ข่าว

ปิดเมืองล่า (1) ทีมบึ้มราชประสงค์

ปิดเมืองล่า (1) ทีมบึ้มราชประสงค์

23 ส.ค. 2558

เรื่องเล่าข่าวดัง : ปิดเมืองล่า (1) ทีมบึ้มราชประสงค์ : โดย...ทีมข่าวอาชญากรรม

 
                      17 สิงหาคม 2558 เป็นอีกวันที่ประวัติศาสตร์ของประเทศไทยต้องจารึกไว้อีกหน้า กับเหตุการณ์ความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ “บึ้มกลางใจเมือง” จนมีผู้เสียชีวิตมากถึง 20 ศพ บาดเจ็บอีกนับร้อยคน ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ระเบิดครั้งใหญ่ที่สร้างความสูญเสียมากที่สุดของประเทศที่ได้ชื่อว่า “สยามเมืองยิ้ม”
 
                      แม้ในระยะ 9 ปีหลังมานี้ ไทยจะประสบปัญหาความแตกแยกทางการเมือง จนเกิดเหตุปฏิวัติรัฐประหารมาถึง 2 ครั้ง สถานการณ์ภายในประเทศยังคงคุกรุ่น อบอวลไปด้วยกลิ่นอายความรุนแรง โดยเฉพาะ “บึ้มป่วนเมือง” ที่เกิดขึ้นมาเป็นระยะทั้งในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งไม่นับรวม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และอีกบางอำเภอใน จ.สงขลา ซึ่งความรุนแรงปกคลุมพื้นที่มาก่อนหน้านั้น
 
 
ปิดเมืองล่า (1) ทีมบึ้มราชประสงค์
 
 
                      แต่เมื่อค่ำคืนวันที่ 17 สิงหาคม ไม่มีสัญญาณใดๆ ที่จะบ่งบอกมาก่อนว่าจะเกิดเหตุร้ายแรงที่มีเป้าหมายสังหารผู้บริสุทธิ์ ซึ่งดูเหมือนว่า “คนร้าย” มีเจตนาทำให้ชาวต่างชาติเสียชีวิตให้ได้มากที่สุด
 
                      จุดเกิดเหตุอยู่ภายในรั้วศาลท้าวมหาพรหม บริเวณแยกราชประสงค์ ย่านเศรษฐกิจสำคัญของกรุงเทพมหานคร เป็นย่านที่มีโรงแรมที่พัก ห้างสรรพสินค้า สถานศึกษา และแม้กระทั่งหน่วยงานความมั่นคงที่มีหน้าที่พิทักษ์รักษาความปลอดภัยและรักษากฎหมายอย่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพียงแค่ปลายจมูก
 
                      ที่สำคัญหน่วยงานด้านการข่าวที่สำคัญของประเทศ อย่างกองบัญชาการตำรวจสันติบาล ก็อยู่ห่างจากจุดระเบิดออกไปไม่ถึงร้อยเมตร แต่คนร้ายยังฉวยโอกาสลงมือได้อย่างใจเย็น ที่สำคัญหลังเกิดเหตุยังหลบหนีออกจากพื้นที่ไปได้โดยไม่ระคายผิว
 
                      เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นความหละหลวมถึงระบบการรักษาความปลอดภัยของเมืองหลวงแห่งนี้ สะท้อนให้เห็นความหย่อนยานในงานป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม รวมถึงงานด้านการข่าวของหน่วยงานความมั่นคงอย่างชัดเจน จนกลายเป็นคำถามในชั่วโมงนี้ว่า งบลับนับพันล้านบาทที่สูญเสียไปกับงานด้านการข่าวมันคุ้มค่ากันหรือไม่?
ก่อนเหตุระเบิดในค่ำคืนนั้น สถานการณ์ทางการเมืองที่มีรัฐบาลบริหารประเทศภายใต้การกำกับของคณะรักษาความมั่นคงแห่งชาติ ค่อนข้างจะมีอุณหภูมิร้อนแรง มีสารพัดเรื่องให้นายกรัฐมนตรีที่ชื่อ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ต้องครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา
 
