
รัฐบาลปรองดองแห่งชาติแนวทางสามัคคีของนักการเมือง
เปิดแนวคิดเอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐบาลปรองดองแห่งชาติ แนวทางสามัคคีของนักการเมือง
ความขัดแย้งทางการเมือง และตัวนักการเมืองเองบางส่วน คือตัวปัญหาและต้นตอของเรื่องทั้งหมด เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จัดตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ขึ้น ก็มีการขบคิดกันว่า ทางเดียวที่จะสร้างความปรองดองและประชาธิปไตยให้ดำรงยั่งยืน คือ ต้องทำให้นักการเมืองสามารถหันเข้าหากันและทำงานร่วมกันได้ จึงนำไปสู่คำถามในประชามติที่จะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลแห่งชาติ ที่ขณะนี้มีทั้งส่วนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
เกี่ยวกับความคิดเห็นดังกล่าว “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง ให้สัมภาษณ์ในรายการ “ชั่วโมงที่ 26” ทางสถานีโทรทัศน์ดิจิทัล NOW 26 ถึงแนวคิด “รัฐบาลปรองดองแห่งชาติ” โดยระบุว่า ถ้าสามารถเกิดขึ้นได้จริงมีโอกาสที่สูงมากที่จะเป็นรัฐบาลที่พรรคใหญ่ 2 พรรคมาตั้งรัฐบาล รวมทั้งอาจจะมีสัดส่วนพรรคเล็กร่วมด้วย การออกแบบอย่างนี้ก็เพื่อที่จะหากลไก ลดการขัดแย้ง ไม่ให้แพร่กระจายไปจนทั่วทั้งสังคม แทนที่จะปล่อยให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นค้านกับเป็นรัฐบาล ก็จับมาร่วมกันทำงานในฐานะที่เป็นคนร่างรัฐธรรมนูญ ก็ต้องพยายามแก้โจทย์ ซึี่งในลักษณะนี้ มันก็มีทำอยู่ในหลายประเทศ เช่น เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม แอฟริกาใต้ ไอร์แลนด์เหนือ รวมทั้งเยอรมนี ในปัจจุบันก็มีการใช้รูปแบบนี้
เมื่อถามว่า ทำไมต้องใช้แบบนี้ นายเอนก ชี้แจงว่า หากมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นรัฐบาล คนจำนวนหนึ่งก็จะถูกทิ้งไปเลย หรือว่าต้องกลายเป็นฝ่ายค้าน ทั้งนี้ด้วยความขัดแย้งที่มันมีสูง ประเทศต่างๆ เหล่านั้นจึงคิดค้นรูปแบบการหาทางออกขึ้นมา ให้คู่ขัดแย้ง ต้องถูกนำมาอยู่ด้วยกัน และเรียนรู้ที่จะปรองดอง ส่วนการวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นนั้น เป็นเพราะความคุ้นชินระบบแบบอเมริกัน แบบอังกฤษ ชินกับการที่ผู้ชนะเกินครึ่งก็มีอำนาจเสียงเด็ดขาด ตามที่ออกแบบไว้ คนที่ชนะกว่า 40% ส่วนที่ได้ 30% จะต้องไปเป็นฝ่ายค้านหมด ฉะนั้นมันเป็นความพยายามที่จะทำ
อย่างไรก็ดีภาพที่ต้องการจะเห็นนักการเมืองทำงานร่วมกันนั้น สิ่งสำคัญ อยากให้นักการเมืองรับผิดชอบบ้านเมือง ต้องพยายามทำตัวเป็นรัฐบุรุษด้วย เพราะต่อให้รัฐธรรมนูญดีแค่ไหน แต่คนทำงานไม่ทำตัวให้เหมาะสมก็ไปไม่รอด พรรคที่ขัดแย้งกัน 2 พรรค ควรหาคนใหม่ๆ เข้ามาร่วมคณะรัฐมนตรี ไม่ใช่เอาคนที่เคยขัดแย้งกันไม่รู้กี่ยุคกี่สมัย อันนี้ก็จะช่วยได้ ทั้งนี้ ต้องพยายามที่จะไม่หาเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันจนเกินไป ต้องประนีประนอม
"ถ้ามีคนไม่ชอบ ก็ไม่เป็นไร เพราะเราทำแบบนี้แค่ 4 ปี เท่านั้นเอง ฉะนั้น ขอให้ยอม เพื่อชาติบ้านเมือง แต่หลักที่จะทำอย่างหนึ่ง คือไปถามประชามติ เราเชื่อว่า นักการเมืองกับประชาชน คิดไม่ตรงกัน พวกนักการเมืองอาจจะรู้สึกโกรธแค้น ไม่สบายใจ ไม่สะดวกใจที่ทำงานร่วมกัน แต่ประชาชนอาจจะเห็นต่าง จึงต้องถามประชาชน ถ้าประชาชนเห็นด้วยก็เท่ากับเป็นอาณัติสัญญาณที่ประชาชนมอบมาว่าต้องทำ เป็นอะไรที่เราพยายามคิด และให้เอื้อต่อการปรองดองมากที่สุด”
