
'ช่างสร้าง'เติมไอเดียส่งแบรนด์พันธุ์ไทยลงตลา
จาก'ช่างซ่อมยีน'ผันสู่'ช่างสร้าง' เติมไอเดียส่งแบรนด์พันธุ์ไทยลงตลาด : คมคิดธุรกิจนิวเจน โดยณัฎฐ์ชิตา เกิดแดง ช่างภาพ... ฐานิส สุขโต
เชื่อว่าเวลาที่ซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปหลายคนจะเจอปัญหาความไม่พอดีกับรูปร่าง จนต้องมองหาร้านหรือช่างที่จะมาช่วยแก้ไข หรือตัดแต่ง ให้รูปทรงพอเหมาะพอดี หรือบางคนก็อาจนำเสื้อผ้าชุดเก่าไปดัดแปลงให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น โดยเฉพาะกางเกงยีนแบรนด์ดังๆ ที่มีราคาแพง ยิ่งในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว รายได้ในกระเป๋าไม่ได้เพิ่มขึ้นตามค่าครองชีพ ยิ่งทำให้เสียดายหากจะต้องทิ้งเสื้อผ้าที่ซื้อมาใหม่ หรือของเก่าราคาแพงไว้ในตู้ นั่นจึงยิ่งทำให้ธุรกิจ “แก้ทรง” กางเกงยีน ซึ่งเดิมก็ได้รับความนิยมอยู่แล้ว ได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้นไปอีก
“The Machine” หรือ เดอะ แมชชีน ซึ่งตั้งอยู่ใกล้โรงหนังลิโด้ แหล่งช็อปปิ้งใจกลางเมืองอย่างสยามสแควร์ นับเป็นร้านรับซ่อมกางเกงยีนที่รู้จักกันดีในหมู่คนรักยีน ด้วยการบอกต่อปากต่อปากถึงฝีมือของ “ช่างรัช” เจ้าของร้านวัยเก๋า ที่มีความเชี่ยวชาญในวงการนี้มายาวนานถึง 20 ปี อีกทั้งยังให้บริการด้วยใจ แถมราคามิตรภาพไปด้วย จึงตอบโจทย์ลูกค้าได้ตรงจุด สร้างความประทับใจให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการซ้ำ จนปัจจุบันนอกจากรับตัดแต่งซ่อมแซมแก้ทรงกางเกงยีนแล้ว “ช่างรัช” ได้ผันตัวเองขึ้นมาเป็นเจ้าของแบรนด์กางเกงยีน “เดอะ แมชชีน” ด้วยเช่นกัน
“ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวไม่เป็นปัญหาสำหรับธุรกิจของผม ทุกวันนี้ยังมีลูกค้าทั้งรายใหม่และขาประจำแวะเวียนมาใช้บริการไม่ขาดสาย บางคนก็มาใช้บริการตัดขากางเกง บางคนก็แก้ทรงกางเกงยีน ซึ่งทางร้านมีบริการครบ เรียกได้ว่าทำทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น โหลดเอว คว้านเป้า เว้าเข่า เขย่าสะโพก โยกปลายขา หรือตัดปะ ออกมาสวยเป๊ะเหมือนเดิมทุกอย่าง และนอกจากจะเป็นกางเกงยีนที่ซื้อใหม่ไม่พอดีตัวแล้ว ในช่วงนี้ถือว่าเป็นยุคต้องประหยัดเงินลูกค้ายังมีการนำกางเกงยีนตัวเก่งที่ใส่มานานแล้ว มาให้ทางร้านแก้ทรงดัดแปลงให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้นด้วย เราก็สามารถสนองความต้องการของลูกค้าได้หมด” ช่างรัชเล่าด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม
จุดเริ่มต้นของร้านเดอะ แมชชีน อยู่ที่ห้างมาบุญครองในอดีต หรือเอ็มบีเคในปัจจุบัน โดยช่างรัชมาเปิดร้านอยู่ที่นี่นานถึง 17 ปี เริ่มเป็นช่างซ่อมกางเกงยีนตั้งแต่ปี 2537 ซึ่งในช่วงแรกจะรับตัดขากางเกงอย่างเดียว จากนั้นเริ่มเรียนรู้การซ่อม แก้ทรงจนมีความเชี่ยวชาญมากขึ้น จึงทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ก็มาสะดุดเมื่อปี 2554 ต้องย้ายร้านมาอยู่ที่สยาม เนื่องจากแบกรับค่าเช่าร้านเดิมไม่ไหว แม้จะมีรายได้เดือนละหลักแสนบาทก็ตาม ยังแทบไม่เหลือเงินเพียงพอเลี้ยงตัวเองและพนักงานในร้านหลังจากจ่ายค่าเช่าแล้ว
อีกทั้งเขาไม่ต้องการผลักภาระให้ลูกค้าที่มาใช้บริการ และอยากให้ทุกคนสามารถเข้าถึงบริการของร้านได้ ไม่ว่าจะซื้อกางเกงราคาถูกหรือราคาแพงก็ตาม จึงคิดว่าการมองหาทำเลใหม่ในราคาที่ถูกลงน่าจะเป็นทางออกที่ดี จึงตัดสินใจย้ายร้านมาที่บริเวณสยามสแควร์ใกล้โรงหนังลิโด้ แต่ด้วยการย้ายอย่างกะทันหันไม่ทันได้บอกกล่าวลูกค้าอย่างทั่วถึง ทำให้ช่วงแรกลูกค้าหายไปมาก เพราะไม่รู้ว่าย้ายไปอยู่ที่ไหน ส่งผลให้รายได้ลดลงไปจากเดือนละหลักแสนบาทเหลือเพียงแค่เดือนละ 3 หมื่นบาท แต่ไม่ท้อมองว่าต่อไปคงดีขึ้น
จากจุดเด่นในการให้บริการและคุณภาพของงาน รวมทั้งราคา ทำให้ลูกค้าส่วนใหญ่ที่มีความประทับใจ จึงสืบหากันจนเจอและกลับมาใช้บริการเช่นเดิม โดยใช้เวลาประมาณ 3 เดือนลูกค้าเก่าๆ ก็เริ่มกลับมาใช้บริการกันเต็มเหมือนเดิม แถมยังได้ฐานลูกค้าใหม่ๆ เพิ่มขึ้น มีการบอกต่อจนเป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกเพศทุกวัย มีตั้งแต่วัยรุ่นยันวัยทำงานถึงวัยเกษียณ ส่งผลให้รายได้ของร้านเพิ่มขึ้นตกอยู่ที่วันละหมื่นบาทโดยเฉลี่ย หรือประมาณเดือนละกว่า 2 แสนบาท ถือว่าน่าพอใจมาก
“ธุรกิจซ่อมแก้ทรงกางเกงยีนอาจจะยังมีไม่มาก จึงไม่ค่อยมีคู่แข่งมากนัก และจากความเชี่ยวชาญของร้านที่ทำมาเกือบ 20 ปี ทำให้ลูกค้าเชื่อถือ ถ้าเรามีดีจริง ลูกค้าจะตามหาเราเอง ประกอบกับตอนนั้นเริ่มเล่นเฟซบุ๊ก ดังนั้น ลูกค้าก็สืบค้นข้อมูลและหาร้านเจอง่ายขึ้น ตอนนี้มีแฟนเพจจำนวนมาก ปัจจุบันนี้รายได้ยิ่งดีกว่าที่เดิมขึ้นไปอีก”