                      เรื่องที่เสี่ยงต่อการกระทบกระทั่งกับบุคคลที่เห็นต่างทางการเมืองได้มากที่สุดในช่วงเวลานั้นคือ กรณีการ “ถอดยศ” อดีตนายกรัฐมนตรี “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” ซึ่งยืดเยื้อมาเป็นเวลานาน ซึ่งนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันได้มอบหมายให้ “พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา” รมว.ยุติธรรม เข้าไปดำเนินการไขความกระจ่างว่ากระบวนการต่างๆ ติดขัดอยู่อย่างไร จนได้คำตอบออกมาว่า ไม่มีข้อติดขัดใดๆ ทางข้อกฎหมายและเป็นเรื่องภายในของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่สามารถดำเนินการได้เอง เพราะอยู่ในอำนาจของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่ชื่อ “พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง” ผบ.ตร.ที่ได้ชื่อว่า เป็นนายตำรวจนักธุรกิจ
 
                      การจัดวางข้าราชการประจำที่รับผิดชอบงานด้านความมั่นคงทั้งทหาร และตำรวจ ก็อยู่ในช่วงเข้าด้ายเข้าเข็ม ตำแหน่งที่ชัดเจนแล้วคือ “พิทักษ์ 1” (รหัสเรียกขานตำแหน่ง ผบ.ตร.) ซึ่งคณะกรรมการกำกับนโยบายตำรวจแห่งชาติ หรือ ก.ต.ช. มีมติในที่ประชุม ซึ่งมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบงานด้านความมั่นคง นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานการประชุมแทน พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเป็นประธาน ก.ต.ช. มีมติให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รองผบ.ตร. (นรต.36) ขึ้นแท่น “ว่าที่ผบ.ตร.” ต่อจาก พล.ต.อ.สมยศ ที่จะเกษียณในระยะเวลาเพียงเดือนเศษข้างหน้า
 
                      ส่วนตำแหน่งผู้นำเหล่าทัพยังคงฝุ่นตลบ บรรดาตัวเต็งยังคงต้องตัวเกร็งเพราะลุ้นกันมันหยดในการคว้าเก้าอี้สำคัญๆ ในหน่วยงานคุมกำลัง โดยเฉพาะตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ซึ่งมี พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา น้องชายของ พล.อ.ประยุทธ์ เบียดอยู่กับ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช น้องรักของ พล.อ.ประวิตร พี่ใหญ่แห่ง “บูรพาพยัคฆ์” ชนิดหายใจรดต้นคอ
 
                      ร่างรัฐธรรมนูญก็ได้เวลาถูกส่งเข้าพิจารณาผ่านหรือไม่ผ่าน อีกไม่นานหลังจากนี้น่าจะทราบผล เช่นเดียวกับการปรับคณะรัฐมนตรี “ประยุทธ์ 3” ที่ก่อนหน้าเหตุระเบิด ผู้มีอำนาจหลายคนต้องลุ้นกันตัวโก่ง
 
 
ปิดเมืองล่า (1) ทีมบึ้มราชประสงค์
 
 
                      สถานการณ์ความไม่สงบในภาคใต้แม้ไม่รุนแรงอย่างเช่นช่วงก่อนหน้า แต่ก็มีเหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน ฟ้องให้เห็นว่า คำว่า “สันติภาพ” ยังเป็นเรื่องห่างไกลสำหรับที่นั่่น  
 
                      ความสัมพันธ์กับมิตรประเทศ ซึ่งระยะหลังไทยจะมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับจีนที่เห็นได้ชัดในเวทีโลก กำลังเป็นที่จับตาของประเทศมหาอำนาจ ซึ่งดูเหมือนมีท่าทีไม่ค่อยพออกพอใจนัก และอีกประเด็นให้ต้องขบคิดคือการส่งชาวอุยกูร์จำนวน 109 คน กลับจีน ซึ่งหน่วยข่าวแจ้งเตือนมาก่อนหน้านั้นว่า สร้างความไม่พอใจให้แก่กลุ่มที่ไม่ลงรอยกับรัฐบาลจีนเกี่ยวกับเรื่องชนเผ่าอุยกูร์ 
 
