
คนไทยไว้ใจประยุทธ์นำโด่งเหนือผู้นำการเมืองคนอื่น
คนไทยไว้ใจประยุทธ์นำโด่งเหนือผู้นำการเมืองคนอื่น
เคยสงสัยบ้างไหมว่าเหตุใดรัฐบาลจากการรัฐประหารที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงบริหารบ้านเมืองด้วยความมั่นใจ ประกาศนโยบายต่างๆ ที่กระทบต่อกลุ่มผลประโยชน์นอกกฎหมายได้ระดับหนึ่ง ทั้งยังเปิดศึกกับสื่อมวลชนไม่เว้นแต่ละวัน โดยเฉพาะจากตัว พล.อ.ประยุทธ์ เอง
ที่สำคัญ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญยังเขียนกติกาประเทศในแนวทางที่อาจเรียกได้ว่าไม่เป็นประชาธิปไตยเต็มร้อยแบบตะวันตก แต่กำลังสร้างสิ่งที่เรียกว่า “กลไกแบบไทยๆ” ภายใต้เงื่อนไขการมีเลือกตั้งและการมีสภาที่มาจากประชาชน
สาเหตุสำคัญประการหนึ่งอาจเป็นเพราะผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่กระทำกันอย่างต่อเนื่อง อิงหลักวิชาการ ซึ่งพบว่าประชาชนมีความพึงพอใจกับ พล.อ.ประยุทธ์ และรูปแบบการปกครองที่เป็นอยู่ คล้ายกับว่าคนไทยส่วนใหญ่ยอมรับได้กับ “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” เช่นนี้
ตัวอย่างที่พิสูจน์สมมุติฐานข้างบนได้อย่างชัดเจน คือ ผลการศึกษาของนักวิจัยสถาบันพระปกเกล้า ที่ชี้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้นำทางการเมืองที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุดเมื่อเทียบกับผู้นำทางการเมืองคนอื่นๆ ใน พ.ศ.นี้
ผลสำรวจดังกล่าวอยู่ในรายงานการศึกษาคุณภาพสังคมเพื่อการพัฒนาคุณภาพประชาธิปไตย จัดทำโดย ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอยู่ด้วย
รายงานการศึกษาฉบับนี้ เป็นการเก็บข้อมูลจากประชากรกลุ่มตัวอย่าง 1,445 คน จากทุกเพศ ทุกกลุ่มอายุ ทุกระดับการศึกษา จากทั่วทุกภาคของประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทราบถึงระดับความพึงพอใจในคุณภาพชีวิตของประชาชน, ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อบุคคลและหน่วยงานต่างๆ และค้นหาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อระดับความพึงพอใจในชีวิตสังคมและการมีส่วนร่วมทางการเมือง เพื่อให้ได้แนวทางในการพัฒนาประชาธิปไตยในสังคม
“คุณภาพสังคม” (Social Quality) ตามความหมายของมูลนิธิคุณภาพสังคมแห่งยุโรป คือ ความคิดที่ครอบคลุมเรื่องคุณภาพชีวิตประจำวันของประชาชน เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างความเข้าใจส่วนบุคคลและการมีส่วนร่วมในหลายๆ กลุ่มที่เกิดขึ้นในทุกวัน
ในทางวิชาการได้แบ่งมิติการพัฒนาคุณภาพสังคมได้ 4 มิติ ได้แก่ 1.ความมั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจ (Socio-economic Security) 2.การยอมรับเป็นสมาชิกในสังคมของบุคคลทุกกลุ่มในสังคม (Social Inclusion) 3.ความสมานฉันท์ในสังคม (Social Cohesion) และ 4.การเสริมสร้างพลังทางสังคม (Social Empowerment) ซึ่งผลการศึกษาฉบับเต็มของ ดร.ถวิลวดี ได้รายงานผลสำรวจทั้ง 4 มิติเอาไว้อย่างครบถ้วน