ช่างรัชบอกว่า ธุรกิจนี้ไม่ต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก ขอแค่มีความตั้งใจและใส่ใจลูกค้า โดยเขาเองเริ่มต้นจากเงินลงทุนเพื่อซื้อจักรแค่ 1 คันเท่านั้น และเริ่มให้บริการตัดขากางเกง จนขยายมาถึงการแก้ทรงกางเกง ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังลงมือทำเอง แม้ร้านจะใหญ่โตมีผู้ช่วยหลายคนแล้วก็ยังไม่ได้วางมือ เพราะก่อนหน้านี้เคยวางมือให้เด็กในร้านทำแทน แต่รู้สึกว่าความน่าเชื่อถือของร้านหายไป เพราะตัวเขาถือเป็นโลโก้ของร้าน ทุกวันนี้จึงยอมเหนื่อยขอแค่ได้มาร้านทุกวัน ยิ่งได้ทำในสิ่งที่รักก็จะไม่เหนื่อย มีแต่ความสนุกที่ได้พูดคุยกับลูกค้า
“การสร้างธุรกิจให้อยู่ได้นานต้องรู้จักจุดเด่นของตัวเอง ตอนนี้แม้เศรษฐกิจไม่ดี แต่ร้านเราไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เพราะถ้าเอาจุดเด่นมาขายได้ จับไลฟ์สไตล์ของคนให้ได้ก็จะเป็นการสะสมลูกค้าเพิ่มขึ้นเองจาก 10 เป็น 100 คน โดยไม่ต้องโฆษณาสรรพคุณใดๆ ลูกค้าจึงเป็นกระบอกเสียงและถือเป็นการทำตลาดที่ดีที่สุด”
เจ้าของร้านวัยเก๋ายอมรับว่า ก่อนหน้านี้ ไม่คิดว่าคนจะเอากางเกงมาตัดขากันมากนัก แต่เอาเข้าจริงๆ คนมาใช้บริการจำนวนมาก อาจเป็นเพราะกางเกงยีนสมัยก่อน เช่น ลีวายส์ ต้องนำเข้ามาจากอเมริกา หรือหากเป็นมือสองก็จะนำเข้ามาจากมาเลเซีย ส่วนใหญ่เป็นไซส์ฝรั่ง ขาจะยาวกว่ามาตรฐานคนไทย ทำให้ต้องนำมาตัดขาทุกตัว ทำให้มีรายได้จากการตัดขาอย่างเดียวสูงถึงวันละเป็นพันบาทแล้ว ทั้งที่คิดค่าบริการตัดขาเพียง 50 บาทเท่านั้น ส่วนบริการของร้านในปัจจุบันคือ การตัดขากางเกงยีน ราคา 50-100 บาท แก้ทรงอยู่ที่ 300-400 บาท หากแก้ทั้งตัวคิด 500 บาท ซึ่งถือว่าไม่แพงหากเทียบกับราคากางเกงยีนแบรนด์เนมราคาหลายพันหรือเป็นหมื่นบาท ถ้าใส่ไม่พอดีหรือไม่ชอบ เพียงแค่เอามาแก้ทรงตามที่ชอบ เสียเงินแค่นี้ดีกว่าไปซื้อใหม่แพงกว่าเยอะ เรียกว่าแค่เดินเข้ามาเห็นหน้าเขาก็รู้แล้วว่าลูกค้าต้องการอะไร
แม้ร้านเดอะแมชชีนจะตั้งมายาวนาน แต่ลูกค้าที่มาใช้บริการจะมีวัยรุ่นที่นิยมแก้เป็นขาเดฟ ทำอะไรให้สะใจตัวเองแบบจี๊ดๆ จึงทำให้ช่างรัชต้องเรียนรู้แฟชั่นกางเกงยีนใหม่ๆ ให้ทันสมัยอยู่เสมอ เพื่อจะได้หาจุดร่วมและให้คำแนะนำลูกค้าได้ โดยส่วนใหญ่ยังเป็นกลุ่มลูกค้าผู้ชาย จะมีลูกค้าผู้หญิงประมาณ 30% จากเดิมสมัยก่อนมีประมาณ 50% ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะปัจจุบันผู้หญิงแต่งตัวหลากหลายและตามแฟชั่นมากขึ้น ทำให้กางเกงยีนค่อยๆ ลดความนิยมไปไม่เหมือนผู้ชายจะชอบใส่ยีนมากกว่า อีกส่วนหนึ่งอาจจะยังไม่รู้ว่าร้านใหม่อยู่ที่ลิโด้ เชื่อว่าหลังจากนี้น่าจะมีลูกค้าผู้หญิงกลับมาใช้บริการมากขึ้น เพราะแฟชั่นยีนไม่มีวันตาย
