
ร่างรธน.ไม่ได้เจาะจงเล่นงานทักษิณ
ร่างรธน.ไม่ได้เจาะจงเล่นงานทักษิณ เจษฎ์ยันคนหนีคดีรับโทษเล่นการเมืองได้ สปช.จังหวัดโต้กมธ.ยกร่างฯเสียงหนุนรธน.ไม่ถึง 220 เสียง
23ส.ค.2558 นายเจษฎ์ โทนะวณิก คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.)ได้กล่าวถึงกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์ได้ตัดสิทธิทางการเมืองของผู้หลบหนีคดีว่า บทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้มีเพื่อเจาะจงตัดสิทธิ์อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่อย่างใด ถ้ายังคงหนีคดีก็เท่ากับว่ายังไม่ได้รับโทษ อีกทั้งยังมีข้อกำหนดเอาไว้ว่าถ้าไม่ได้พ้นโทษไม่ถึง 3 ปีในวันเลือกตั้ง ก็ไม่สามารถที่จะดำรงทางการเมืองได้ ฉะนั้นการหนีคดีความ ก็เท่ากับขาดคุณสมบัติการเเข้าสมัครเลือกตั้งอยู่แล้ว โดยเรื่องนี้ไม่ได้บัญญัติขึ้นมาใหม่แต่อย่างใด ซึ่งเป็นของเดิมที่มีอยู่แล้ว
“ไม่ได้หมายความว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่มีโอกาสกลับเข้ามาในสายการเมืองแต่อย่างใด ซึ่งจะต้องกลับเข้ามารับโทษ และพ้นโทษตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในร่าง รธน. ก่อน ถึงจะกลับเข้ามาในเส้นทางของการเมืองได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องดูที่คำตัดสินอีกที เพราะในร่างรธน. ฉบับสมบูรณ์ได้เพิ่บทบัญญัติขึ้นมาใหม่ว่า หากถูกตัดสินว่ามีส่วนในการทุจริตในหน้าที่ หรือทุจริตอำนาจหน้าที่ในทางราชการ ก็จะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต” นายเจษฎ์ กล่าว
สปช.จังหวัดโต้กมธ.ยกร่างฯเสียงหนุนรธน.ไม่ถึง 220 เสียง
นายทรงชัย วงษ์สวัสดิ์ สปช.ลำพูน กล่าวถึงกรณีที่ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ มั่นใจมีเสียงสปช.กว่า 220 เสียงสนับสนุนร่างรัฐธรรมูนูญ ว่า ยังไม่แน่ เพราะเชื่อว่า สมาชิกสปช.แต่ละคนยังต้องใช้เวลาศึกษาเนื้อหาที่เพิ่งได้รับมาเมื่อวันที่ 22 ส.ค. ก่อนจะตัดสินใจว่าเห็นด้วยหรือไม่ อย่างตนก็จะพิจารณาจากเนื้อหาสาระประกอบกับสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันเป็นหลัก โดยเฉพาะเนื้อหาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ต้องดูว่ามันไปไม่ได้หรือไม่ การจะพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญจึงจำเป็นต้องคำนึงถึงสถานการณ์บ้านเมืองในอนาคตด้วย
ด้านนายประเสริฐ ชิตพงศ์ สปช.สงขลา กล่าวว่า กำลังศึกษาร่างรัฐธรรมนูญอยู่ เบื้องต้นเห็นว่า ประเด็นสำคัญเรื่องการให้อำนาจหน้าที่พลเมืองในการมีส่วนร่วมต่อการตรวจสอบ ถูกตัดออกไปเยอะจากร่างแรก แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับที่รับได้ ส่วนประเด็นสำคัญอย่างคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ก็เห็นด้วยในหลักการ แต่ยังมีข้อกังวลในแง่ที่มาและอำนาจหน้าที่ที่มีมากกว่า อาจถูกมองว่าสืบทอดอำนาจได้ ส่วนภาพรวมการลงคะแนนตอนนี้ มีแนวโน้มว่า จะไปทางรับร่างฯมากขึ้น แต่คงไม่สูงถึง 220 คะแนน ทั้งนี้เชื่อว่า ความชัดเจนในการลงมติจะมีมากขึ้น ภายหลังจากการหารือในวันที่ 25 ส.ค.นี้