“ประยุทธ์” คะแนนไว้วางใจนำโด่ง
ผลสำรวจส่วนหนึ่ง เป็นเรื่องความไว้วางใจต่อบุคคลทางการเมืองในปี 2558 ปรากฏว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้รับความไว้วางใจถึงร้อยละ 79.3 ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี 2 คนที่ดำรงตำแหน่งก่อนหน้า พล.อ.ประยุทธ์ ได้รับความไว้วางใจเท่ากัน คือ ร้อยละ 50.5
ส่วน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ยังคงมีบทบาททางการเมืองอยู่ในปัจจุบัน แม้จะพำนักอยู่ในต่างประเทศ ได้รับความไว้วางใจร้อยละ 47.9 ขณะที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำ กปปส. ได้รับความไว้วางใจน้อยที่สุด เพียงร้อยละ 38
คนไทยสนใจการเมืองเพิ่ม
ผลสำรวจอีกประเด็นหนึ่งที่เกี่ยวกับการเมือง คือ ความสนใจทางการเมืองของประชาชน เปรียบเทียบระหว่างปี 2558 กับปี 2555 ปรากฏว่าประชาชนมีทิศทางสนใจการเมืองมากขึ้น คือ ระดับสนใจมาก เพิ่มจากร้อยละ 15.3 ในปี 2555 เป็นร้อยละ 18.9 ในปี 2558
แม้ในระดับค่อนข้างสนใจจะลดลงจาก ร้อยละ 51.7 ในปี 2555 เหลือร้อยละ 44.7 ในปี 2558 แต่กลุ่มที่ไม่สนใจการเมืองเลยกลับลดลง จากร้อยละ 9.4 ในปี 2555 เหลือร้อยละ 7.3 ในปี 2558 (แสดงว่าหันมาสนใจการเมืองเพิ่มขึ้น)
มองบ้านเมืองเป็น ปชต.ระดับกลาง
ส่วนคำถามที่ว่าประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเพียงใด โดยมีช่วงคะแนนระหว่าง 1 ถึง 10 ปรากฏว่าประชาชนกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ คือ ร้อยละ 20.5 และ 20.6 ให้คะแนนในระดับ 5 กับ 6 ตามลำดับ หมายถึงว่าประชาชนมองว่าประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในระดับกลางๆ โดยกลุ่มตัวอย่างที่ให้คะแนนเต็ม 10 ซึ่งหมายถึงประเทศมีความเป็นประชาธิปไตยมาก มีถึงร้อยละ 10.2 ขณะที่กลุ่มตัวอย่างที่ให้คะแนนในระดับ 1 ซึ่งหมายถึงประเทศไม่มีความเป็นประชาธิปไตยเลย มีน้อยกว่า อยู่ที่ร้อยละ 7.1
คุณภาพสิ่งแวดล้อมแย่ลง
ในแง่คุณภาพชีวิต ผลการศึกษาทั้งหมดสรุปได้ว่า ประชาชนกลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจกับครอบครัวมากที่สุด แม้จะน้อยลงกว่าปี 2555 เล็กน้อย แต่สิ่งที่ประชาชนมีความพอใจมากกว่าเดิม คือ การศึกษาและการทำงาน นั่นอาจหมายความว่าประเทศไทยมีการจัดการศึกษาและการทำงานที่ดีขึ้น
ด้านความไว้วางใจต่อบุคคลอื่น ประชาชนมีความระมัดระวังเพิ่มมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน ซึ่งสอดคล้องกับที่ไม่ไว้ใจคนแปลกหน้ามากที่สุด รวมถึงหากเปรียบเทียบกับปี 2555 จะเห็นว่าประชาชนไว้ใจเพื่อนบ้านน้อยลงมากที่สุด โดยคนที่ไม่อยากให้มาเป็นเพื่อนบ้านคือ คนติดยาเสพติดและอาชญากร
ในด้านสังคม พบว่าประชาชนพึงพอใจต่อสภาพสิ่งแวดล้อมน้อยลงกว่าปี 2555 ค่อนข้างมาก ทั้งเรื่องเสียง มลพิษทางอากาศ การเข้าถึงพื้นที่พักผ่อนหรือพื้นที่สีเขียว คุณภาพน้ำ อาชญากรรม และขยะมูลฝอยบนถนน



