ข่าว

'นับถอยหลัง' ร่างรธน.ก่อนสปช.ลงมติ

'นับถอยหลัง' ร่างรธน.ก่อนสปช.ลงมติ

23 ส.ค. 2558

คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : 'นับถอยหลัง' ร่างรธน.ก่อนสปช.ลงมติ : โดย...โอภาส บุญล้อม

 
                      สัปดาห์ที่ผ่านมา มีสองเหตุการณ์ใหญ่เกิดขึ้น คือ เหตุระเบิดที่บริเวณศาลท้าวมหาพรหม สี่แยกราชประสงค์ และการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งใหญ่
 
                      เหตุระเบิดทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 20 คน และบาดเจ็บกว่าร้อยคน ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังจับตัวคนร้ายไม่ได้ และแม้ว่าตอนนี้ยังไม่สามารถสรุปสาเหตุได้อย่างแน่ชัดว่าเป็นเรื่องการเมืองหรือก่อการร้ายหรืออะไร แต่เหตุระเบิดในครั้งนี้ ก็ท้าทายอำนาจของ “รัฐบาล คสช.” เป็นอย่างยิ่ง
 
                      ตามมาด้วยการปรับคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการปรับครั้งใหญ่ 19 ตำแหน่ง ปรับรัฐมนตรีออก 11 คน โดยรัฐมนตรีที่ถูกปรับออกมีแต่พลเรือน ในขณะที่รัฐมนตรีที่เป็นทหารยังอยู่ครบ อย่างมากก็แค่โยกสลับเก้าอี้ แถมในรัฐมนตรีใหม่ที่เข้ามา 10 คน มีทหารเพิ่มเข้ามาอีก 2 คน ทำให้ใน ครม.มีทหารเป็นรัฐมนตรีอยู่ถึง 14 คน บวกกับนายกฯ อีกคน เป็น 15 คน
 
                      การปรับคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้ จุดประสงค์ใหญ่ก็เพื่อปรับรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ถูกมองว่าเป็นจุดอ่อนของรัฐบาลนี้ โดยมีการเปลี่ยนใหม่ยกชุด จาก “ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล” เป็นหัวหน้าทีม มาเป็นทีมของ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์”
 
                      ทั้งสองข่าวใหญ่มากลบเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง คือ ความคืบหน้าเกี่ยวกับ “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ที่ขณะนี้กำลังจะถึงจุดสำคัญที่สุด 
 
                      เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ได้มีการเปิดประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)นัดพิเศษ เพื่อทำพิธีรับมอบ “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์” ของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มี “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เป็นประธานเพื่อ สปช.จะได้นำไปพิจารณาและลงมติว่าจะ “รับ” หรือ “ไม่รับ” ในวันที่ 6 กันยายนนี้
 
                      สำหรับภาพรวมร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ก็มีทั้งเสียงที่ “เห็นด้วย” และ “ไม่เห็นด้วย” โดยกลุ่มที่ี่ไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจนส่วนใหญ่จะอยู่นอกสภาปฏิรูปฯ จึงไม่ค่อยมีผลโดยตรงต่อการลงมติแต่อย่างใด เช่น พรรคเพื่อไทย ที่ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการยกร่างฯ คัดค้านในหลายประเด็น ได้แก่ นายกฯ คนนอก, การตัดสิทธิผู้ถูกถอดถอนและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตลอดชีวิต, การให้ ครม.ชุดปัจจุบันสรรหา ส.ว.สรรหาชุดแรก 123 คน และให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปและปรองดองแห่งชาติ 23 คน มี “อำนาจพิเศษ” เหนือฝ่ายนิติบัญญัติและบริหาร กรณีเกิดวิกฤติแล้วรัฐบาลไม่สามารถแก้ไขได้ 
 
                      วันก่อน “มานิจ สุขสมจิตร” รองประธานคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ยกตัวอย่างว่า หากเทียบกับสถานการณ์ช่วงที่ผ่านมา คณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ อาจสั่งเปลี่ยนตัวนายกฯ ได้
 
                      ส่วน สปช.ที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ที่แสดงตัวออกมาชัดเจนก็พอมีบ้าง เช่น “ดิเรก ถึงฝั่ง” สปช.จังหวัดนนทบุรี ที่ออกมาบอกว่า พร้อมจะลงมติไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ เพราะมีบางประเด็นที่ยื่นขอแก้ไขกับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญแล้วแต่ก็ไม่มีการแก้ไข โดยเฉพาะเรื่องที่มาของ ส.ว. ที่เสนอให้มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ 2 คน แต่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ยังให้มี ส.ว.มาจากการเลือกตั้งและสรรหาเช่นเดิม ขณะเดียวกันประเด็นเรื่องนายกรัฐมนตรีคนนอกก็ไม่มีการแก้ไขด้วย
 
                      นอกจากนี้ ที่ต้องจับตาก็คือ สปช.ในกลุ่มปฏิรูปการเมืองและกลุ่มปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ซึ่งได้คัดค้านร่างรัฐธรรมนูญในหลายประเด็น ถึงขนาดไม่ยอมเข้ารับฟังการชี้แจงของกรรมาธิการยกร่างฯ เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่าคำขอแก้ไขไม่ได้รับการสนองตอบ และมีการนัดหมายหารือกันอย่างไม่เป็นทางการในวันที่ 24 สิงหาคมนี้ เพื่อกำหนดแนวทางร่วมกันในการลงมติ 
 
                      ดังนั้นเมื่อพิจารณาแยกแยะ สปช. 248 คนว่าจะโหวตไปทางไหน สามารถแบ่ง สปช.ออกเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้
 
