
รายการ"คม ชัด ลึก"ตอน- "จัดระเบียบนักซิ่ง"
เหตุการณ์ตำรวจปิดถนนบางนา-ตราด หน้าโรงไฟฟ้าบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อล้อมจับกุมนักซิ่งชาย-หญิง หลายร้อยคัน เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมา สามารถยึดรถแข่ง รถสนับสนุนได้กว่า 100 คัน
โดยเยาวชนทั้งหมดถูกส่งตัวเข้าค่ายเยาวชนเพื่อพัฒนาศักยภาพเชิงบวก หรือ “ช็อก เทอราพี” ที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จ.สมุทรปราการ ปัญหานี้ยังไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยกฎหมาย รายการ คม ชัด ลึก ประจำวันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม เสนอตอน "จัดระเบียบนักซิ่ง" โดยเชิญผู้เกี่ยวข้องมาร่วมหาทางออก
นนท์ (นามสมมติ) อดีตนักซิ่งมอเตอร์ไซค์
"ห้ามแข่งไม่เกิดประโยชน์"
เวลาแข่งจะมีการเดิมพันซึ่งแข่งละครั้งมีหลายกลุ่ม เช่น 10 กลุ่ม บางกลุ่มมีสมาชิกมากถึง 50 คน แต่ใช้เวลาในการเตรียมตัวไม่นาน ประมาณ 2-3 ชั่วโมง ก่อนการแข่งขัน หรือบางครั้งขับรถไปเจอก็แข่งกันได้เลย ส่วนมากจะเป็นกลุ่มอื่นๆ ไม่ใช่กลุ่มเดิม ส่วนมากจะแข่งกันที่รถเครื่องแรงมากกว่า
บางครั้งก็ลองเครื่องเองหากไม่มีการแข่งซึ่งเมื่อเห็นตำรวจไล่จับก็จะรู้สึกสนุกและกลัวในขณะเดียวกัน หากรวมตัวกันไม่มากตำรวจจะไม่มา ซึ่งตั้งแต่แข่งมาก็มีอุบัติเหตุหลายครั้ง บางครั้งให้เพื่อนแข่งแต่เราเป็นคนเดิมพันซึ่งเคยแพ้พนันและเสียรถแต่ก็ไม่เลิก กลายเป็นการกระตุ้นเพื่อเอาคืน คิดว่าจะเลิกแข่ง อยากทำงานและประกอบอาชีพที่ดี และอยากฝากไปถึงเพื่อนๆ ว่าการแข่งรถไม่มีอะไรดี และอยากให้ไปแข่งที่สนามดีกว่า แต่การแข่งในสนามก็ต้องเสียค่าอุปกรณ์จำนวนมาก คิดว่าห้ามให้แข่งขันก็คงไม่มีประโยชน์ ควรปล่อยไปตามธรรมชาติแล้วจะเรียนรู้เอง
ท็อป (นามสมมติ) อดีตนักซิ่งมอเตอร์ไซค์
"แก้โดยเพิ่มโทษผู้ปกครอง-คนแข่ง"
ส่วนมากแข่งเสาร์-อาทิตย์ เป็นวันหยุดรถไม่มี วันธรรมดาคนทำงาน การเลือกถนนแข่งจะคุยกันหลายคนว่าถนนไหนกว้างก็จะใช้เส้นนั้น ส่วนมากตนจะแพ้เพราะรถไม่แรงพอ ซึ่งแข่งมาหลายครั้งตนขี่มอเตอร์ไซค์เป็นครั้งแรกเมื่ออายุ 14-15 ปี ส่วนใหญ่แข่งบนถนนบางนา-ตราด ไม่ค่อยมีตำรวจ เส้นยาวและมีหลายเลน ถนนเฉลิมพระเกียรติ เป็นต้น ส่วนมากก่อนแข่งจะดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนแต่ไม่ทุกครั้ง สำหรับการเดิมพันมีทั้งรถ ผู้หญิง แต่ต้องคุยกับผู้หญิงก่อนว่ายอมหรือไม่ซึ่งเคยเสียเดิมพัน เช่น เหล้า อยากไปสนามแข่งรถแต่เสียค่าใช้จ่ายมาก จะห้ามคนแข่งต้องเพิ่มโทษทั้งผู้ปกครองและวัยรุ่นที่แข่งรถ เพื่อให้รู้สึกทำให้พ่อแม่และตัวเองเดือดร้อน
กนกวรรณ ศรีทุมมา นักจิตวิทยาคลินิกชำนาญการ ศูนย์แรกรับเด็กและเยาวชนชายบ้านเมตตา กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
"ครอบครัว-สังคม-ชุมชนต้องร่วมมือกัน"
กรมพินิจฯ ได้จัดกิจกรรม "ค่ายเยาวชนเพื่อพัฒนาศักยภาพเชิงบวก" หรือ “ช็อกเทอราพี” โดยกำหนดระยะเวลา 5 วัน ซึ่งนำรูปแบบมาจากสหรัฐ มีลักษณะเข้าค่ายว่าแต่ละคนมีศักยภาพ มีความดีในตัวเป็นการปรับเปลี่ยนทัศนคติ เด็กที่เข้าโครงการอันดับแรกเราจะศึกษาหาข้อมูลเด็กและคน การฝึกระเบียบวินัย เปิดโอกาสให้ผู้ปกครอง ชุมชน เข้ามาเพื่อให้รู้ว่ามีคนยังห่วงเด็กเหล่านั้น การฝึกทักษะในการใช้ชีวิต โครงการนี้ทำมาตั้งแต่ปี 2546 รวม 24 รุ่น มีเด็กทั้งหมด 401 คน จากการติดตามพบมีเด็กที่ทำผิดซ้ำในคดีเดิมเพียง 1 คนเท่านั้น
เพิ่มโทษทางกฎหมายไม่มีประโยชน์ เด็กอยู่เป็นกลุ่มไม่กลัวตำรวจ ต้องแก้โดยร่วมมือทุกฝ่าย ครอบครัว ชุมชุม และกฎระเบียบทางสังคมต้องเข้มแข็ง