ทั้งนี้หากประชาชนเห็นด้วยกับการมีรัฐบาลแห่งชาติก็จะต้องเขียนบทเฉพาะกาล 4 ปี หรือ 5 ปี แต่หากถามว่า จะเอาใครมาเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นกลให้ทหารเป็นนายกฯ หรือเปล่า ขอเรียนว่า ถ้าจะเอาทหารเป็นนายกฯ คือคนนอก ก็เป็นพวกคุณ ส.ส.นั่นแหละที่ยกมือ เพราะฉะนั้น จะโทษใคร นอกจากนี้ยังมีทางอื่น เช่น คุณก็เลือกหัวหน้าพรรคทั้ง 2 พรรค สลับกันเป็นนายกฯ ก็ได้ หรือผู้นำพรรคขนาดเล็กที่มีความน่าเชื่อถือยกให้เป็นนายกฯ ไปเลยก็ได้ มันมีทางตั้งเยอะ ไม่จำเป็นที่จะต้องให้ทหารมาเป็นนายกฯ
ส่วนข้อสงสัยว่าคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะให้นักการเมืองตกลงกันในเรื่องนี้ เพราะอย่างที่รู้นักการเมืองต้องมองผลประโยชน์พรรคของตน หรือสุดท้ายต้องใช้คนที่มีบารมี หรือไม่ได้เป็น ส.ส.มาเป็นคนกลาง ซึ่งหลายฝ่ายมองว่า เหมือนเป็นการเปิดทางให้ทหารสามารถเป็นนายกฯ คนต่อไปนั้น ประเด็นนี้ถือเป็นการมองที่ไม่ผิด อยู่ที่คนเลือกนายกฯ จะทำ แต่แบบเดิมมันปิดกั้น ต้องเป็นพวกใดพวกหนึ่งเท่านั้น ครั้งนี้เหมือนเป็นการเพิ่มเครื่องมือให้แก่การเมืองไทยที่จะมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์และการปรองดองแห่งชาติเกิดขึ้นด้วย เพราะฉะนั้นการปฏิรูปการปรองดอง ถ้าดูจากสัดส่วนจากคณะกรรมการชุดนี้ มีโอกาสสูงมากที่การปรองดองต้องทำอย่างจริงจัง และเขียนไว้ว่า ตัวประธานต้องไม่ใช่ผู้ดำรงตำแหน่งประจำ อาจจะเป็นใครก็ได้ที่ได้รับความไว้วางใจจากทุกฝ่าย หากรัฐบาลในขณะนั้นไม่ได้ทำการปฏิรูปปรองดอง ก็ต้องอธิบายคณะกรรมการฯ การปรองดองมีปัญหา ปฏิรูปมีปัญหา รัฐบาลก็สามารถที่จะใช้อำนาจพิเศษได้ แต่ต้องไปตีความกันเองว่ารัฐบาลจะต้องระงับ หรือต้องยับยั้งอะไร โดยที่ไม่ว่าจะนิติบัญญัติก็ดี ไม่ว่าจะเป็นบริหารก็ดี ให้ถือว่า การกระทำของกรรมการยุทธศาสตร์ฯ เป็นที่สุด"
“มันเป็นการที่ไม่ได้เอาเรื่องปฏิรูปและปรองดองไปมอบให้นักการเมือง และนักการเมืองจะทำไม่ทำ ไม่ต้องไปรอความเมตตาเหมือนที่ผ่านมา แต่มีกลไกบังคับว่าจะต้องทำ และไม่ว่าเป็นการบีบ ทั้งนี้ก็ไม่ได้คิดคนเดียว และทางนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ก็ให้การสนับสนุน ในตอนแรกก็มีไม่กี่คนที่เห็นด้วยกับแนวทางนี้ ต่อมาเสียงสนับสนุนใน
กรรมาธิการยกร่างฯ ก็มากขึ้น จึงวางเป็นขั้นๆ ไป และสุดท้าย นายบวรศักดิ์ก็ให้ไปถามประชามติเลย ซึ่่งตรงนี้ผมมองว่า เป็นเรื่องที่ฉลาดมาก ที่ไปถามเจ้าของอำนาจโดยตรงเลย ถ้าประชาชนเห็นด้วย เราต้องเดินหน้าในการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ แต่ถ้าประชาชนไม่เห็นด้วยก็กลับไปที่เดิม อยู่ที่ว่ารัฐบาลจะทำหรือไม่ ทั้งนี้การตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ นี้ยังไงก็กำกับรัฐบาลอยู่พอสมควร”
ส่วนที่ต้องใช้แนวทางนี้ เพราะไม่เห็นแนวทางอื่นที่เหมาะสม เพราะก่อนหน้านี้กลุ่มการเมืองก็ออกมาคัดค้านการร่วมงานกัน จึงต้องออกมาในรูปนี้ และส่วนตัวคิดว่า ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว ไม่เหมาะที่จะมีรัฐบาลทหารสืบทอดอำนาจ คือรัฐธรรมนูญเที่ยวนี้ มันร่างยาก เพราะไม่แค่ร่างให้เพื่อเป็นประชาธิปไตย แต่ต้องให้มีปรองดอง เรื่องปฏิรูป และต้องหาที่จะต้องบีบให้ปฏิรูป บีบให้ต้องปรองดอง และยังต้องคิดด้วยว่า จะมีระยะเปลี่ยนผ่านอย่างไร ไม่ใช่พอหลังเลือกตั้งทุกอย่างกลับไปเหมือนเดิมหมด
ต่อข้อถามว่าได้พูดคุยกับนักการเมืองก่อนผลักดันแนวคิดนี้หรือไม่ นายเอนกกล่าวทิ้งท้ายว่า คุยอยู่พอสมควร ในมุมคุยส่วนตัว เขาก็ยอมรับกัน แต่พอออกรายการโทรทัศน์เขาก็ต้องบอกว่าไม่เอา และเมื่อถ้ามติประชาชนให้มีรัฐบาลแห่งชาติ เขาก็ต้องทำเพราะมันมีทางลง และส่วนตัวเชื่อว่า ประชาชนจะเห็นด้วยเกิน 50 เปอร์เซ็นต์



