ข่าว

เปิดสาระร่างรัฐธรรมนูญ8ประเด็นร้อนที่ต้องจับตา

เปิดสาระร่างรัฐธรรมนูญ8ประเด็นร้อนที่ต้องจับตา

24 ส.ค. 2558

เปิดสาระร่างรัฐธรรมนูญ 8ประเด็นร้อนที่ต้องจับตา : ขนิษฐา เทพจร สำนักข่าวเนชั่นรายงาน

               แม้จะยังไม่ผ่านการลงมติเห็นชอบอย่างเป็นทางการสำหรับสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับที่เสนอสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อลงมติให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับในวันที่ 6 กันยายนนี้ ซึ่งมียอดรวมทั้งสิ้น “285 มาตรา” ซึ่งได้ลดลงจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เสนอเพื่อขอความเห็นของ สปช. และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีถึง 315 มาตรา ซึ่งเนื้อหามีสาระที่เป็นบทแก้ไขและเปลี่ยนแปลงจากโครงร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอเพื่อขอความเห็น ดังนี้

               1.ประเด็นการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดำเนินงานของรัฐกำหนดให้เป็นกระบวนการที่ประชาชนสามารถดำเนินการได้ภายใต้สมัชชาพลเมืองระดับพื้นที่และระดับอื่น เพื่อร่วมจัดการชุมชน บริหารท้องถิ่น และท้องที่ได้ ทั้งนี้ ได้แก้ไขโดยการตัดสิทธิบุคคลต่อกระบวนการมีส่วนร่วมยกร่างกฎหมาย กฎ โครงการ กิจกรรมที่มีผลกระทบต่อวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ คุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ สุขภาพ ที่เขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญออก ส่วนการมีส่วนร่วมของการออกเสียงประชามติในกิจการที่มีผลกระทบต่อประชาชนนั้นยังคงไว้ แต่ได้ตัดประเด็นการใช้เสียงข้างมากของผู้มาออกเสียงประชามติเป็นสิ่งที่ยุติปัญหาที่จัดให้ออกเสียงประชามติออก ขณะที่การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบ ได้เพิ่มบทบัญญัติให้บุคคลมีสิทธิเฝ้าระวัง ติดตาม ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ได้

               2.การสร้างความโปร่งใสของกิจการสื่อมวลชนต่อการรับเงินสนับสนุนจากรัฐ กำหนดให้เปิดเผยการจัดสรรงบประมาณของรัฐที่ให้กับสื่อมวลชนทุกรายด้วย ขณะที่สิทธิความเป็นเจ้าของกิจการสื่อมวลชน ได้ยืนให้สิทธิดังกล่าวเป็นของบุคคลสัญชาติไทย แม้จะบังคับเป็นอย่างอื่นตามหนังสือสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการเปิดเสรีทางการค้าหรือการลงทุนภายใต้กรอบองค์กรการค้าโลกหรือการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ

               3.บทว่าด้วยการตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้เพิ่มบทที่ครอบคลุมไปถึงบุคคลที่เข้ารับการสรรหาให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกประเภท และกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกประเภทต้อง ยื่นแสดงสำเนาแบบรายการเสียภาษีย้อนหลัง 3 ปี ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการตรวจสอบ พร้อมกำหนดให้อำนาจคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีอำนาจในการขอให้กรมสรรพากรตรวจสอบการเสียภาษีเงินได้ของผู้ได้รับเลือกตั้งหรือรับการสรรหาให้ดำรงตำแหน่งได้ พร้อมกำหนดบทลงโทษตามกฎหมาย ป.ป.ช. ต่อผู้ที่ไม่ยื่นหรือยื่นแจ้งสำเนาแบบแสดงรายการเสียภาษีอันเป็นเท็จ, จงใจไม่ยื่นภาษี หรือจงใจเสียภาษีที่ไม่ถูกต้อง ส่วนการกำกับการทำกิจกรรมของพรรคการเมือง ได้เขียนข้อกำหนดที่ต้องไม่ยอมให้บุคคลใดหรือกลุ่มบุคคลเข้ามาครอบงำหรือชี้นำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

