
วิษณุถกกมธ.ยกร่างฯ-กกต.-มท.ทำประชามติ
วิษณุถกกมธ.ยกร่างฯ-กกต.-มท.ทำประชามติ ขณะที่ พิชัยเชื่อไม่ผ่านประชามติลั่นถ้าผ่านก็ไม่ขอเลือกตั้ง ไพบูลย์โวสปช.ส่วนใหญ่รับร่าง ด้าน สมบัติ-เสรีนำทีมถก
24ส.ค.2558 ที่รัฐสภา นายมานิจ สุขสมจิตร รองประธานกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง เปิดเผยว่า ในวันที่ 25 ส.ค.เวลา 14.00 น. กมธ.ยกร่างจำนวน 4 คนประกอบด้วย ตน พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช นายคำนูณ สิทธิสมานและนายประชา เตรัตน์ จะไปร่วมประชุมที่ทำเนียบรัฐบาลกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ พร้อมตัวแทนจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) คือ นายประวิช รัตนเพียรและนายสมชัย ศรีสุทธิยากร และตัวแทนจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เพื่อหารือทำประชามติ เนื่องจากที่ประชุมสปช.ลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 6 ก.ย. กกต.ก็จะต้องเดินหน้าทำประชามติทันที แต่หากที่ประชุมสปช.ไม่รับร่างฯทุกอย่างก็จบ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับโครงการสัมมนาหารือระหว่างสปช.และกมธ.ยกร่างฯเรื่องเนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 25 ส.ค. เวลา 09.00 –17.00 น. ที่ร.ร.เซ็นทราศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ ถนนแจ้งวัฒนะ โดยในช่วงแรกทางนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างฯจะทำหน้าที่อธิบายเนื้อหาสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญร่วมกับกมธ.ยกร่างฯและได้ปรับแก้ไขเนื้อหาใดบ้างจากร่างฯแรก รวมทั้งอธิบายว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ประโยชน์อะไรกับประชาชนบ้างและตอบโจทย์ 10 ประเด็นที่กำหนดไว้ในมาตรา 35 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว อย่างไรบ้าง จากนั้นจะเปิดโอกาสให้สมาชิก สปช.ที่สงสัยในเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญได้ซักถามได้อย่างเต็มที่
‘พิชัย’เชื่อไม่ผ่านประชามติลั่นถ้าผ่านก็ไม่ขอเลือกตั้ง
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ ทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เสนอให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) พิจารณารับหรือไม่รับร่างว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่ออกมาไม่ได้ให้อำนาจแก่ประชาชนอย่างเต็มที่ และต่อจากนี้จะมีผลกระทบด้านเศรษฐกิจเยอะขึ้น เพราะเชื่อว่าความเห็นจากต่างประเทศจะมองเห็นในลักษณะเช่นเดียวกันนี้ ความมั่นใจของต่างประเทศลดลงไป
นายพิชัย กล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะผ่านความเห็นชอบจาก สปช. หรือไม่ คงต้องรอดูหลักการพิจารณาภาพรวมของ สปช. ขณะเดียวกันต้องดูสัญญาณจากผู้ที่แต่งตั้งสปช.เข้ามาด้วย แต่ส่วนตัวเชื่อว่า ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ผ่านประชามติจากประชาชน เพราะประชาชนเข้าใจว่าร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจกับประชาชนอย่างแท้จริง “แต่ถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่านการทำประชามติก็จะขอไม่ลงเลือกตั้งดีกว่า เพราะไม่มีประโยชน์ถ้าเลือกตั้งมาแล้ว มีพรรคการเมืองได้เสียงข้างมากอย่างเดิม และระหว่างการบริหารประเทศของรัฐบาล มีการจัดตั้งกระบวนการประท้วงขึ้นมา แล้วมีคนมาบอกว่าเกิดสถานการณ์ไม่สงบ ก็มีกระบวนการเข้ามากำกับดูแล ตั้งรัฐบาลใหม่ แบบนี้จะมีประโยชน์อะไร ปัญหาวังวนเดิมๆก็จะเกิดขึ้นมาไม่จบสิ้น ตราบใดก็ตามถ้าไม่ให้ความสำคัญกับเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน ไม่ว่าประเทศไหนก็จะเกิดปัญหา สุดท้ายอย่าไปคิดว่าประชาชนโง่ ประชาชนไม่ได้โง่ จะต้องให้เกียรติประชาชน ถ้าไม่รับฟังเสียงส่วนใหญ่ประเทศก็จะเดินไม่ได้ เศรษฐกิจเดินไม่ได้ ทุกคนก็จะลำบาก” นายพิชัย กล่าว