ขณะที่ นายทิวา การกระสัง สปช.บุรีรัมย์ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ทั้งน่ารักน่าชัง เรื่องดีก็มีอยู่มาก แต่เรื่องที่เกี่ยวกับหลักการประชาธิปไตยนั้น ตนคงทำใจโหวตรับได้ยาก เพราะกำหนดให้มีนายกฯคนนอกได้ องค์กรตรวจสอบรัฐบาลก็มีมาก จนน่าจะทำให้ฝ่ายบริหารแทบจะทำงานไม่ได้ และที่สำคัญคือ คปป. ที่มีอำนาจหน้าที่เยอะมาก กลายเป็นเขียนขัดกับมาตรา 3 ที่กำหนดว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย กลายเป็นการเขียนกฎหมายยกอำนาจประชาชนไปให้คณะบุคคลไม่กี่คน โดยอ้างว่า เผื่อไว้สำหรับวิกฤติ ทั้งที่ในข้อเท็จจริงแล้ว วิกฤติทางการเมือง มันไม่ได้เกิดขึ้นเหมือนอย่างภัยธรรมชาติที่คาดการณ์ได้ยาก แต่มันเกิดมาจากการกระทำของคนด้วยกันเอง
ส่วนที่ กมธ.ยกร่างฯ ระบุว่า เสียงเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญมีสูงถึง 220 เสียง นายทิวา กล่าวว่า เหมือนดูถูกสมาชิกสปช.ด้วยกันเอง เพราะ สปช.เพิ่งจะได้รับร่างมาเพียง 1 วัน ยังต้องใช้เวลาศึกษาก่อนตัดสินใจ ซึ่งก็ยังมีเวลาเหลืออยู่อีกกว่า 2 สัปดาห์ ก่อนลงมติ ซึ่งในตอนนี้ยังมีความเป็นไปได้อยู่ทั้ง 2 ทางคือ รับ และไม่รับ อย่างฟากที่ไม่รับก็มีคะแนนเสียงยืนพื้นอยู่ 60 - 70 เสียง ประกอบด้วย สมาชิกสปช.ของกมธ.การเมือง และกมธ.กฎหมายฯ รวมกับ สมาชิกสปช.ที่ไม่ได้รับการสนองตามคำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ
นายทิวา กล่าวอีกว่า คะแนนสมาชิกสปช.ที่จะมาชี้ขาดร่างรัฐธรรมนูญ จะมาจากกลุ่มหนึ่งที่มีจำนวนมากพอสมควร โดยส่วนใหญ่เป็นสายอดีตข้าราชการ ซึ่งจะใช้เกณฑ์พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญในภาพรวมและสถานการณ์ทางการเมืองเป็นหลัก ด้วยการประเมินว่า ไม่ว่าจะโหวตรับหรือไม่รับก็ต้องกลับบ้านเหมือนกัน อีกทั้งมองว่า ยังไม่จำเป็นต้องมีการเลือกตั้ง เพราะเกรงว่า สถานการณ์จะกลับไปเป็นเหมือนก่อนหน้านี้ ต้องให้คสช.อยู่แก้ปัญหาต่อไปอีกสักระยะ และที่สำคัญคือ การประเมินว่า หากร่างรัฐธรรมนูญผ่านสปช.ไป แต่ไม่ผ่านการทำประชามติของประชาชนก็ไม่มีประโยชน์ เพราะต้องเสียงบประมาณมากกว่า 3,000 ล้านบาท ไปอย่างเปล่าประโยชน์
“ไม่ต้องพูดถึง 220 เสียง เอาแค่ 125 เสียงที่จะใช้ผ่านร่างรัฐธรรมนูญของสปช.ยังเป็นไปได้ยาก ทุกอย่างยังมีความเป็นไปได้ทั้งหมด เพราะต้องห้ามลืมเด็ดขาดว่า หาก 2 พรรคใหญ่ที่มีฐานเสียงรวมกันร่วม 20 ล้านคน ออกมาแสดงท่าทีไม่เอาด้วยกับร่างฉบับนี้ ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะผ่านการทำประชามติ” นายทิวากล่าว
จาตุรนต์อัด8เหตุผลไม่รับร่างรธน.