               4.ประเด็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 450-470 คน นั้นได้ปรับให้มี ส.ส.เขต จำนวน 300 คน และมี ส.ส.บัญชีรายชื่อ 150-170 คน โดยยังยึดระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม สำหรับคุณสมบัติของผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง มีบทบัญญัติเพิ่มใหม่ คือ ห้ามผู้ที่หลบหนีคดีอยู่ในระหว่างพิจารณา หรือหลบหนีคดีที่มีโทษตามคำพิพากษา หรือกระทำการดังกล่าวจนขาดอายุความดำเนินคดีหรืออายุความลงโทษแล้วห้ามลงเลือกตั้ง และรวมถึงบุคคลที่ถูกถอดถอนเพราะส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวจะมีผลทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่หลบหนีคดี ที่ศาลฎีกานักการเมืองพิพากษาให้จำคุก 2 ปี จากคดีทุจริตซื้อที่ดินรัชดาฯ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ถูกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ถอดถอนออกจากตำแหน่ง เนื่องจากมีพฤติกรรมส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญละเลยการกำกับจนทำให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ไม่มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งหรือเป็นรัฐมนตรี หรือนายกฯ ได้อีก

               5.ประเด็นของสมาชิกวุฒิสภา จำนวนไม่เกิน 200 คน ที่มาจากการเลือกตั้ง 77 จังหวัด จำนวน 77 คน และมาจากการสรรหา จำนวน 123 คน กำหนดข้อห้ามในส่วนของ ส.ว.ต้องไม่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. ข้าราชการการเมือง หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พร้อมกำหนดไม่ให้อดีต ส.ส. อดีต ส.ว. และอดีตรัฐมนตรี ที่พ้นจากตำแหน่ง ส.ส. ไม่ถึง 5 ปี ลงสมัครเข้ารับการสรรหาหรือลงสมัครเป็น ส.ว. ทั้งนี้ได้ตัดสิทธิ ส.ว.ในการตรวจสอบประวัติของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรี

               6.ประเด็นรัฐมนตรี ยังคงบทบัญญัติของผู้ที่ไม่ได้เป็น ส.ส. ให้ได้รับการเสนอชื่อและลงมติเลือกให้เป็น “นายกฯ” ได้ ด้วยเสียง ไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิก แต่หากเสียงเห็นชอบไม่ถึงเกณฑ์จะหมดสิทธิการได้รับการเสนอชื่อทูลเกล้าฯ เป็นนายกฯ นอกจากนั้นแล้วยังเขียนข้อความด้วยว่ากรณีที่เมื่อพ้นเวลา 30 วัน นับแต่วันเลือกนายกฯ แล้วไม่มีผู้ใดได้รับความเห็นชอบ ให้สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุและให้มีการเลือกตั้งใหม่ ภายใน 45 วัน อย่างไรก็ตามบทบัญญัติเกี่ยวกับคุณสมบัติของรัฐมนตรีและนายกฯ นั้น จะนำบทบัญญัติของคุณสมบัติของผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งมากำกับด้วย

               7.คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ โดยกรรมการยุทธศาสตร์และการปรองดองแห่งชาติ จะมี 23 คน แบ่งเป็นสามกลุ่ม ได้แก่ 1.กรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ นายกฯ ประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภา ผบ.ทสส. ผบ.ทบ. ผบ.ทร. ผบ.ทอ. และ ผบ.ตร. โดยกลุ่มนี้จะเป็นผู้เลือกผู้ที่เหมาะสมเป็นประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ กลุ่มที่ 2 ได้แก่ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งแต่งตั้งจากผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภา นายกฯ ประธานศาลฎีกา ซึ่งเลือกกันเองในแต่ละประเภทประเภทละ 1 คน และกลุ่มที่ 3 ได้แก่ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนไม่เกิน 11 คน แต่งตั้งตามมติรัฐสภาจากผู้ที่เชี่ยวชาญในการปฏิรูปด้านต่างๆ และการสร้างความปรองดอง