‘ไพบูลย์’โวสปช.ส่วนใหญ่รับร่าง
นายไพบูลย์ นิติตะวัน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า หลังจากส่งร่างรัฐธรรมนูญให้ทางสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้พิจารณาเรียบร้อยแล้วนั้น ตนก็ทราบว่าเสียงส่วนใหญ่ของสปช.เป็นไปในทิศทางบวกและเท่าที่สัมผัสวิธีคิดของสปช.พบว่าส่วนใหญ่พอรับได้กับเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เนื่องจากทางกมธ.ยกร่างฯได้มีการนำข้อเสนอของสปช.ที่เสนอไปปรับปรุงแก้ไขทั้งที่นำไปใส่ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูก ดังนั้น จึงมั่นใจว่าสปช.ส่วนใหญ่จะรับได้กับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เปิดโอกาสให้สมาชิกสปช.ได้มีส่วนร่วม
นายไพบูลย์ กล่าวต่อว่า ยืนยันว่ากมธ.ยกร่างฯที่เป็นสมาชิกสปช.สามารถลงมติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญได้ เพราะถือว่าเป็นหน้าที่ ซึ่งตนไม่อยากให้มองว่าการลงมติครั้งนี้เป็นเรื่องของการมีส่วนได้ส่วนเสีย แต่เป็นเรื่องของการทำหน้าที่ในการใช้เอกสิทธิ์และหน้าที่ในการพิจารณาในฐานะที่เป็นสมาชิกของสภานั้นๆ
‘สมบัติ-เสรี’นำทีมถกร่างรธน.อย่างไม่เป็นทางการ
นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.) ปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และนายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธาน กมธ.ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สปช. นายอุดม เฟื่องฟุ้ง และนายนิรันดร์ พันทรกิจ สมาชิก สปช. ได้ร่วมกันแถลงข่าวถึงผลการประชุมร่วมอย่างไม่เป็นทางการของคณะกมธ. ทั้ง 2 คณะเพื่อหารือถึงเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ โดยนายสมบัติ กล่าวว่าในที่ประชุมนั้นมีการหารือในหลายประเด็น ซึ่งขณะนี้ร่างรัฐธรรมนูญยังไม่มีคำปรารภอยู่ โดยกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญระบุว่าเป็นหน้าที่ของเลขาธิการสภาเขียนในภายหลัง แต่เมื่อไปเทียบกับรัฐธรรมนูญฉบับ 40 และ 50 พบว่ามีการระบุคำปรารภ แต่เว้นแค่ช่องวันที่ไว้เท่านั้น นอกจากนี้ที่ประชุมร่วม กมธ. สปช.ยังมีการหารือถึงมาตรา 260 ว่าด้วยคณะกรรมการยุทศาสตร์การปฏิรูปและการสร้างความปรองดองแห่งชาติ(คปป.) และยังมีการหารือเรื่องการเลือกตั้งระบบสัดส่วนผสม และหารือเรื่องของ ส.ว. สมัยแรกซึ่งมีจำนวน 123 คนได้รับการแต่งตั้งจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และอีก 77 คนมาจากการเลือกตั้ง โดยมีวาระ 3 ปี
ทั้งนี้นายอุดม ยังกล่าวถึงการเว้นหน้าว่างในส่วนของคำปรารภในร่างรธน. ฉบับใหม่ว่า การทำเช่นนี้จะถือว่าร่างรธน.ที่อยู่ในมือของ สปช. เป็นฉบับสมบูรณ์แล้วเสร็จหรือไม่ โดยตนได้พยายามถามข้อสงสัยนี้กับนักกฎหมายที่เคยเป็น สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ปี 50 ซึ่งได้คำตอบว่า เป็นไปไม่ได้ที่ร่างรธน. จะไม่มีคำปรารภ เพราะว่าคำปรารภนั้นเปรียบได้กับหลักการและเหตุผลของกฎหมายฉบับนั้น โดยก่อนหน้านี้ได้มีคำวินิจฉัยของศาลรธน. ถึงความสำคัญของคำปรารภว่าถือเป็นส่วนหนึ่งของรธน. ดังนั้นการเว้นว่างในส่วนนี้ อาจจะก่อให้เกิดการโต้แย้งในภายหลังการลงประชามติว่าร่างรธน. ฉบับนี้ไม่สมบูรณ์ ซึ่งส่งผลทำให้ปประเทศต้องสูญเสียงบประมาณ 3,000 - 4,000 ล้านบาทเพื่อทำประชามติใหม่ หากว่าศาลรธน. วินัจฉัยว่าร่างรธน.ไม่สมบูรณ์ ดังนั้นตนจะทำหนังสือส่งไปยังนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. เพื่อส่งต่อไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ส่งร่างรัฐธรรมนูญนี้ไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ตีความวินิจฉัยเรื่องความแล้วเสร็จของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก่อนจะมีการประชามติ ซึ่งน่าจะเสร็จภายใน 2-3 วันนี้