นายจาตุรนต์ ฉายเเสง เเกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊คส่านตัวว่า‘เหตุผลที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ’ ในที่สุดคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็เปิดเผยร่างที่ทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า สมกับที่ไปแอบมุบมิบยกร่างอย่างลับๆล่อๆอยู่นาน คือ ปรากฏว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้กำลังจะเป็นรัฐธรรมนูญที่เลวร้ายที่สุด เป็นเผด็จการที่สุดตั้งแต่เคยมีรัฐธรรมนูญกันมาในประเทศไทยก็ว่าได้
เมื่ออ่านร่างรัฐธรรมนูญโดยมองภาพรวมของเนื้อหาส่วนต่างๆที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบแล้ว ไม่อาจรับร่างรัฐธรรมนูญนี้ด้วยเหตุผลดังนี้ :
1. ทำให้การเลือกตั้งไร้ความหมาย รัฐบาลหลังการเลือกตั้งจะไม่สามารถบริหารประเทศตอบสนองความต้องการของประชาชนได้
2. ทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอยู่ในสภาพอ่อนแอ ไม่มีเสถียรภาพและจะถูกล้มไปได้โดยง่าย
3. เป็นระบบที่ออกแบบไว้เพื่อเปิดทางและเอื้ออำนวยให้คนนอกมาเป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งจะเข้ากันได้กับกลไกของรัฐธรรมนูญนี้มากกว่า
4. มีระบบการถอดถอนที่ทำลายหลักการของการตรวจสอบถ่วงดุลคือ ให้สว. ที่มาจากการลากตั้งมีอำนาจถอดถอนทุกฝ่ายและให้สส.ฝ่ายรัฐบาลมีอำนาจถอดถอนสส.ฝ่ายค้านได้
5. ไม่มีการแก้ไขปรับปรุงองค์กรตรวจสอบทั้งหลายจากการเลือกปฏิบัติและปราศจากการตรวจสอบถ่วงดุลโดยองค์กรอื่นหรือโดยประชาชน ทั้งยังมีการเพิ่มเติมองค์กรลักษณะเดียวกันอีกจำนวนมาก
6. เป็นการวางระบบการสืบทอดอำนาจของคสช.และกองทัพ โดยอาศัยคณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปฯควบคุมกำกับการทำงานของรัฐบาลและรัฐสภาต่อไปอีกยาวนาน
7. เปิดช่องให้มีการสร้างเงื่อนไขสำหรับการนำระบบเผด็จการเบ็ดเสร็จเต็มรูปแบบ เช่นเดียวกับการปกครองโดยคสช.มาใช้อย่างง่ายดาย ซึ่งก็คือ การทำรัฐประหารโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
8. รัฐธรรมนูญนี้เมื่อประกาศใช้แล้ว ไม่อาจแก้ไขได้อีก ทำให้เกิดความขัดแย้งในสังคมมากยิ่งขึ้นโดยไม่มีทางออกตามกติกา
ในระหว่างที่คณะกรรมาธิการฯกำลังยกร่างอยู่นั้น เมื่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากๆ ก็มักมีการชี้แจงว่า ที่วิจารณ์กันนั้นเกิดจากการไม่ทราบข้อเท็จจริงที่ยังไม่มีการเปิดเผย แต่เมื่อเปิดเผยออกมาแล้ว กลับพบว่าร่างนี้มีเนื้อหาที่เลวร้ายกว่าที่เคยมีการวิพากษ์วิจารณ์กันเสียอีก เพราะนอกจากจะคงเนื้อหาที่เป็นปัญหาทั้งหลายไว้เป็นส่วนใหญ่แล้ว ยังมีการหมกเม็ดบางเรื่องไว้ด้วยการบัญญัติไว้ในบทเฉพาะกาลและอีกหลายเรื่องกำหนดว่า จะไปบัญญัติไว้ในพรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญโดยสนช. ซึ่งหมายความว่ายังอาจจะเลวร้ายยิ่งไปกว่านี้อีกด้วย
