
ทำความรู้จัก'กรรมการยุทธศาสตร์ฯ
ทำความรู้จัก'กรรมการยุทธศาสตร์ฯ : มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญสำนักข่าวเนชั่น
พลันที่เปิดเผยร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ และ คณะ” ได้จัดทำขึ้นหลังจากกระมิดกระเมี้ยนไม่ยอมให้ผู้ใดเห็นตัวร่างมาก่อน ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก โดยเฉพาะในส่วนของคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นการสืบทอดอำนาจและเป็นการบรรจุเรื่องการทำรัฐประหารไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ดังนั้นเราจะให้ท่านผู้อ่านได้ทำความรู้จักกับคณะกรรมการชุดนี้
กรรมการยุทธศาสตร์ฯ ตามร่างมาตรา 260 จะประกอบด้วย ประธานหนึ่งคน และกรรมการอื่นไม่เกิน 22 คน โดยกรรมการจะมีสามกลุ่ม กลุ่มแรกเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี, ประธานรัฐสภา, ประธานวุฒิสภา, ผบ.ทสส., ผบ.ทบ., ผบ.ทร., ผบ.ทอ. และ ผบ.ตร. โดยกลุ่มนี้จะเป็นผู้เลือกผู้ที่เหมาะสมเป็นประธาน กลุ่มที่ 2 ได้แก่ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งแต่งตั้งจากผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภา นายกฯ ประธานศาลฎีกา ซึ่งเลือกกันเองในแต่ละประเภทประเภทละ 1 คน และกลุ่มที่ 3 ได้แก่ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนไม่เกิน 11 คน แต่งตั้งตามมติรัฐสภาจากผู้ที่เชี่ยวชาญในการปฏิรูปด้านต่างๆ และการสร้างความปรองดอง
โดยหน้าที่หลักๆ นั้นจะถูกกำหนดไว้ในร่าง มาตรา 261 ซึ่งโดยมากอำนาจหน้าที่จะเกี่ยวกับการปฏิรูปและเสริมสร้างความปรองดอง อาทิ การแต่งตั้งกรรมการต่างๆ ทั้งด้านปฏิรูปและด้านปรองดอง การขับเคลื่อนนโยบาย ปฏิรูปและปรองดอง การเสนอของบประมาณที่จำเป็น
อย่างไรก็ตามที่น่าสนใจคือ การติดตามตรวจสอบการไม่ปฏิบัติตามแผนงานปฏิรูปที่คณะกรรมการชุดนี้ได้ส่งไป โดยสามารถเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ และรัฐบาลต้องชี้แจงต่อรัฐสภาและคณะกรรมการยุทธศาสตร์ทราบกรณีที่ไม่ปฏิบัติตามแผนว่าติดขัดปัญหาประการใด
ซึ่งหากคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ ไม่เห็นด้วยและยืนยันด้วยเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่คณะรัฐมนตรีก็ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามมติ
นี่เองที่ถูกมองว่าเป็นอำนาจที่อยู่เหนือรัฐบาล
ส่วนอำนาจที่ถูกมองว่าเป็นการซ่อนเรื่องรัฐประหารให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญนั้น อยู่ในบทเฉพาะกาลมาตรา 280 ที่ระบุว่า ภายในห้าปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ถ้ามีความจำเป็นเพื่อรักษาความเป็นเอกราชหรือความมั่่นคง หรือมีกรณีที่เกิดความขัดแย้งอันอาจนำไปสู่ความรุนแรงขึ้นในประเทศ ทั้งการดำเนินการตามปกติของสถาบันทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญและคณะรัฐมนตรีไม่อาจดำเนินการเพื่อยุติกรณีดังกล่าวได้ ให้ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ มีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ มีอำนาจใช้มาตรการที่จำเป็นสำหรับจัดการสถานการณ์ดังกล่าวแทนได้ เพื่อให้สถานการณ์กลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็ว
นอกจากนี้ยังให้อำนาจสูงสุดแก่ประธานกรรมการยุทธศาสตร์ฯ และระบุถึงการออกคำสั่งซึ่งไม่ต้องรับโทษ เพราะทุกคำสั่งหรือการปฏิบัติตามคำสั่งนั้นถูกจัดให้เป็นการกระทำที่ถูกต้องตามกฎหมายโดยใช้ถ้อยความว่า
“ให้ประธานกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติมีอำนาจสั่งการ ระงับ ยับยั้ง หรือกระทำการใดๆ ไม่ว่าการกระทำนั้นจะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติหรือในทางบริหาร และให้ถือว่าคำสั่ง การกระทำ และการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว เป็นคำสั่ง การกระทำ หรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้ และเป็นที่สุด”