               ทั้งนี้ ได้กำหนดอำนาจหน้าที่ไว้ 11 หัวข้อ ได้แก่ 1.แต่งตั้งกรรมการปฏิรูปด้านต่างๆ และคณะกรรมการอิสระเสริมสร้างความปรองดองเพื่อเสนอแนะเรื่องการฏิรูปและสร้างความปรองดองต่อคณะกรรมการยุทธศาตร์ 2.ขับเคลื่อนนโยบายปฏิรูป รวมทั้งทำข้อเสนอจัดสรรงบประมาณที่จำเป็นต่อรัฐสภาและ ครม. หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อการพัฒนาประเทศลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม 3.นำข้อเสนอของ สปช. และแผนงานยุทธศาสตร์การปฏิรูปของทุกภาคส่วนมาบูรณาการเพื่อให้สามารถพัฒนาประเทศ ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน รวมทั้งปรับแผนได้ตามความเหมาะสม 4.ดำเนินการที่จำเป็นเพื่อสร้างความปรองดองและสมานฉันท์ระหว่างคู่ขัดแย้ง และสร้างความปรองดองในหมู่ประชาชนตามหลักความยุติธรรมเปลี่ยนผ่าน 5.ดำเนินการหรือสั่งให้ดำเนินการที่จำเป็นเพื่อป้องกันและระงับความขัดแย้งหรือความรุนแรงและระงับยับยั้งการกระทำที่มีผลเป็นการขัดขวางการปฏิรูปหรือสร้างความปรองดอง 6.ตรวจสอบและไต่สวนการไม่ปฏิบัติตามแผนงานหรือขั้นตอนที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ กำหนด 7.เสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหากพบว่าไม่มีการปฏิบัติตามแผนงานที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ กำหนด หรือในกรณีมีปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ ส.ส. ส.ว. รัฐสภา ครม. องค์กรตาม รธน. หรือในกรณีมีปัญหากับอำนาจหน้าที่ของรัฐสภา ครม. หรือคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ 8.ส่งเสริมการวิจัยการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการปฏิรูปและการปรองดอง 9.ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของประชาชนเพื่อเป็นพลเมืองที่ดี 10.ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีการปฏิรูปที่สอดคล้องและเป็นไปตามบทบัญญัติ และ 11.ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติ

               ทั้งนี้ มีการระบุด้วยว่าเมื่อคณะรัฐมนตรีได้รับข้อเสนอของกรรมการยุทธศาสตร์ฯ แล้วไม่ดำเนินการตาม ต้องชี้แจงเหตุผลให้รัฐสภาและคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ ทราบ ซึ่งหากคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ ยืนยันด้วยเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ ให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการให้เป็นไปตามมติ

               นอกจากนี้ ในบทเฉพาะกาลยังระบุว่า “หากภายในห้าปีนับแต่ใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถ้ามีความจำเป็นเพื่อรักษาเอกราชของชาติ บูรณภาพแห่งดินแดนหรือเพื่อป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของชาติ ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือกรณีที่เกิดความขัดแย้งอันอาจนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงในประเทศ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายในหรือภายนอกราชอาณาจักร ทั้งการดำเนินการตามปกติของสถาบันทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญและคณะรัฐมนตรีไม่อาจดำเนินการเพื่อยุติกรณีดังกล่าวได้ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ  ซึ่งมีมติด้วยคะแนนไม่น้อยกว่าสองในสามของกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ มีอำนาจใช้มาตรการที่จำเป็นสำหรับจัดการกับสถานการณ์ดังกล่าวแทนได้ ภายหลังจากที่ได้มีการปรึกษากับประธานศาลรัฐธรรมนูญและประธานศาลปกครองสูงสุดแล้ว ทั้งนี้เพื่อให้สถานการณ์กลับสู่สภาวะปกติโดยเร็ว”
 