จุรินทร์อัดเขียนรธน.ปิดประตูตีเเมว
ทีมงานโฆษก พรรคประชาธิปัตย์ ส่งความเห็นของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ให้ความเห็นเรื่องรัฐธรรมนูญเเจกจ่ายสื่อมวลชนว่า ตนเพิ่งเห็นตัวร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอเข้าสู่การพิจารณาของ สปช. วันนี้ ซึ่งนอกจากเห็นว่ามี“เนื้อหา”ที่จะพาประเทศไปสู่ทิศทางที่น่าเป็นห่วง แล้ว “กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญ”ก็ดูเหมือนจะดำเนินไปแบบ“ปกปิด” จนทำให้รู้สึกเสมือนการยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องส่วนตัวของกรรมาธิการเท่านั้น คนอื่นไม่เกี่ยว
ทั้งที่รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของคนไทยทุกคนและเกี่ยวข้องกับทุกสถาบัน ทุกคนจึงควรมีสิทธิ์มีส่วนรับรู้ แสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์ได้ตั้งแต่ต้น โดยผ่านกระบวนการยกร่างที่โปร่งใสเปิดเผย และกรรมาธิการก็มีหน้าที่ต้องรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจังไม่ใช่ทำแค่เป็นพิธีกรรม ดังนั้นเมื่อได้ติดตามกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาตั้งแต่ต้นจนถึงวันนี้...
จึงเห็นได้ชัดเจนว่ามีความพยายามที่จะผลักดันให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นไปตาม“เป้าหมายซ่อนเร้น”ที่ได้กำหนดไว้ตั้งแต่ต้น ซึ่งเป้าหมายดังกล่าวได้ถูกระบุไว้ในการเขียนรัฐธรรมนูญช่วงต้น เพียงแต่ต่อมาเมื่อถูกวิจารณ์และสะท้อนการไม่ยอมรับจากหลายฝ่ายอย่างกว้างขวาง ในช่วงกลางกรรมาธิการจึงลดแรงเสียดทานโดยการเปิดรับฟังความคิดเห็นและนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขจนกระทั่งดูเหมือนจะทำให้รัฐธรรมนูญดูเข้ารูปเข้ารอยและยืนอยู่บนหลักการประชาธิปไตยมากขึ้น แต่สุดท้ายก็มีการ“มุบมิบ”นำเนื้อหาใน“เป้าหมายซ่อนเร้น”เดิม “แปลงรูป”แล้วใส่กลับเข้ามาใหม่ในช่วงปลาย โดยไม่เปิดโอกาสให้ฝ่ายใดแสดงความเห็น และล่วงรู้เนื้อหาที่แท้จริงได้แม้แต่สื่อมวลชน แล้วรีบ“ปิดประตูตีแมว”สรุปนำเสนอ สปช. พิจารณาให้การรับรองในทันที! การใช้เงินงบประมาณจัดทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นและจัดทำผลสำรวจความเห็นของประชาชนก่อนหน้านี้จึงเป็นแค่“ละคร” ซึ่งทำให้ตนเป็นห่วงกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญในลักษณะนี้เป็นอย่างยิ่ง เพราะจะเป็น“ตราบาป”ตั้งแต่นับหนึ่งให้กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้และอาจมีผลให้เกิดการไม่ยอมรับ จนต้องนำไปสู่การเขียนรัฐธรรมนูญใหม่อีก