ต่อมานายเสรีได้กล่าวถึงคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ (คปป.) ว่า เรื่องนี้ควรเป็นบทบัญญัติที่อยู่ในบทเฉพาะกาล เพราะเท่าที่ตนดูเรื่องเนื้อหาสาระของ คปป. นั้นมีความเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน ดูแลการทำงานของรัฐบาลให้ดำเนินการตามที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯเสนอภายใต้เสียง 3 ใน 4 ของคณะกรรมการ ทำให้รัฐบาลดำเนินการเหมือนถูกบังคับ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความขัดแย้งกับรัฐบาลได้ อีกทั้งไม่ทราบว่าใครจะมาเป็นประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ ในช่วงเวลา 5 ปีนี้นั้น อาจมีการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลในทางการเมืองเข้ามาเป็น คปป. ก็จะมีอำนาจครอบงำได้เบ็ดเสร็จ และทำให้เกิดความขัดแย้งในช่วงเวลานั้น การแก้ปัญหาต่างๆนั้น ควรใช้อำนาจพิเศษของ คสช. ที่มีอำนาจเต็มที่ในการปฏิรูป หากใช้คปป.ก็เหมือนเอา คสช.ไปแขวนไว้ไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ดังนั้นเท่าที่ตนพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วพบว่าเรื่องนี้มีข้อเสียมากกว่าข้อดี
นายนิรันดร์ ได้กล่าวต่อถึงสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) ว่า ในร่างรธน. ได้มีการระบุว่าห้ามไม่ให้สมาชิกพรรคการเมืองเข้ามาเป็น ส.ว. เรื่องนี้ตนคิดว่าจะทำให้พรรคการเมืองไม่เข้มแข็ง เพราะสกัดไม่ให้คนดีมีความรู้เข้ามาเป็นสมาชิกพรรคการเมืองเพราะจะตัดโอกาสตนเองในการสมัครเป็น ส.ว.ต่อไป อีกทั้ง ส.ว. สรรหาชุดแรกนั้น อาจทำให้เกิดความขัดแย้งกับรัฐบาลใหม่
ส่วนนายสมบัติ กล่าวเสริมว่า ที่ประชุมได้กล่าวถึงเรื่องการทุจริตโดยเท่าที่ดูนั้น ร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดกลไกว่าจะป้องกันและปราบปรามการทุจริตในประเทศไทย ซึ่งที่ผ่านมาตนได้เสนอให้รวม ปปช. กับ ปปท. ก็ไม่มการระบุถึงในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และในเรื่องการเลือกตั้งนั้นก็ดูไม่ออกว่าจะทำอย่างไรจะทำให้การเลือกตั้งนั้นสุจริตได้ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับรัฐธรรมนูญปี 2540 ก็ให้ กกต. แก้ปัญหาการทุจริตเลือกตั้งมากกว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ด้านการเลือกตั้งแบบผสมนั้นก็อาจจะสร้างความเสี่ยงทำให้เกิดตัวแทนพรรคใหญ่ไปตั้งพรรคเล็กได้ เรื่องของโอเพ่นลิสต์ก็ยังไม่มีการตัดทิ้งแค่ให้รอใช้เมื่อมีการเลือกตั้งแบบอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น ซึ่งนี่จะส่งผลเสียทำให้ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อต้องลงไปหาเสียงเอง อีกทั้งการเลือกตั้งแบบผสมนั้นก็ทำให้เกิดรัฐบาลที่อ่อนแอ ลองคิดว่าขนาดรัฐบาล คสช. มีอำนาจเต็ม มี ม. 44 ยังแก้ไขปัญหาไม่หมด แล้วถ้ามีรัฐบาลผสมจะยิ่งแก้ปัญหาอะไรไม่ได้เลย
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีถ้าคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯไม่สามารถแก้ปัญหาให้ประเทศได้แล้ว มีข้อเสนอทางออกอื่นๆอีกหรือไม่ นายสมบัติ กล่าวว่า ยังไม่ได้คุยกันไปไกลถึงขั้นนั้น เนื่องจากไม่มีเวลาเพียงพอ เมื่อถามต่อว่าทาง กมธ.ปฏิรูปกฎหมายฯ และกมธ.ปฏิรูปการเมืองจะคว่ำรางรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายสมบัติ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของส่วนบุคคลไม่ขอเปิดเผย เพราะอาจจะเป็นการชี้นำท่านอื่นได้ ซึ่งแม้แต่ใน 2 กมธ.ก็ไม่มีการพูดคุยเรื่องนี้เลย