อย่างไรก็ตาม การทำธุรกิจย่อมมีปัญหาให้ต้องแก้ไขอยู่เสมอ เช่นในช่วงที่มีปัญหาทางการเมือง มีม็อบปิดถนน เขาก็ยังปักหลักเปิดร้านอยู่ที่เดิม โดยมองว่าเมื่อมีปัญหาต้องขยันกว่าเดิม และเมื่อยังมีลูกค้าเดินเข้ามาที่ร้านก็ต้องใช้วิธีเปิดร้านเร็วขึ้น ตอนนั้นไม่ได้อ่อนไหวไปตามกระแสสังคมคิดว่าต้องสู้ไม่อยากย้ายหนีไปไหน คิดว่ายิ่งย้ายก็ยิ่งแย่ซ้ำเติมตัวเอง แม้รายได้ลดลงไป 30% ก็ยังพอรับได้ในสภาวะแบบนั้นสุดท้ายก็ฝ่าฟันมาได้
หลังจากคลุกคลีกับกางเกงยีนมานาน 20 ปี ช่างรัชคิดว่าเขาได้เห็นกางเกงยีนมานับไม่ถ้วนและมีประสบการณ์เพียงพอ ประกอบกับมองว่าตลาดยีนบูมมานานและจะยังคงอยู่ตลอดไปเรียกได้ว่า “เนเวอร์ดาย” แต่ความนิยมแฟชั่นกางเกงยีนจะเปลี่ยนไปตามยุคสมัยทั้งขาบาน ขากระบอก ขาเดฟ ซึ่งแฟชั่นจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปมา อย่างช่วงที่นิยมกางเกงเอวต่ำก็เอามาโหลดเอวกันแทบทุกตัว ซึ่งเขามองว่าการแก้ทรงไม่ได้ทำให้ความเป็นแบรนด์นั้นๆ หายไป เพียงแต่อาจเสียความเป็นรูปแบบดั้งเดิม แต่การแก้ทรงให้เข้ากับรูปร่างคนใส่และได้ออกมาตามที่ลูกค้าต้องการน่าจะได้ประโยชน์ในการสวมใส่มากกว่า
อีกทั้งก่อนหน้านี้เห็นกางเกงยีนแบรนด์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมายในเมืองไทย และปัจจุบันคนเริ่มหันมานิยม “ยีนดิบ” มากขึ้น ซึ่งหมายถึงยีนผ้าเข้มที่จะสวยขึ้นเรื่อยๆ หากผ่านการสวมใส่นานๆ จึงมองว่าหากเกาะกระแสนี้ได้ก็น่าจะสร้างแบรนด์ของตัวเองขึ้นมาแทรกในตลาดได้ นั่นจึงเป็นที่มาของแบรนด์กางเกงยีน “The Machine” ตามชื่อร้าน ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อ 2-3 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งสินค้ามาจากการออกแบบตัดเย็บเอง ทำขึ้นลอตแรกประมาณ 50 ตัว ตอนนี้ขายได้แล้ว 30 ตัว เน้นขายเองในร้านไม่ได้ฝากขายที่อื่น
“การออกแบบกางเกงยีนก็อาศัยดูรูปแบบแบรนด์ที่ได้รับความนิยม แล้วนำมาปรับให้ได้ทรงตามที่ชอบและมีไซส์ที่เหมาะกับคนไทย ยืนยันว่าไม่ใช่การก๊อบปี้ เพราะการก๊อบปี้หมายถึงเอาแบบอย่างยี่ห้อนั้นๆ มาทั้งยวงและมาผลิตขายถูกกว่าเพื่อเป็นการตัดราคา และแน่นอนว่าลีวายส์เป็นแบรนด์เบอร์หนึ่งในตลาดมายาวนาน บางส่วนจึงอาจจะดูแบบอย่างบ้าง หากการดึงจุดที่ดีมาปรับใช้แล้วเรียกว่าก๊อปทุกยี่ห้อก็คงก๊อปเหมือนกันหมดและการก๊อบปี้ก็ผิดกฎหมายถูกจับแน่นอน"
