
หลักการทรงงานของในหลวง
24 ส.ค. 2558
หลักการทรงงานของในหลวง : ไลฟ์สไตล์
ในโอกาสที่ คณะบริหารธุรกิจ สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น นำโดย ผศ.รังสรรค์ เลิศในสัตย์ คณบดีบริหารธุรกิจ จัดโครงการคุณธรรมและจริยธรรม ผ่านกิจกรรมการประกวดคลิปวิดีโอและเรียงความ หัวข้อ “การดำเนินชีวิตแบบมีความสุขตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง” ระดับชาติ ปีที่ 2 ช่วงระหว่าง 7-21 สิงหาคม ซึ่งได้รับเกียรติจาก ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลธาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เป็นประธานเปิดนิทรรศการสัปดาห์องค์กรแห่งความสุข (Happy Workplace) ครั้งที่ 2 พร้อมกับตั้งโต๊ะปาฐกถาพิเศษ “หลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ที่ห้องประชุมชั้น 6 ตึกเอ สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น เมื่อวันก่อน
ผศ.รังสรรค์ เลิศในสัตย์ กล่าวถึง วัตถุประสงค์ของโครงการว่า เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้เพิ่มเติมด้านองค์การแห่งความสุข และการเรียนรู้แนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อเป็นแนวทางการดำเนินการองค์กรแห่งความสุข อีกทั้งยังเป็นการสร้างกิจกรรมวิชาการพร้อมทั้งกิจกรรมบริการวิชาการให้กับชุมชนของคณะบริหารธุรกิจ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะวิศวกรรมศาสตร์สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น และเครือข่ายทางวิชาการ ให้เกิดความสัมพันธ์อันดีต่อกัน นอกจากนี้ยังเป็นการเรียนรู้เพิ่มเติมเท่ากับขบวนการเรียนรู้ในบริหารธุรก่ิจและเสริมสร้างศักยภาพให้กับชุมชนและผู้ประกอบการ รวมทั้งเป็นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ผู้มีประสบการณ์ คณาจารย์ นักศึกษา ชุมชน และผู้ประกอบการอีกด้วย
ในงาน ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กล่าวถึง องค์กรแห่งความสุข หรือ แฮปปี้ เวิร์กเพลสว่า นับเป็นหัวข้อที่น่าสนใจ เป็นการทำงานที่ปรารถนาสำหรับทุกคน สำหรับตัวเองตั้งแต่วันแรกที่ได้ถวายงานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในปี 2524 ปรากฏว่ารัฐบาลได้จัดข้าราชการเข้าไปถวายงานช่วยกันพัฒนา ทรงมีพระกระแสรับสั่งให้เข้าเฝ้าถึงแม้จะผ่านมา 36 ปีแล้ว แต่ยังไม่เคยเลือนลางไปจากความจำของตัวเองเลย โดยทรงมีรับสั่งว่า “ขอบใจนะที่มาช่วยทำงาน แต่ฉันขอบอกซะก่อนว่า มาทำงานกับฉัน ฉันไม่มีอะไรจะให้หรอก นอกจากความสุขที่จะมีร่วมกันในการทำประโยชน์ให้กับประชาชน” นับตั้งแต่วันที่ได้รับพระราชทานประโยคนี้เป็นต้นมา ก็เป็นประโยคที่นำทางชีวิตของตัวเองตลอดมา
“ความสุขนั้นคนส่วนใหญ่จะนึกถึงสิ่งที่เข้าหาตัวเอง ความสุขของเรา ความสนุกของเราเท่านั้น แต่สิ่งที่รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นสิ่งที่ประหลาดที่เกิดจากการให้ แล้วไม่ใช่ครั้งเดียวเท่านั้น ตลอดระยะเวลา 36 ปีที่ผมถวายงานมานั้น ผมได้เห็นพระเจ้าอยู่หัวไม่เคยทรงนึกถึงพระองค์เองเลย แม้แต่งานลำบาก ฝนตก แดดออก ไม่เคยทรงหยุดไม่มีวันเสาร์วันอาทิตย์ ไม่มีกลางวันไม่มีกลางคืน ความต้องการของงานอยู่ที่ไหนทรงไปถึงที่นั่น” เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าว
นอกจากนี้ ดร.สุเมธ ยังเผยถึงคำสอนเกี่ยวกับการทำงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งสอดคล้องกับองค์กรแห่งความสุข (Happy Workplace) ในปัจจุบันว่า ทรงเลือกใช้คำไทยง่ายๆ 4 คำ “ร่าเริง รื่นเริง คึกคัก และ ครึกครื้น” เป็นปัจจัยของการทำงานให้ประสบความสำเร็จ
"แม้จะมีคำอยู่แค่ 2 คู่ คือ ร่าเริงกับรื่นเริง คึกคักและครึกครื้น แต่แปลความได้ว่า ในชีวิตการทำงานของทุกคนต้องมี เรากับสังคม ถ้าในที่ทำงานมีแต่เราที่มีความสุขอยู่คนเดียวย่อมเป็นไปไม่ได้ อันดับแรก ตัวเองต้องร่าเริงก่อน โดยเฉพาะคนเป็นนาย หากมัวแต่หน้านิ่วคิ้วขมวด ย่อมพาให้ลูกน้องหน้าเหี่ยวแห้งกันเป็นแถว เท่านั้นยังไม่พอ ต้องสร้างส่วนรวมให้รื่นเริงด้วย จากนั้นก็เป็นการสร้างบรรยากาศให้คึกคักและครึกครื้น โดยสองคำนี้เป็นคำพูดที่สองคล้องกันมีไดนามิกต่อกัน คือต้องยิ้มแย้มเข้มแข็ง กระตือรือร้นรู้สึกอยากจะทำงาน ซึ่งไม่เพียงแค่ตัวเองแต่ยังเป็นการช่วยกระตุ้นคนอื่นๆ ให้เกิดความครึกครื้นไปด้วย ดูตัวอย่างง่ายๆ อย่าง ทหารเวลาซ้อมวิ่งยังต้องมีเสียงเพลงปลุกใจ อย่างน้อยก็ต้องมีจังหวะ 1 2 3 หรือนักมวยชกกันยังต้องมีเสียงปี่เสียงกลอง กระตุ้นให้เกิดบรรยากาศครึกครื้น และนี่คือสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ทรงพระราชทานในเรื่องของการทำงานด้วยหลักการง่ายๆ" ดร.สุเมธกล่าวปิดท้าย