               “และเมื่อมีการดำเนินการตามวรรคสองดังกล่าวแล้วให้ประธานกรรมการยุทธศาสตร์ฯ โดยความเห็นชอบของกรรมการยุทธศาสร์ฯ มีอำนาจสั่งการ ระงับ ยับยั้ง หรือกระทำการใดๆ ไม่ว่าการกระทำนั้นจะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ หรือในทางบริหาร และให้ถือว่าคำสั่ง หรือการกระทำและการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวเป็นการกระทำที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายและเป็นที่สุด”

               8.ในประเด็นของบทเฉพาะกาล กำหนดให้ สนช. อยู่ปฏิบัติหน้าที่ไปจนกว่าจะมีวุฒิสภาเข้าปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และกำหนดให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่แต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พ.ศ.2558 ปฏิบัติหน้าที่จนถึงวันเปิดประชุมรัฐสภานัดแรก ยกเว้นนายกฯ จะประกาศให้สภาขับเคลื่อนฯ สิ้นสุดก่อนเวลาได้ นอกจากนั้นมีบทกำหนดห้าม กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรี ส.ส. ส.ว., ข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่หรือผู้ดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมือง ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง แต่ได้กำหนดให้ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็น สนช. อยู่ปฏิบัติหน้าที่ สนช.ได้ต่อไปโดยได้กำหนดให้สภาขับเคลื่อนฯ ร่วมยกร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นที่จำเป็น พร้อมได้ปรับระยะเวลาการทำกฎหมายสำคัญ คือ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ทำให้เสร็จภายใน 90 วัน จากเดิมที่กำหนดให้ทำให้เสร็จภายใน 60 วัน

               ส่วนข้อกำหนดให้จัดการเลือกตั้ง ส.ส.นั้น กำหนดให้จัดการให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับตั้งแต่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองแล้วเสร็จ โดยมีข้อยกเว้น ห้ามไม่ให้นำการหยั่งเสียงสมาชิกพรรคในเขตเลือกตั้งมาบังคับใช้ ขณะที่การเลือกตั้งและสรรหา ส.ว. นั้น กำหนดให้ทำภายใน 150 วัน นับแต่วันที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับแล้วเสร็จ และเขียนให้สิทธิอดีต ส.ว. ที่พ้นสมาชิกสภาตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ให้ลงสมัครรับเลือกตั้งและสรรหาเป็น ส.ว.ได้ ส่วนวาระของ คสช. และครม. นั้นกำหนดให้พ้นจากตำแหน่งเมื่อมี ครม.ชุดใหม่ปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งในระหว่างที่ คสช. ปฏิบัติหน้าที่นั้น ให้คณะคสช. มีอำนาจตามที่ตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 และฉบับที่แก้ไขเพิ่มเติม

               ขณะที่ข้อกำหนดว่าด้วยกรรมการยุทธศาสตร์ฯ ในบทเฉพาะกาล เขียนให้ดำเนินการแต่งตั้งกรรมการได้ ยกเว้นตำแหน่งประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภา และนายกฯ จนกว่าจะมีบุคคลที่ดำรงตำแหน่งดังกล่าวปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

               ส่วนบทบัญญััติมาตราสุดท้าย ว่าด้วยการนิรโทษกรรมให้คณะ คสช. ได้เพิ่มบทบัญญัติวรรคสอง ที่รับรองประกาศ หรือคำสั่งของค สช. หรือหัวหน้า คสช. ที่มีอยู่ก่อนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้ ทั้งประกาศหรือคำสั่งที่มีผลบังคับทางรัฐธรรมนูญ ทางนิติบัญญัติ ทางบริหาร หรือทางตุลาการ ให้ถือเป็นประกาศหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และมีผลบังคับใช้โดยชอบตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หากจะมีการยกเลิก หรือเปลี่ยนแปลงประกาศหรือคำสั่งต้องตราเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โดย พ.ร.บ.ดังกล่าวจะไม่มีผลกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติงานของบุคคลหรือคณะบุคคลที่ได้กระทำไปตามประกาศ หรือคำสั่ง และให้บุคคลหรือคณะบุคคลนั้นได้รับความคุ้มครอง ผู้ใดจะนำไปเป็นเหตุฟ้องร้องในทางใดไม่ได้