
เล่าสู่กันฟัง : วิชาชีวิต
26 ส.ค. 2558
เล่าสู่กันฟัง : วิชาชีวิต : โดย...บัญญัติ คำนูณวัฒน์
ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปสัมผัสชีวิตเด็ก ๆ ที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน บ้านโป่งลึก อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางขุนเขาเวิ้งว้างและป่าทึบ ตลอดเส้นทางที่คดเคี้ยวได้สัมผัสกับอากาศเย็นๆ ของธรรมชาติไปตลอดทาง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งแอร์หรือเครื่องปรับอากาศ ทันทีที่ลงจากรถยนต์บรรดาเพื่อนๆ ชมรมพนักงาน จิตอาสา ซีพี ออลล์ ที่มาร่วมกิจกรรม “เติมเต็มฝัน แบ่งปันรอยยิ้ม” ก็ได้เห็นใบหน้ายิ้มแย้ม แจ่มใสของเด็กนักเรียนโรงเรียนแห่งนี้ที่มีราวๆ 230 คน
เด็กๆ ที่นี่ได้อยู่กับธรรมชาติ ได้เรียนรู้ทักษะการพึ่งพิงตนเอง การอยู่รอด คุณครูที่เป็นตำรวจตระเวนชายแดนเล่าให้ฟังว่า การเรียนรอบเช้าเป็นวิชาพื้นฐาน ไม่ว่าจะวิชาคณิต, ภาษาไทย, ภาษาอังกฤษ และวิทยาศาสตร์ ส่วนรอบบ่ายเป็นการเรียนรู้วิชาชีวิต การงาน และการปลูกพืช โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจ ในพื้นที่นี้ดั้งเดิมเป็นพื้นที่ทรายเพาะปลูกได้ยาก ทำให้หลายคนต้องดิ้นรนเข้าไปทำงานในเมืองเพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัว จนเมื่อ 36 ปีที่แล้ว ได้มีโครงการพระราชดำริพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ พลิกผืนดินที่ยากต่อการทำเกษตรกรรม จนสามารถเพาะปลูกและทำให้ชาวบ้านได้มีอาชีพ ปลูกข้าว มะนาว กล้วยน้ำว้าพันธุ์เหลืองนวล ซึ่งถือเป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่สร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้าน แม้ไม่ได้มากมายอะไรนัก แต่ก็ช่วยยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นในระดับหนึ่งทีเดียว
ผมนั่งรถยนต์เดินทางกลับมากรุงเทพฯ ในวันรุ่งขึ้น กลับมาเห็นบรรยากาศที่มีนักเรียนมากมายมุ่งหน้ามาเล่าเรียนหนังสือ และเกิดคำถามว่า...ทำไมเด็กในต่างจังหวัดจึงยอมทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดและอ้อมอกอันแสนอบอุ่นของพ่อแม่พี่น้อง เข้ามาเล่าเรียนที่เมืองหลวง ทั้งๆ ที่เดี๋ยวนี้การศึกษาในต่างจังหวัดก็มีคุณภาพไม่ด้อย หรือว่ามันเป็นค่านิยมที่สั่งสมมาช้านาน และยิ่งมากันมากเท่าไรก็ยิ่งทำให้เกิดบรรยากาศของการแก่งแย่งแข่งขันทางการศึกษาสูงมากขึ้นเรื่อยๆ ความรู้สึกนี้ ช่างแตกต่างกับความสงบสุข และเสียงธรรมชาติที่เพิ่งไปสัมผัสมา และคิดไปว่า ถ้าเด็กในเมืองบังเอิญหลุดไปอยู่ท่ามกลางขุนเขาแบบนั้นบ้างจะเอาตัวรอดได้ไหมหนอ แน่นอนคำตอบคือไม่ เพราะที่ในเมืองเราสอนกันทุกวิชา ยกเว้น วิชาชีวิต
ในทางกลับกัน เด็กที่บ้านโป่งลึกแม้จะมีดัชนีความสุขมากกว่าหลายเท่า แต่ทำอย่างไรเยาวชนเหล่านี้จึงจะมีโอกาสเรียนสูงขึ้น สูงพอที่จะนำมาประกอบสัมมาชีพเลี้ยงตนและครอบครัวได้ดีขึ้น ซึ่งเชื่อว่าคำถามนี้คงมีมาเนิ่นนานหลายยุคสมัย เป็นคำถามที่ยิ่งใหญ่และยาก และเป็นคำถามที่ผู้คนรอคอยคำตอบเสมอมา
กิจกรรมจิตอาสาที่มาร่วมกันส่งเสริมการศึกษา พัฒนาเยาวชนในครั้งนี้เป็นเพียงอณูหยดน้ำเล็กๆ ที่แม้ไม่ได้ทำให้เรื่องราวข้างต้นดีขึ้น เพราะอย่างที่บอกเรื่องของการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญมากและยิ่งใหญ่มาก จึงต้องการความช่วยเหลือในระดับวาระแห่งชาติ แต่อย่างน้อยการได้มาเยี่ยมเยือนเด็กๆ ก็คงจะช่วยให้น้องๆ ได้รับรู้ว่า ยังมีคนในเมืองอีกมากที่ห่วงใยและปรารถนาดีต่อพวกเขา และเป็นกำลังใจให้แก่ครู ผู้เสียสละเวลาค่อนชีวิตมาอยู่กับเด็กๆ เหล่านี้ เพื่อที่จะได้มีพลังทำสิ่งดีๆ ต่อไปไม่สิ้นสุด