 
'นับถอยหลัง' ร่างรธน.ก่อนสปช.ลงมติ
 
                      กลุ่มแรก ต้องการให้ “คว่ำ” ร่างรัฐธรรมนูญ โดยเหตุผลหลักๆ ของกลุ่มนี้มี 2 แนว คือ 1.ตอนนี้การปฏิรูปประเทศยังไม่สัมฤทธิผล ดังนั้นควรให้เวลารัฐบาล คสช.อยู่ต่ออีกระยะ 2.ยังไม่ได้แก้ไขประเด็นสำคัญหลายประเด็นในร่างรัฐธรรมนูญ เช่น ระบบเลือกตั้งยังคงเป็นระบบสัดส่วนผสมที่จะทำให้รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพการทำงาน และยังเปิดช่องให้คนนอกมาเป็นนายกรัฐมนตรี
 
                      หาก สปช.คว่ำร่างรัฐธรรมนูญ ภายใน 30 วันจะต้องมีการตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายใน 6 เดือน แล้วนำไปทำประชามติ นั่นคือจะทำให้ “รัฐบาลประยุทธ์” มีเวลาอยู่ต่ออีกอย่างน้อย 7 เดือน
 
                      กลุ่มที่สอง ต้องการให้ สปช.ผ่านร่างรัฐธรรมนูญ เพราะหวังให้มีการทำประชามติประเด็นอื่นด้วย ตอนนี้มี 2 คำถามคือ “ให้รัฐบาลอยู่ปฏิรูป 2 ปีก่อนเลือกตั้ง” และ “ให้มีรัฐบาลปรองดองหลังเลือกตั้ง”
 
                      กลุ่มที่สาม ต้องการให้ สปช.ผ่านร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อจะได้ไปสู่การทำประชามติและเลือกตั้งเร็วๆ ซึ่งมีข่าวว่า สปช.ที่เห็นแนวทางนี้ส่วนใหญ่เป็น สปช.ที่มาจากจังหวัดต่างๆ ที่มีสายสัมพันธ์กับฝ่ายการเมืองที่ต้องการให้มีการเลือกตั้งเร็ว ทั้งนี้กลุ่มนี้ไม่ต้องการให้มีการทำประชามติในประเด็นอื่นด้วย
 
                      กลุ่มที่สี่ คือ กลุ่มที่ยังไม่แสดงออก ซึ่งต้องถือว่าเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด การตัดสินใจของกลุ่มนี้จะขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัย คือ เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ และสถานการณ์การเมืองขณะนั้น
 
                      อย่างไรก็ตาม หากให้ประเมินก็ต้องบอกว่า ร่างรัฐธรรมนูญน่าจะได้รับความเห็นชอบจาก สปช.แน่นอน 
เนื่องจากในแง่ “เนื้อหา” สปช.ไม่น้อยเห็นว่ายังอยู่ในวิสัยที่พอรับได้ บางคนแม้จะไม่ชอบใจ แต่ก็จำใจต้องรับ เพราะหากไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนี้ ก็ไม่มั่นใจว่า “คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่” ที่ คสช.จะตั้งขึ้นจะร่างรัฐธรรมนูญออกมาได้ดีกว่าร่างนี้ ส่วนในแง่ “สถานการณ์” มีเหตุผลที่ทำให้ สปช.รับร่างรัฐธรรมนูญ 2 ส่วน คือ ส่วนหนึ่งรับเพราะอยากให้มีการเลือกตั้งเร็ว และอีกส่วนรับเพราะอยากให้มีการทำประชามติในคำถามอื่น
 
                      นอกจากนี้ในวันที่ 6 กันยายน นอกจาก สปช.จะพิจารณาว่าจะเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่แล้ว ในกรณีที่ สปช.ลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญก็จะพิจารณาต่อว่า สปช.จะมี “คำถาม” ในการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญด้วยหรือไม่ และจะถามว่าอะไร เพราะตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว นอกจากคำถามในการออกเสียงประชามติแล้ว อาจมี “คำถามอื่น” ที่จะให้ทำประชามติในคราวเดียวกันได้ โดยจะต้องเป็นคำถามของ สปช. หรือ สนช. สภาละไม่เกิน 1 คำถาม และต้องส่งคำถามไปให้ ครม.เห็นชอบด้วย
 
                      ทั้งนี้ในส่วน สปช.ตอนนี้มี 2 คำถาม คือ “ให้รัฐบาลอยู่ปฏิรูปอีก 2 ปีก่อนเลือกตั้ง" และ “ให้มีรัฐบาลปรองดองแห่งชาติหลังการเลือกตั้ง” ซึ่ง สปช.ต้องโหวตเลือกคำถามเดียว ส่วน สนช. ทางรัฐธรรมนูญชั่วคราวกำหนดว่า ถ้าจะมีคำถามให้ทำภายใน 3 วันหลังจาก สปช.มีมติรับร่างรัฐธรรมนูญ
 
                      หากวันที่ 6 กันยายน สปช.ลงมติ “เห็นชอบ” ด่านต่อไปที่สำคัญยิ่งไปกว่า คือ วันลงประชามติ เบื้องต้นกำหนดไว้ 10 มกราคมปีหน้า ซึ่งความสำคัญไม่ได้อยู่แค่การทำประชามติตัวร่างรัฐธรรมนูญ แต่อยู่ที่ “คำถาม” ประชามติประเด็นอื่นด้วย ที่จะเป็นตัวชี้อนาคตประเทศไทยว่าจะเดินไปทิศทางไหน
 
                      “ผลประชามติคือคำพิพากษาสูงสุด” บวรศักดิ์ กล่าวไว้!
 
 
 
 
-------------------
 
(คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : 'นับถอยหลัง' ร่างรธน.ก่อนสปช.ลงมติ  : โดย...โอภาส บุญล้อม)