                      ข้อมูลในทางลับอ้างถึงการเดินทางไปยังประเทศที่สามของชนเผ่าอุยกูร์ โดยมีประเทศไทยเป็นทางผ่านเกิดขึ้นมานานพอสมควร โดยมีขบวนการนำพาจากเมืองซินเจียง ผ่านมายังสิบสองปันนา บางส่วนใช้เส้นทางรถยนต์เข้าไปในลาว บางส่วนใช้เดินทางโดยเครื่องบินไปยังเวียดนาม แล้วเดินทางเข้าไทยทั้งในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคตะวันออก เมื่อถึงไทยแล้วจะทิ้งหนังสือเดินทางจีนแล้วให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองควบคุมตัว และแสดงเจตจำนงขอให้ส่งตัวไปยังตุรกี แต่ระยะหลังพบว่าเมื่อเดินทางเข้าไทยแล้วจะมีขบวนการนำพาต่อส่งข้ามชายแดนไทยไปยังมาเลเซียทางด้าน อ.สะเดา จ.สงขลา
 
                      ข้อมูลนี้ยืนยันได้จากการควบคุมตัวชาวอุยกูร์ได้ในพื้นที่ ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา ก่อนหน้านี้ ซึ่งในครั้งนั้นทางการไทยสามารถควบคุมตัวได้กว่า 300 คน มีการนำเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติ ในจำนวนนี้มี 171 คน ที่ไทยส่งไปยังตุรกีแล้วตามเจตจำนงที่พวกเขาร้องขอ 
 
                      ส่วนอีก 109 คน ผลพิสูจน์ชี้ชัดเป็นคนสัญชาติจีน บางรายมีหมายจับในคดีก่อการร้ายในจีน ซึ่งทางการจีนได้ร้องขอให้ไทยส่งตัวกลับประเทศ ไทยจึงมีความจำเป็นต้องส่งตัวให้ไป และหลังจากการส่งตัวคนกลุ่มนี้ไปยังจีนนั้น สถานกงสุลไทยในตุรกีก็ถูกบุกทำลาย ซึ่งว่ากันว่าเป็นเพราะกลุ่มผู้ชุมนุมเหล่านั้นไม่พอใจที่ไทยส่งชาวอุยกูร์กลับประเทศจีน
ในห้วงเวลานั้นมีการทักท้วงจากเจ้าหน้าที่ความมั่นคงไปยังผู้มีอำนาจตัดสินใจให้ทบทวน เพราะเกรงจะเป็นการยั่วยุและดึงไทยเข้าสู่สถานการณ์ที่เสี่ยงต่อการก่อเหตุร้าย ซึ่งไม่ใช่ว่าไม่เคยมีประวัติเหตุร้ายที่เป็นฝีมือของต่างชาติจะไม่เคยเกิดขึ้นในไทยมาก่อน
 
 
ปิดเมืองล่า (1) ทีมบึ้มราชประสงค์
 
 
                      เหตุระเบิดที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2555 ที่ย่านคลองตัน โดยฝีมือชาวตะวันออกกลาง และการจับกุมชาวตะวันออกกลางที่ซุกวัสดุอุปกรณ์สำหรับการประกอบระเบิดไว้ที่อาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งใน จ.สมุทรสาคร เป็นสัญญาณเตือนภัยคุกคามมาแล้วก่อนหน้านั้น
 
                      ค่ำคืนวันที่ 17 สิงหาคม ที่ผ่านมา ระเบิดที่ไม่เคยมีประวัติการใช้ก่อเหตุในไทยมาก่อน ถูกคนร้ายนำมาวางไว้ภายในศาลท้าวมหาพรหม บริเวณแยกราชประสงค์ และถัดมาเพียงชั่วข้ามคืนก็เกิดเหตุระเบิดซ้ำที่ท่าเรือสาทร การตรวจสอบของหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดเชื่อว่าระเบิดทั้งสองลูกมีความละม้ายคล้ายกัน และน่าจะประกอบโดยบุคคลคนเดียวหรือกลุ่มเดียวกัน
 
                      ข้อสันนิษฐานนี้กลายเป็นที่มาของข้อสงสัยว่า มือระเบิดน่าจะทำเป็นขบวนการ มีการเตรียมการมาเป็นอย่างดี ส่วนจะทำเพื่ออะไร และใครเป็นผู้ลงมือ 
 
 
                      ติดตามต่อตอนหน้า
 
 
 
 
-------------------
 
(เรื่องเล่าข่าวดัง : ปิดเมืองล่า (1) ทีมบึ้มราชประสงค์ : โดย...ทีมข่าวอาชญากรรม)