฐบาลเน้นเรื่องการกระจายรายได้ การลดความเหลื่อมล้ำ ดูแลความมั่นคงของระบบการเงิน
 
       พล.อ.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า จะเร่งสรุปเรื่องเร่งด่วนของกระทรวงพลังงาน ได้แก่ การเปิดสำรวจปิโตรเลียมรอบที่ 21 และเรื่องการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ส่วนนโยบายในเรื่องราคาก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) หากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เห็นชอบให้ราคาสะท้อนต้นทุนก็ต้องปรับขึ้นอีก เพราะขณะนี้ราคาต่ำกว่าต้นทุน ส่วนกรณีกลุ่มรถบรรทุกเสนอให้ลดราคานั้น จะต้องไปดูว่าที่ผ่านมาราคาดีเซลลดลงมากแล้วผู้ประกอบการได้ลดค่าขนส่งตามต้นทุนหรือไม่ ขณะที่ภาษีแอลพีจีภาคขนส่งยังมีเวลาพิจารณา เพราะกฎหมายเรื่องภาษีอยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลัง
 
       “สิ่งที่ต้องการเห็นและปรับปรุงบทบาทของกระทรวงพลังงงานมากที่สุดคือ การเปลี่ยนภาพลักษณ์ให้ประชาชนเชื่อถือ เพื่อให้ประเทศเดินหน้า ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาต่อเนื่อง ซึ่งผมก็พร้อมจะรับฟังเอ็นจีโอ และที่ผ่านมาก็รับฟังมาโดยตลอด” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานกล่าว
 
       ด้านนายสมเกียรติ อนุราษฎร์ รองประธานหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในวันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคมนี้ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จะมาบรรยายเรื่องนโยบายเศรษฐกิจและทิศทางการพัฒนาประเทศให้แก่สมาชิกหอการค้าทั่วประเทศ และหอการค้าต่างประเทศ จำนวน 500 คน ที่โรงแรมดุสิตธานี