ทั้งนี้ กางเกงยีนแบรนด์เดอะ แมชชีน มีการจดลิขสิทธิ์อย่างถูกต้องและผ้าที่นำมาตัดเย็บและลูกเล่นกางเกงยีนก็ออกแบบไม่เหมือนใคร โดยผ้ายีนที่นำมาตัดเย็บลงทุนนำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้รับการยอมรับเรื่องของคุณภาพผ้ายีนมากที่สุดประเทศหนึ่ง และกางเกงทุกตัวเป็นงานแฮนด์เมดจะเย็บได้วันละ 4 ตัวต่อคน ทำให้ราคาอาจจะค่อนข้างสูงอยู่ที่ตัวละ 6,900 บาท แต่หากเทียบกับบางแบรนด์อย่างของญี่ปุ่น ราคาตกตัวละเป็นหมื่นบาท เช่น ยี่ห้อ อีวิสุ (Evisu) ซึ่งก็แปลกที่คนไทยบางกลุ่มชื่นชอบและกล้าซื้อราคาแพงๆ หรือยี่ห้อลีวายส์หากเป็นของเก่าดั้งเดิมหายากก็มีตัวละเป็นแสน คนที่ชอบจริงๆ ก็ลงทุนซื้อ
ช่างรัชบอกว่า สาเหตุที่ตั้งราคาเทียบเท่าระดับแบรนด์ดังๆ ถือเป็นค่าไอเดียเพราะกว่าจะได้รูปแบบกระดุม หมุด กระเป๋าค่อนข้างต้องสร้างสรรค์ออกมาจากสมอง และยังเป็นสินค้าแฮนด์เมดที่มีคุณภาพใกล้เคียงแบรนด์ญี่ปุ่นแต่ราคาถูกกว่าเกือบครึ่ง เพื่อให้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของคนชอบยีน และหลังจากกระแสตอบรับกางเกงยีนค่อนข้างดีมีทั้งวัยรุ่น วัยทำงาน ดารามาเป็นลูกค้า ตอนนี้ได้เริ่มขยายสินค้าไปที่กระเป๋าสะพาย โดยใช้ไอเดียนำผ้ายีน ผ้าลายทหารเก่าๆ ซึ่งวัตถุดิบสามารถไปหาเลือกซื้อได้ตามแหล่งที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ เช่น แถวตลาดโรงเกลือ ก็จะนำผ้าที่ได้มาใช้ตัดเย็บออกแบบใส่ลูกเล่น เช่น หนัง ปักหมุดให้โดยเอาใจลูกค้ากลุ่มที่นิยมชมชอบของเก่า กระแสตอบรับก็เริ่มไปได้ดี แม้จะขายตกใบละ 2,500 บาทก็ตาม ส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าผู้ชายจึงมองว่าควรจะพัฒนาสินค้าให้มีความหวานสนองกลุ่มลูกค้าหญิงมากขึ้น
สำหรับเป้าหมายในอนาคตนั้น นอกจากจะผลักดันให้กางเกงยีนแบรนด์ “เดอะแมชชีน” เป็นที่รู้จักติดตลาดแล้ว ยังมีแนวคิดจะนำกางเกงยีนเก่าๆ อย่างยี่ห้อลีวายส์ มาแก้ทรงให้เหมาะกับผู้หญิงมากขึ้น เพื่อจะได้เพิ่มทางเลือกและตอบโจทย์ให้ลูกค้าหญิงมากขึ้น เพราะกางเกงยีนส่วนใหญ่จะมีขนาดเอวใหญ่ แต่สาวๆ วัยรุ่นไทยในยุคปัจจุบันจะนิยมผอมเพรียวหุ่นดี เอวเล็ก 24-25 นิ้ว ทำให้ใส่แล้วไม่สวย ถ้าเอามาแก้ทรงให้เข้ากับสรีระผู้หญิงได้สวยเป๊ะน่าจะสนองความต้องการสาวๆ กลุ่มที่ชอบนุ่งยีนได้ และกางเกงเก่าๆ สีจะสวยอยู่แล้ว จึงน่าจะนำมาพัฒนาเพิ่มมูลค่าได้ ซึ่งถือเป็นการสร้างความแตกต่างในตลาด นอกจากนี้ ก็อยากจะผลักดันให้ร้าน “The Machine” เป็นช็อปสโตร์ ที่ลูกค้าทุกเพศทุกวัยเข้ามาเลือกดูสินค้า ใช้บริการตัดขาแก้ทรงได้ในเวลาเดียวกัน



